vipassana - หลวงปู่แหวน แผ่เมตตา
  หน้าแรก
  ศูนย์พิทักษ์ศาสนา
  พุทธประวัติ
  พระอรหันต์
  พระอริยบุคคล
  พระไตรปิฎก
  ศาสนาในโลก
  ศาสนาพุทธ
  ภิกษุ-สมณะ
  การปกครองสงฆ์ไทย
  พระศรีอาริย์โพธิสัตว์
  นรก
  18 อภิญญา
  19 กฎแห่งกรรม
  19.1 กฏแห่งกรรม
  20 แก้ กรรมเก่า
  21 วิบากกรรม
  22 ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5
  23 ลดกรรม 45
  24.1 คู่กรรม คู่บารมี
  Titel der neuen Seite
  28 กรรมฆ่าตัวตาย
  กรรมให้ผลอย่างไร ?
  เหตุให้กะเทย
  อาถรรพ์สวาท
  31 กรรมเก่ากรรมใหม่
  กรรมบท 10
  34 อกุศลกรรม 10
  กิเลส1500ตัณหา108
  35 ความตาย
  เยี่ยมเมืองนรก
  38 โอปปาติกะ
  43 ตายจะไปเกิดที่ไหน
  สวรรค์
  คนเหนือดวง
  บุญ
  บำเพ็ญ วิปัสนา
  ปฏิบัติกรรมฐาน
  ญาณ 16
  อสุภกรรมฐาน
  Home
  กรรมฐานแก้กรรม
  ธรรมที่อุปการะสมาธิ
  วิธีเจริญภาวนา
  วิริยบารมี ,ปัญญา
  63 มโนมยิทธิ
  65 วิปัสสนูปกิเลส
  ศีล สมาธิ ปัญญา
  69 ศีล 5 . 8 .10. 227
  ศีล 5 แบบละอียด
  9.3 ศีล พระธุดงค์
  มงคลสูตร ๑๐
  อานาปานสติ
  มงคล ๓๘ ประการ
  พฺรหฺมจริยญฺจ
  มรรคมีองค์ 8
  สังโยชน์ ๑๐
  สติปัฎฐาน ๔
  ปฏิจจสมุปบาท
  วิชชาจรณสัมปันโน
  จิตประภัสสร
  ฟัง หลวงปู่มั่น
  ฟัง พระโชดกญาณ
  ฟัง หลวงพ่อชา
  ฟัง หลวงพ่อพุธฐานิโย
  ฟัง หลวงพ่อจรัญ
  ฟัง หลวงปู่เณรคำ
  ฟัง พระพรหมคุณา
  ฟัง หลวงปู่พุทธะ
  ฟัง สมภพโชติปัญโญ
  ฟัง พระมหา วชิรเมธี
  ฟัง ดร.สนอง วรอุไร
  ฟัง แม่ชีทศพร
  เกิดมาทำไม
  ติดต่อโลกวิญญาณ
  หลวงปู่แหวน แผ่เมตตา
  หลวงพ่อปาน
  พุทธสุภาษิต ร้อยผกา
  เปรียบศาสนา
  เตือนสติผู้ปฏิบัติ
  พระดูหมอผจญมาร
  หนีบาป
  บริจาคเลือด
  ขยะในใจ
  วิวาห์ ทารุณ
  วิธีช่วยคนใกล้ตาย
  หลวงพ่อวิโมกข์
  การประเคน
  การจุดธูปบูชา
  การแผ่เมตตา
  วิธีใช้หนี้พ่อแม่
  คุณบิดา-มารดา
  วิธีกราบ
  อธิษฐาน
  แด่เธอผู้มาใหม่
  แขวนพระเพื่ออะไร
  เลือกเกิดได้จริง
  ทำนายฝัน
  พระเจ้าทำนายฝัน
  เสียงธรรมะ
  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
  นิทานธรรมะ
  ฟังเสียง หนังสือ
  ฟัง นิทานอีสป
  ละครเสียงอิงธรรม
  เสียง อ่านหนังสือ
  เสียง ทางสายเอก
  หนังสือธรรมะ
  ฟังบทสวดมนต์
  เทศน์มหาชาติ
  เพลงสร้างสรรค์
  สารบัญคำสอน
  เรื่องจริงอิงนิทาน ลี้ลับ
  แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ
  แนะนำ วิธีป้องกัน โรค
  F 1 บำบัดความเครียด
  F 2 ความวิตกกังวล
  F 3 วิธีรักษา โรคต่างๆ
  F 4 ตรวจสุขภาพผู้หญิง
  F 5 มะเร็ง
  F 6 ทำแท้งเถื่อน
  F 7 เป็นภูมิแพ้
  F 8 การช่วยชีวิตฉุกเฉิน
  ข่าว บันเทิง
  M 1 ดูทีวีออนไลน์
  M 2 ฟังวิทยุ
  M 3 หนังสือพิมพ์วันนี้
  M 4 หอ มรดกไทย
  M 6 ที่สุดของโลก
  M7 เรื่องน่ารู้
  M 9 ตอบ-อ่าน
  M 10 ดูดวง..
  M 11 ฮวงจุ้ย จีน
  ค้นหา ข้อมูลช่วยเหลือ
  S 1 ท่องเที่ยวไทย
  S 2.1 สถานีขนส่ง - Bahnhof
  S 2.2 GPS
  S 4 เวลา อากาศ โลก
  S 5 กงสุลใหญ่
  S 6 เว็บไซต์สำคัญ
  วัดไทยในต่างแดน
  S 8 ราคาเงินยูโรวันนี้
  S 9 ราคาทองคำวันนี้
  S 10 แปล 35 ภาษาไทย
  S 11 บอกบุญ ทำบุญ
  D 1 Informationen Thailand
  D 2 Buddha
  D 4 Super foto
  Z 1 Clip คำขัน
  Z 2 Clip นิทานธรรมะ
  Z 4 Clip เรื่องจริง
  Clip กรรมลิขิต
  Z 6 Clip หนัง Kino
  การใช้ชีวิตคู่
  เกมส์คุณหนู
  "สุข" แม้ในยาม เศร้า
  ธรรมะเพื่อชีวิต เสียงอ่าน
  รวมบทความธรรมะ
  ค่าน้ำนม
  ฟังเสียงสวดมนต์
  ศาลาปฏิบัติกรรมฐาน
  Kontakt

ประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่


        

 

        
   

ผู้ จัดทำเวปไ้ด้นำประวัติและคำสอนของหลวงปุ่แหวน พระอริยสงฆ์องค์หนึ่งของภาคเหนือ ซึ่งท่านได้มรณภาำพไปนานกว่า ๒๐ กว่าปี คนรุ่นหลังอาจจะยังไม่ทราบประวัติครูบาอาจารย์ โดยละเอียด และได้เพิ่มเติมภาพ บางภาพที่น่าสนใจไปด้วย และยังได้ link ไปยัง เวปเพ็จของหลวงปู่แหวนอื่นๆทีพบ เพื่อสามารถค้นคว้าได้อย่างสดวกอีกด้วย

ซึ่ง ผู้ทำเวปได้ นำประวัติหลวงปู่แหวนมาจากหนังสือเรื่อง " หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็น โครงการ หนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๓ เีรียบเรียง โดย ร.ศ.ดร.ปฐม-รศ.ภัทรา นิคมานนท์
ซึง วัตถุประสงค์จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรรณาการ สำหรับผู้ร่วมบริจาค ทำ พระมหาธาตุมณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์ ที่วัดป่าอาจารย์มั่น(ภูริทัตโต) บ้านแม่กอย ต.เวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และโครงการหนังสือบูรพาจารย์

 

 
     
     
     


๑. พระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
  

        พระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโร แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง จากพุทธศาสนิกชนทุกเทศทุกวัย ทั้งในและ ต่างประเทศ

       แม้ หลวงปู่จะได้ลาขันธ์ไป ตั้งแต่คืนวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘ แต่ความทรงจำในกระแส เมตตา ปฎิปทาสัมมาปฎิบัติ จริยาวัตรที่งดงาม พร้อมกับธัมโมวาทอันล้ำค่า ของหลวงปู่ ก็ยังส่อง สว่างอยุ่กลางใจของพวกเราชาวพุทธทุกผู้ทุกนาม

       เมื่อ น้อมระลึกถึงหลวงปู่ที่ไร ความสุข สงบ ความโสมนัส ชื่นบาน ความสมหวัง โชคดี ความเป็นสิริมงคล จะดื่มด่ำอยู่ในจิตใจ อย่างไม่รู้อิ่มรู้คลาย

       ผู้ ที่โชคด มีโอกาสกราบไหว้ องค์หลวงปู่ ได้เคยฟังการปรารภธรรม แสดงธรรม   จากหลวงปู่ ต่างก็ประจัษ์ความไพเราะ นุ่มนวลละมุนละไม ประดุจเสียงทิพย์ที่ไพบูลย์ด้วยธรรมะ อันเป็นสากลสัจจะ ยังความอิ่มเอิบ เบิกบาน และเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต

       หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นผู้สืบเนื้อนาบุญอันไพศาล นับเป็นพระอริยสาวก ที่ควรแก่กราบ ไหว้บูชาอย่างแท้จริง

      ท่าน เจ้าคุณ พระวิบูลธรรมาภรณ์ แห่งวัดสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพๆ ศิษย์ใกล้ชิดท่านหนึ่ง ได้รจนาถึงปฎิทาของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ดังนี้ :-

      " หลวงปู่แหวนท่านมีศีลที่สมบูรณ์ คือเป็นพระสงฆ์ที่มีความปกติครบถ้วนไม่เกินหรือขาด สภาพของท่านเปรียบเสมือนป่าใหญ่ที่มีต้นไม้ใหญ่เล็กนานาชนิด ทังยืนต้น และล้มลุก มี ดอก ใบ ผล สมบูรณ์ ตามสภาพของพันธ์นั้นๆ จะมีต่างอยู่ก็คือกลิ่นของดอกไม้ ในป่า หอมตามลม แต่กลิ่นศีลของหลวงปู่หวลตามลมและทวนลม และ ไม่นิยมกาลเวลา หอมอยู่เสมอ
      หลวงปู่มีจริยาวัตร คือความประพฤติที่เรียบร้อย งดงาม เต็มพร้อมด้วยสิกขา วินัย กฎระเบียบ การปฎิบัติของท่านเรียบง่าย ถูกต้องทั้งในสมาคมสาธารณะ และในที่รโหฐาน จะเป็นที่ชุมชนใหญ่ เล็ก ท่านทำตนเป็นกลางเสมอเหมือน ความประพฤติของท่าน เสมือนต้นไม้ใหญ่ ที่มีร่มเงามาก มีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้างให้คนเดินทางได้อาศัยร่มเงาพัก นกกาอาศัยเกาะกิ่ง มีกาฝากก็ขึ้นแซม บ้างบางครั้งบางคราว
      หลวงปู่ท่านมีปฎิทา คือทางดำเนินสายกลางพอเหมาะพองาม ไม่ชอบระคนด้วยกลุ่มชนมาก ชอบหลีกเร้นอยู่ในที่สงบ ชอบชีวิตธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร ชีวิตของท่านอยู่กับป่ามาโดยตลอด แม้ในวัยชรา หลวงปู่จะปรารภเสมอว่า ขณะนี้ป่าธรรมชาติจะหายไป แต่มีป่ามนุษย์เข้ามาเทนที่ โดยท่านให้คติว่า ต้นไม้ในป่าต่างต้นต่างเจริญเติบโต แสวงหาอาหารเลี้ยงต้น ใบ ดอก ผลของมัน เอง ไม่แก่งแย่งเบียดเบียนกัน แต่มนุษย์ก็มีทางดำเนินเลี้ยงชีวิตตรงกันข้ามกับต้นไม้ในป่า 
      หลวงปู่ท่านมีเมตตาธรรมเป็นเลิศ มีสมาธิดี มีพลังจิตสูงเปี่ยมด้วยเมตตา ถ้าได้สนทนาธรรม กับท่าน สิ่งที่เป็นคำสอนอันสำคัญสำหรับชาวเราทั่วไป ก็คือ ท่านจะสอนให้หัดแผ่เมตตา ความปราถนาดี แก่คน สัตว์ ศัตรูหมู่มาร จะสอนให้แผ่ให้ทั่วจักรวาล ยิ่งแผ่มากจะทำให้จิตใจ สบาย รักชีวิต ทรัพทย์สินของคนอื่นเหมือนกับของตนเอง หลวงปู่ท่านสอนให้แผ่ความปราถนาดี ความสุขแก่ชนทุกชั้นทุกระดับ ใครจะได้รับมากน้อยสุดแต่วาสนาบารมีของผู้นั้น
      สรุปได้ว่า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วย ศีล จริยวัตร ปฎิปทา คุณธรรม แผ่ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ทั้งตามลมและทวนลม เกียรติคุณ บริสุทธิคุณ ปรากฎในชุมชน ทั่วไป
      คุณแห่งศีล และเมตตาของท่าน เป็นเสมือนมนต์ขลัง ก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะ มีคนจำนวน มากเดินทางไปกราบขอศีลขอพร ขอบารมีธรรม และบางรายขอทุกอย่างที่ตนมีทุกข์ เพื่อจะให้ พ้นทุกข์
      ทำให้เกิดศรัทธาสองทาง คือ คุณธรรม และวัตถุธรรม ผู้ใดต้องการธรรมะ ก็สดับตรับฟัง ศึกษาเอา ผู้ใดต้องการของขลัง รูปเหรียญวัตถุมงคลที่ระลึก ก็แสวงหาเอา ใครผู้ใีดปราถนาหรือ ศรัทธาอย่างใดก็ปฎิบัติอย่างนั้น ซึ่งก็คงสำเร็จประโยชน์ไม่มากก็น้อย "

       ใน สมัยที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ประชาชนจากใกล้ไกล ต่างแห่แหนไปกราบ หลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ ได้ปรารภถามว่า " พากันลำบากลำบนมากันทำไม"
       คำตอบจากประชาชนเหล่านั้นก็คือ " ต้องการมากราบบารมีของหลวงปู่ "
       หลวง ปู่ได้แนะนำว่า " บารมีต้องสร้างเอา เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก ก็ต้องหมั่น บำรุงรักษาเอา ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น ต้องไปปลูก ไปบำรุงต้นมะม่วงของตนเอง การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้างต้อง ทำเอาเอง "

 

๒. แผ่เมตตาไม่มีประมาณ
    

     หลวง ปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสอนให้ศิษย์ทุกคนได้หัดแผ่เมตตา คือส่งความปราถนาดีแก่คน สัตว์ ศัตรูหมู่มาร โดยแผ่ไปให้ทั่วจักรวาล ยิ่งแผ่มาก ก็ยิ่งทำให้ในสบาย รักชีวิตและทรัพย์สิน คนอื่นเหมือนกับของตนเอง สังคมก็จะมีความสุขสงบอย่างถ้วนทั่ว

      หลวง ปู่แนะวิธีแผ่เมตตาให้บังเกิดผล โดยให้ทำตนและจิตใจเหมือนมารดาที่เลี้ยงลูก ให้ความรัก ความเอ็นดูสงสาร มุ่งหวังจะให้ลูกสุขกายสบายใจ มีอาชีพการงาน มีวิชาเลี้ยงตนเอง ได้ ความรักที่แม่ให้กับลูกเป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีพิษภัย และไม่ต้องการผลตอบแทนจากลูก มีแต่ให้อย่างเดียว

      ถ้าเราแผ่เมตตาเหมือนกับพระอาทิตย์ส่องแสง เมตตานั้นจะมีพลังสูงยิ่ง เพราะธรรมชาติของ พระอาทิตย์ขณะที่ส่องแสงไม่ได้เลือกชุมชน สรรพสัตว์ยากดีมีจน อยู่ที่สูงหรือที่ต่ำ จะใกล้หรือไกล ก็ได้รับความร้อนเท่ากัน
       เมตตาธรรมก็เ่ช่นกัน ขอให้แผ่ไปให้แก่ชนทุกชั้นทุกระดับ ใครจะรับได้มากน้อย สุดแต่ วาสนาบารมีของผู้นั้น

     ผู้ เขียน(รศ. ดร.ปฐม นิคมานนท์) เพิ่งประจักษ์ในความวิเศษ ของพระพุทธศาสนาเมื่อปี ๒๕๒๖ นี้เอง ก่อนหน้านั้นมัวไปลุ่มหลวศึกษาวิทยายุทธจากฝรั่งชาติตะวันตกอยู่นาน และเพิ่งมารับสัมผัสบารมีธรรมของหลวงปู่แหวน ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ เมื่อครั้งติดตามหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม ไปกราบหลวงพ่อเปลี่่ยน ปญฺญาปทีโป ทีวัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

      หลวง ปู่แหวน ท่่านเคยอยู่ที่วัดป่าบ้านปง(วัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน) นานถึง ๑๑ ปี ก่อนจะ ย้ายไปพำนักที่ดอยแม่ปั๋ง และหลวงพ่อเปลี่ยน ก็ได้ตามไปอุปัฎฐากหลวงปู่ เสมอมา จนกระทั่ง วาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน

     หลวง พ่อเปลี่ยน เล่าให้ฟังว่า " ทุกคืน หลวงปู่แหวน ท่านจะแผ่เมคตาไปทั่วจักรวาล แต่แปลก ที่ประเทศรัสเซีย กับประเทศบริวารรับกระแสเมตตาของท่านได้บ้างเล็กน้อย ส่วนเวียตนามไม่ ยอมรับเลย สะท้อนกลับคืนหมด ประเทศเขาจึงวุ่นวายตลอด มาภายหลังก็เริ่มรัรบได้มากขึ้น และหลวงปู่ บอกให้หลวงพ่อเปลี่ยน ช่วยแผ่เมตตาให้ประเทศเวียตนามมากๆ ให้ทำทุกคืน
      หลวงพ่อเปลี่ยน ท่านว่า " พลังจิตของหลวงปู่เปรียบได้กับแสงพระอาทิตย์ ของอาตมา เป็นแค่แสงหิ่งห้อย เปรียบกันไม่ได้ แต่อาตมาก็ทำตามที่หลวงปู่บอกทุกคืน ตอนนี้เขาิเริ่มดีขึ้น และจะดีขึ้นเรื่อยๆ ..."
       หลวงพ่อปรารภว่า ท่านอยากเอาหนังสือธรรมะไปแจก โดยเฉพาะแจกให้ " พวกตัวใหญๆ" ซึ่งท่านรู้ว่าควรจะแจกให้ใคร และที่ใด เป็นการช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง

      จาก เหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้เขียนจึงได้มีส่วนร่วม ด้วยการไปหาผู้แปลและจัดพิมพ์หนังสือ "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก" ซึ่งเป็นคำเทศน์ของหลวงพ่อ ออกมาเป็นภาษาเวียตนาม ตามความ ประสงค์ของท่าน

      ณ จุดนั้นเป็นต้นมา ผู้เขียนและครอบครัว จึงได้เริ่มสัมผัสกระแสเมตตา และได้รับรู้เรื่องราว เกี่ยวกับบารมีธรรม ของหลวงปู่แหวนมาโดยลำดับ นับเป็นบุญและเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต ตลอดมา 

 

๓. ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต

     หลวง ปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นพระป่าธรรมดาๆ ไม่มียศศักดิ์ หรือตำแหน่งใดๆ แต่คุณธรรม ความดีของท่านก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ ของมหาชน อย่างกว้าวขวางตลอดมา

       หลังจากพิธีพระราชทานเพลิง ศพของท่านแล้ว อัฐิของท่านได้แปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุ ใสดังแก้วผลึกทีงดงามมาก ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของผู้ได้ได้เห็น จึงไม่มีความสงสัยเคลือบแคลง ในความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ในจิตของท่าน

      เมื่อ ครั้งยังดำรงขันธ์อยู่ หลวงปู่ มีจิตคงที่ ไม่แสดงอาการขึ้นลงตามกระแสรใดๆ ไม่ว่าอะไร จะเกิดขึ้นกับท่่าน ท่านไม่รู้สึกหวั่นไหว ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ใครอยากขอ อยากทำอะไรกับ ท่านก็ทำไป ถ้าไม่เป็นการล่วงละเมิดวินัยสงฆ์ ท่านจะเมตตาสงเคราะห์ให้เสมอ

       การ เทศน์การสอนของหลวงปู่ ท่านมักสอนให้ละอดีต ให้ละอนาคต โดยท่่านบอกว่า "นั่นมัน ธรรมเมา ถ้าจะให้เป็นธรรมา ต้องให้จิตแน่วนิ่งลงในอารมณ์ปัจจุบัน"

       ใคร ถามประวัติหนหลังของหลวงปู่ ท่านจะบอกว่า " ฮาบ่มีอดีต ฮาบ่มีอนาคต" ซึ่งแสดงว่า จิตของท่านตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันเสมอ

       ผู้ รู้ในแนวทางพระพุทธศาสนา อธิบายว่า " ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่แต่ในอารมณ์ปัจจุบันได้เสมอ กิเลสเครื่องเศร้าหมองย่อมจะครองใจไม่ได้ แล้วกิเลสอะไรจะครองใจของหลวงปู่อยู่อีกละ ?"

      ใครไม่เชื่อว่า หลวงปู่แหวน เป็นพระอรหันต์ ก็ตามใจ !

 

     
๔ ชาติภูมิ
          
       หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ มีภุมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านโป่ง ตำบลหนองใน ปัจจุบันคือ ตำบลนาใน อำเภอ เมือง จังหวัดเลย
      

เมื่อ ตอนเด็ก หลวงปุ่มีชื่อว่า ยาน เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๐ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน บิดาชื่อ นายใส รามสิริ ปู่และย่าไม่ปรากฎชื่อ มารดาชื่อ นางแ้ก้ว รามสิริ ยายชื่อ ยายขุนแก้ว  ตาชื่อ ตาขุนแก้ว

      อาชีพของบิดามารดาคือทำนา สืบเชื้อสายมาจากชาวหลวงพระบาง อพยพมานานแล้วหลาย ชั่วคน อาชีพพิเศษอย่างหนึ่งของนายใส ผู้บิดา คือ เป็นช่างตีเหล็ก มีความชำนาญในการหลอม เหล็ก ตีเหล็กมาก เป็นที่เลื่องลือของคนในถิ่นนั้น

     หลวงปู่มีพี่น้อง ร่วมบิดา มารดาเดียวกันอยู่ ๒ คนคือ หลวงปู่กับพี่สาวชื่อ นางเบ็ง ราชอักษร
มารดาถึงแก่กรรมตั้งแต่หลวงปู่ยังเล็ก บิดาได้มีภรรยาใหม่อีก ๓ คน ตามลำดับดังนี้
      ภรรยาคนที่สอง มีบุตร ๑ คน คือนายคำ
      เมื่อภรรยาคนที่สอง ถึงแก่กรรมอีก บิดาก็ได้ภรรยาคนที่สาม มีบุตรสาว ๑ คนชื่อ นางนำ
      หลังจากคลอดลูกสาวไม่นาน ภรรยาคนที่สาม ก็ถึงแก่กรรมอีก บิดาจึงมีภรรยาคนที่สี่ มีบุตร ธิดา ๔ คน บุตรชายชื่อ นายฝ้าย และบุตรสาวชื่อ นางกองคาย นางตาบ และนางพวง ตามลำดับ

      

 

 
   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     
     
     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 
     
 

๕. มารดาขอให้บวชตลอดชีวิต
     

      
เมื่อหลวงปู่แหวนอายุได้ประมาณ ๕ ขวบ โยมมารดาเริ่มป่วยกระเสาะแระแสะ รักษาเยียวยาหมอพื้นบ้าน ตามที่มีในสมัยนั้น อาการก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด ลงเรื่อยๆ
      แม้โยมมารดามีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง แต่ท่านก็เป็นคนใจบุญสุนทาน ไหว้พระ ทำบุญเป็น ประจำ
     โยมมารดารู้ตัวว่า นางคงอยู่ได้ไม่นาน จึงเรียกลูกชายเช้าไปหา จับมือลูกรัก ไว้แน่น แล้วพูด เป็นการสั่งเสียว่า
     " ลูกเอ๋ย แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใดๆในโลกนี้ จะเป็นกี่ล้านกี่ำโกฎก็ตาม แม่ไม่ยินดี แม่ยินดีมาก ถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้ว ก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึก ออกมามีลูกมีเมียนะ "

     
 คำสั่งเสียของมารดาในครั้งนั้น เป็นเสมือนประกาศิตสวรรค์ ที่กำหนดแนวทางดำเนินชีวิต ของหลวงปู่ ท่่านจดจำคำสั่งเสียของมารดาตรึงแน่นอยู่ในหัวใจไม่เีีคยลืม และคำสั่งนี้เป็นพลังใจ ให้หลวงปู่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆได้อย่างไม่เคยท้อถอย ส่งผลให้ท่านบรรลุถึงธงชัย ในพระ พุทธศาสนา ได้อย่างน่าเลื่อมใสศรัทธาเป็นที่ยิ่ง



 
 

๖. ความฝันของคุณยาย
    

      
หลัง จากสั่งเสียบุตรชายได้ไม่นาน โยมมารดาของหลวงปู่ก็ถึงแก่กรรม เด็กชายยาน และ พี่สาว จึงอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของคุณตา คุณยายต่อมา

       คืนหนึ่ง คุณยาย (ชาวอิสานเรียกว่า แม่ใหญ่ ) ของท่านได้ฝันไปว่า เห็นหลานชายตัวน้อย นอนอยู่ในดงขมิ้น ผิวกายแลดูเหลืองอร่ามไปหมด

      คุณยายเชื่อว่าเป็นฝันดี ถือเป็นบุพนิมิตแสดงให้เห็นว่า หลานชายของท่านคงจะได้มีวาสนา อยุ่ในสมณเพศตามที่มารดาต้องการ
      ตื่่นเช้า คุณยายได้เล่าความฝันให้หลานชายว่า
      " ยาายฝันประหลาดมาก ฝันว่าเห็นเจ้าไปนั่งอยุ่ในดงขมิ้น เนื้อตัวของเจ้าดูเหลืองอร่ามไป หมด เห็นแล้วน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยายเห็นว่า เจ้ามีอุปนิสัยวาสนาในทางบวชเรียน ยายจึงอยาก ให้เจ้าบวชตลอดชีวิต ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมีย ตามที่แม่เจ้าบอกไว้ เจ้าจะทำไ้ด้บ่ "

     นับเป็นประกาศิตครั้งที่สอง เด็กชายยานได้รับปากตามคำขอของยาย ทำให้ยายปลาบปลื้ม ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

 

 
 

๗. ขอให้บวชพร้อมน้าชาย

      
เด็กชายยานมีเพื่อนเล่นอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่มีศักดิ์เป็นน้าชาย ทั้งน้าและหลานมี ความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก
      วันหนึ่ง คุณยายได้เรียกเด็กชายทั่งคู่เข้าไปหา แล้วพูดอย่างเป็นการเป็นงานว่า
       " ยายอยากให้เจ้าทั้งสองบวชเป็นเณร เจ้าจะบวชให้ยายได้บ่  ครั้นบวชแล้วก็ไม่ต้องสึก เจ้า จะรับปากยายได้บ่ "
       ฝ่ายน้าชายตอบรับตามที่ยายต้องการ แล้วยายจึงถามหลานชายอีกว่า
       " แล้วเจ้าล่ะจะว่าอย่างไร จะบวชให้ยายได้ไหม บวชแล้วไม่ต้องสึก "

     เด็กชายยานตอบยืนยันตามที่เคยสัญญาไว้ว่า จะขอบวชจนตลอดชีวิต ตามที่แม่และยายต้อง การ

 

 
 

๘. สามเณรแหวน  

     
คุณยายแสนปลาบปลื้มยินดี เมื่อหลานทั้งสองรับคำว่า จะบวชตลอดชีวิต จึงได้จัดหาบริขาร สำหรับบวชเณรจนได้ครบ

     คุณยายนำหลานชายทั้งสองไปถวายตัวต่อ พระอาจารย์คำมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของหลวงปู่ และเป็นเจ้าอาวาส วัดโพธิ์ชัย วัดประจำหมู่บ้านนาโป่งนั้นเอง เพื่อให้หลานทั้งสองได้ฝึกขานนาค และเรียนรู้ธรรมเนียมการอยู่วัด เตรียมตัวบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป

     ทั้งน้าชายและเด็กชายยาน จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดโพธิ์ชัย แห่งนั้น
     ขณะนั้นอยู่ในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ หลวงปู่มีอายุได้ ๙ ปี

     หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว เด็กชายยานได้รับการเปลี่่ยนชื่อใหม่เป็น สามเณรแหวน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 
 

๙. เหตุสะเทือนใจครั้งที่สอง

     หลังจากเข้าพรรษาแรกได้ประมาณสองเดือน สามเณรที่มีศักดิ์เป็นน้าชายเกิดอาพาธ สุดที่จะ เยียวยาได้ จึงมรณภาพในที่สุด
      การสูญเสียในครั้งนั้นทำให้ สามเณรแหวน สะเทือนใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะสามเณรนั้นเป็น ทั้งญาติ เพื่อนเล่น และเป็นคู่นาคตอนบรรพชาด้วย เรียกว่าใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตั้งแต่เกิด และ ไม่เคยแยกห่างจากกันเลย

     เป็นการสะเทือนใจครั้งที่สอง หลังจากสูญเสียโยมมารดามาเป็นครั้งแรก
     คุณยายพยายามพูดปลอบใจสามเณร รวมทั้งพูดเตือนย้ำคำขอร้องแต่เดิมว่า " หลานจะบวช อยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย ตามที่เคยรับปากกับยายได้ไหม? "
     สามเณรแหวนยังคงรับคำหนักแน่นเช่นเดิม

 

 



๑๐. เดินทางไปเรียนที่อุบลราชธานี

      
การ บรรพชาเป็นสามเณรอยุ่ที่วัดบ้านเกิดนั้น สามเณรแหวน ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก เพราะ ไม่มีผุ้สอน เพียงแต่หัดไหว้พระ สวดมนต์รับใช้พระ รวมทั้งวิ่งเล่นบ้างตามประสาเด็ก
      ในบันทึก ไม่มีหลักฐานว่า หลวงปู่ ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรมาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ศึกษาสายสามัญ ซึ่งยังไม่มีแพร่หลายเหมือนสมัยปัจจุบัน

     กิตติศัพท์ในสมัยก่อน คือ " อุบล ....เมืองนักปราชญ์  โคราช ... เมืองนักมวย

     ด้วย เหตุนั้น ทั่วแคว้นแดนอิสานทั้งหมด ถ้าใครต้องการศึกษา เล่าเรียนทางบาลี ทางธรรมะ จะต้องไปศึกษาเล่าเรียนตามสำนักเรียนต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีสำนักที่มีชื่อเสียงอยู่ หลายแห่งด้วยกัน

     ผู้ใหญ่ ต้องการให้สามเณรแหวน ได้รับการศึกษา พระอาจารย์อ้วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา จึงได้พา สามเณรแหวนหลานชาย เดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปศึกษา มูลกัจจาย์ ซึ่งเป็น หลักสุตร สำหรับพระเณร ที่ขึ้นชื่อในสมัยนั้น

     ใน ประวัติ ไม่ได้บอกว่า หลวงปู่ เดินทางไปอย่างไร ผู้เขียนเชื่อว่า ท่านต้องรอนแรมเดินทาง ไปด้วยเท้า บุกป่าฝ่าดงไป ชนิดที่ว่าค่ำไหนนอนนั่น

     ถ้า ดูตามแผนที่ในปัจจุบัน สามเณรแหวน น่าจะเดินทางจากจังหวัดเลย ตัดตรงมาทาง อุดรธานี  เข้าสกลนคร มุกดาหาร (เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น) แล้วเข้าจังหวัด อุบลราชธานี ในส่วนที่เป็นเขตจังหวัดอำนาจเจริญ ในปัจจุบัน

 

 

 

๑๑. สำนักเรียนมูลกัจจายน์
     

      
ใน สมัยนั้นอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีการศึกษามูลกัจจายน์ กันอย่างแพร่หลาย มีสำนัก เรียนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ถือเป็นแหล่งผลิตครูอาจารย์ทางพระพุทธศาสนา อย่างเป็นหลัก เป็นฐาน

     สำนัก เรียนที่มีชื่อเสียงมาก และมีนักเรียนจำนวนมาก ได้แก่สำนักเรียนเวฬุวัน สำนักเรียน บ้านไผ่ใหญ่ สำนักเรียนบ้านเค็งใหญ่  สำนักเรียนบ้านหนองหลั  และสำนักเรียนบ้านสร้าง ถ่อ   พระเณรทั่วภาคอิสาน ที่ไฝ่ต่อการศึกษา ต่างเดินทางมายังสำนักเรียนเหล่านี้

     การเรียนมูลกัจจายน์ เป็นการเรียนที่ยุ่งยากมาก ผุ้เรียนต้องมีสมองดี และมีความพยายามสูง
     ผู้ที่สามารถเรียนได้จบหลักสูตร จะได้รับการยกย่องจากคนทั่วไปว่า เป็นนักปราชญ์ มีความ แตกฉานในธรรมะ และในภาษาบาลี สามารถแปลได้ทุกประเภท

     ต่อ มาภายหลัง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ทรงเห็นว่าการเรียน มูลกัจจายน์ นั้นยากเกินไป มีผุ้เรียนจบหลักสูตรน้อย และต้องเสียเวลาเรียนนานเกินความจำเป็น

     จึงทรงปรับปรุงเปลี่่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนเสียใหม่ จนได้กลายมาเป็นหลักสูตรของการ ศึกษาฝ่ายคณะสงฆ์มาจนปัจจุบัน

     ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การเรียนมูลกัจจายน์ จึงได้ถูกลืมไปจากวงการศึกษาของคณะสงฆ์ ตราบ จนทุกวันนี้

 

 
 

๑๒. ฝากตัวกับพระอาจารย์สิงห์
      

      
เหตุการณ์ อยู่ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ พระอาจารย์อ้วน ผู้เป็นหลวงอา ได้พาสามเณรแหวน เดิน ทางรอนแรมไปยังจังหวัดอุบลราชธานี โดยนำไปฝากกับพระอาจารย์สิงห์  ขนฺยาคโม  ศิษย์เอก สำคัญสูงสุดองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน

     ในสมัยนั้น ท่า่นพระอาจารย์สิงห์ ยังไม่ได้เข้ามาเป็นศิษย์ของหลวงปุ่มั่น ท่่านยังเป็นอาจารย์ สอนปริยัติ อยุ่ที่สำนักเรียน วัดบ้านสร้างถ่อ  อำเภอเกษมสีมา( ภายหลังเปลี่ยนเป็น อำเภอม่วง สามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี)

     พระ อาจารย์อ้วน นำสามเณรขึ้นมากราบ พระอาจารย์สิงห์ แนะนำตนเองว่า มาจากเมืองเลย อันไกลโพ้น และเป็นอาของสามเณร เดิมสามเณรชื่อ ยาน พอบวชเป็นเณรแล้วเปลี่ยนชื่อ เป็นแหวน  
     " อ้อ! ชื่อสามเณรแหวนรึ " พระอาจารย์สิงห์ กล่าวด้วยความชื่นชม " ชื่อแหวนนี้ดี แหวนเป็น เครื่องประดับกายของมนุษย์ จึงเป็นของสำคัญ เปรียบได้กับสติปัญญาของเราที่จะมาเสริมแต่งตัว เราให้รุ่งเรืองเปรื่องปราด ต่อไปในอนาคต"

     ต่อ จากนั้น พระอาจารย์สิงห์ ก็ได้ซักถามเรื่องราว ของสามเณร แล้ว พระอาจารย์อ้วน ได้แจ้ง ความประสงค์ว่า ต้องการนำสามเณรมาฝาก เพื่อขอศึกษาบาลีธรรม ด้วยว่าสำนักแห่งนี้มีชื่อเสียง โด่งดังมีพระเณร จากหัวเมืองต่างๆ ในอิสาน เดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลุกหามากมาย

     พระ อาจารย์สิงห์ ทราบความประสงค์ แล้วก็มีความยินดี มองพินิจพิจารณาสามเณรน้อย รูป ร่างผิวพรรณเกลี้ยงเกลาสะอาด นัยน์ตาสุกใส บริสุทธิ์ ท่า่ทางสำรวม มีสง่าราศรีอย่างประหลาด

     " นี่แหละช้างเผือกแก้ว เกิดในป่าแน่แล้ว "
     จากนั้นจึงพาสามเณรไปที่กุฏิพระอาจารย์หลี เจ้าอาวาส แนะนำให้รู้จักไว้ตามธรรมเนียม พระอาจารย์หลี ยินดีอนุญาต ให้พระอาจารย์สิงห์ รับสามเณรไว้ศึกษา ในสำนักได้ตามปราถนา

     ขณะ นั้น มีพระเณรเรียนอยู่ในสำนัก วัดสร้างถ่อหัวตะพาน ซึ่งมี พระอาจาร์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอาจารย์ใหญ่ สอนอยู่ประมาณ ๗๐ รูป
     ตอนนั้นพระอาจารย์สิงห์ ยังเป็นพระมหานิกาย ยังไม่ได้ปาวรณาเป็นศิษย์กรรมฐานของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต

 

 

 


พระญาณวิศิษฐ์สมิทธิวีราจารย์
(หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม)

๑๓. หลวงปุ่สิงห์ ขนฺตยาคโม
      

     
ขอ อนุญาติท่านผู้อ่าน เขียนถึงประวัติ ของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม  สักเล็กน้อย เพื่อความ เข้าใจของผู้ที่ใหม่ต่อพระป่า สายหลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโร

     หลวงปุ่สิงห์ นับเป็นพระอาจารย์องค์แรกที่สอนพื้นฐานการภาวนาให้กับ หลวงปุ่แหวน อันเป็นเหตุให้หลวงปุ่ มอบกายถวายชีวิตให้กับการปฎิบัติวิปัสสานากรรมฐาน จนถึงที่สุดได้  
     
     หลวงปุ่สิงห์ ท่่านเป็นชาวอุบลๆ บวชที่วัดสุทัศนาราม ในเมืองอุบลๆ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ โดย มีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(อ้วน ติสฺโส) ขณะดำรงสมณศักดิ์ ที่พระศาสนดิลก เป็นพระอุปัชฌาย์

     หลวง ปุ่สิงห์ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมมาก่อน ได้เข้าศึกษาด้านวิปัสสานากรรมฐาน กับ หลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ จึงเลิกเป็นครูสอน แล้วออกปฏิบัติธรรมแสวงหาความ วิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร ติดตาม หลวงปู่มั่น และ หลวงปุ่เสาร์ กนตฺสีโล

     สหธรรมมิกที่เป็นสหายคู่ใจของหลวงปุ่สิงห์ คือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม อำเภอ เมือง จังหวัดสุรินทร์
     หลวงปุ่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นศิษย์ที่หลวงปู่มั่น ไว้วางใจมาก เมื่อหลวงปู่มั่น ปลีกตัวออก แสวงวิเวก ที่เชียงใหม่ นานถึง ๑๒ ปี ได้มอบหมายการปกครองคณะสงฆ์ สายวิปัสสนากรรมฐาน ให้กับหลวงปุ่สิงห์ และท่านได้ทำการเผยแผ่วงค์ธรรมยุต ออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งภาคอิสาน และในกรุงเทพๆ

     หลวงปุ่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้ชื่อว่า เป้นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรมสายหลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต
     หลวงปู่สิงห์ ผู้เป็นศิษย์เอก จึงเป็นองค์แรกแทนหลวงปู่มั่น นำขบวนพระเณร ลูกศิษย์สาย หลวงปู่มั่น ในสมัยนั้นออกเผยแพร่พระธรรม เมื่อคณะของหลวงปู่สิงห์ ไปเผยแพร่ถึงที่ใด ก็จะ เกิดวัดป่า ขึ้นที่นั่น นับจำนวนพันวัดทีเดียว

     หลวง ปู่สิงห์ เมื่อรับหน้าที่ หัวหน้ากองทัพธรรม แทนหลวงปู่มั่น จึงจำต้องสำแดงบุญฤทธิ์ ให้ประชาชนได้ชื่นชม และเชื่อมั่นในธรรม ถือเป็นกุศโลบาย ในการโน้มน้าว ชาวบ้าน ให้บัง เกิดศรัทธาความเลื่อมใส 
     " ดังนั้น นามของพระอาจารย์สิงห์ จึงเป็นที่เลื่องลือ ระบือยิ่งใหญ่ ในยุคนั้น หาผู้เสมอเหมือน ได้ยาก ถ้าพูดกันตรงๆ ก็ต้องบอกว่า ในสมัยนั้น คนรู้จักพระอาจารย์สิงห์ มากกว่า ที่จะรู้จัก พระอาจารย์ใหญ่มั่น

     ใน ช่วงสุดท้ายของชีวิต หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้มาพำนักประจำที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนกระทั่่งมรณภาพ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริรวมอายุได้ ๗๒ ปี ๗ เดือน ๑๒ วัน

      สมณศักดิ์ครั้งสุดท้ายของท่าน เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระญาณวิศิษฐ์สมิทธิวีราจารย์

     พระ ธาตุของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ประดิษฐานอยู่บนบุษบกเดีววกับพระธาตุของ อาจารย์ ของท่านคือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าสาลวัน ในเมืองนครราชสีมา

 

 
 

๑๔. การเรียนมูลกัจจายน์ในสมัยก่อน
      

     
หลวง ปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้เล่าถึงการเรียนมูลกัจจายน์ว่า การเรียนในสมัยนั้น ไม่มีห้องเรียน เหมือนสมัยปัจจุบัน ครูที่สอนก็ไม่ได้อยู่ในที่แห่งเดียวกัน แต่จะแยกอยู่คนละที่

     เมื่อถึงเวลาเรียน นักเรียนต้องแบกหนังสือ ไปเรียนถึงที่อยู่ของครูแต่ละท่าน 
     วันนี้เรียยวิชานี้ ก็แบกหนังสือไปเรียนกับครูท่า่นนี้ วันพรุ่งนี้เรียนวิชานั้น ก็จะต้องแบกหนัง สือไปเรียนกับครูท่้่านนั้น แบกไปแบกมา จนกว่าจะเรียนจบ
     ที่ว่าแบกหนังสือนั้น แบกกันจริงๆ

      เพราะว่าในสมัยก่อน หนังสือพิมพ์เป็นเล่ม ไม่มีเหมือนสมัยปัจจุบัน หนังสือที่ใช้ในการเรียน การสอน ก็ใช้คัมภีร์ใบลานเป็นพื้น

     นักเรียนต้องเคารพหนังสือ เพราะถือว่าหนังสือคือพระธรรม จะดูถูกไม่ได้ ถือเป็นบาป
     เวลาว่างจาการเรียน นักเรียน จะต้องเข้าป่าหาใบลานมาไว้ สำหรับทำคัมภีร์ เพื่อฝึกหัด จารหนังสือ ( ใช้เหล็กแหลมเขียนลงไป ให้เป็นรอย)

     วิธี ทำคัมถีร์ ก็คือ ไปหาใบลาน เลือกเอาเฉพาะใบที่อายุได้หนึ่งปีแล้ว ถ้าเอาใบอ่อนมา มักใช้ ได้ไม่ค่อยดี แต่ถ้าเอาใบแก่ไป ใบมักเปราะแตกง่าย

     เมื่อ ได้ใบลานมาแล้ว ก็เอามากรีด รีดใบเลาะก้านใบออก ตากน้ำค้างไว้ สามคืนพอหมาด แล้วใช้ด้าย หรือเชือกร้อยทำเป็นผูกๆ มากน้อยตามต้องการ
     เวลาไปเรียนกับครู ก็ใช้คัมภีร์ที่เตรียมไปนี้ สำหรับคัดลอกตำรา และหัดจาร หนังสือพร้อมกัน ไปด้วย ดังนั้น ผู้เรียน จึงต้องจารหนังสือขึ้นเอง เอาไว้่ท่องบ่น ทบทวนต่อไป


    

 

 

๑๕. เพื่อนร่วมเรียนและครูผู้สอน
      

      
เพื่อนพระ-เณร ที่เรียนมูลกัจจายน์ ด้วยกันกับหลวงปู่ ตามที่ท่านเล่า ก็มี พระเฮียง กับ พระเหลา ภายหลังเพื่อนทั้งสอง ได้พากันลาสิกขาไปหมด

     สำหรับครูผู้สอน ที่หลวงปู่ เคยพูดไว้ มีดังนี้
     พระอาจารย์เอี่่ยม วัดเวฬุวัน บ้านไผ่ใหญ่ สอนวิชามูลกัจจายน์
     พระอาจารย์ชม เป็นพระที่ใจเย็น เวลาสอนหนังสือ ก็ใจเย็น ลูกศิษย์ชอบท่านมาก
     พระอาจารย์ชาลี  เวลาสอนหนังสือจะดุมาก แต่แปลหนังสือได้พิศดาร เพราะเคยลงศึกษา อยู่ กรุงเทพๆ นานถึง ๑๐ ปี
     พระอาจารย์อ้วน สอนไวยากรณ์ สอนแปล โดยยึดพระปาฎิโมกข์เป็นพื้น หัดแปลกันจนคล่อง แคล่วขึ้นใจ

     หลวงปู่เล่าว่า ท่านเอง ไม่เคยท่องปาฎิโมกข์ แต่ทานสามารถยกสิกขาบทขึ้นมาแปลได้อย่าง คล่องแคล่ว โดยไม่ติดขัดเลย

     สำหรับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ในขณะนั้น ท่านเป็นครูสอนปริยัติธรรม ในฝ่ายมหานิกายอยู่ ท่านมีภาระยุ่งอยู่กับการค้นคว้าตำรับตำรา คัมภีร์ต่างๆ เพื่อเตรียมไว้สอนลูกศิษย์ จึงหาเวลาว่าง ที่จะอบรมกรรมฐานให้ไม่ได้

     หลวงปู่สิงห์ ได้แต่เพียงแนะนำหลักกว้างๆ อันเป็นพื้นฐาน ในการทำสมาธิภาวนาเท่านั้น ซึ่งหลวงปู่แหวน ท่า่นให้ความสนใจมาก แต่ยังไม่มีโอกาส ที่จะปฎิบัติอย่างจริงจัง

 

 

 

๑๖. ความเห็นพระอาจารย์สิงห์
          

    
พระ อาจารย์สิงห์ ท่านมีความคิดเห็นว่า ธรรมะของพระพุทธองค์ที่ทรงค้นพบ สั่งสอนให้คน เราหลุดพ้นจาก วัฎสังสารทุกข์ คือความเวียนว่ายตายเกิด เพื่อไปสู่พระนิพพาน คือความดับสนิท

     พระสงฆ์ผู้สือบศาน โนวาทของพระพุทธเจ้า พึงปฏิบัติด้วย กาย วาจา ใจ ให้บรรลุตามเป้า หมายของพระพุทธองค์ ที่ทรงวางหลักบัญญัติไว้นี้

     ในขณะ เดียวกัน ก็จะต้องไม่ลืมความจริงในข้อที่ว่า มนุษย์โดยมาก คือคนเราทุกวันนี้ ยังไม่ สามารถจะไปนิพพานกันได้ง่ายๆ ต่างก็ดำเนินชีวิตอยู่เป็นหมู่คณะ มีชุมชนเป็นหมู่บ้าน เป็นเมือง เป็นประเทศชาติ ต้องทำมาหาเลี้ยงปากเลี้้ยงท้อง ด้วยความเหนื่อยยาก มีโลภ มีโกรธ มีหลง

     ดังนั้นชาวบ้านทั้งหลาย จึงเป็นพระสงฆ์องคเจ้า คือผู้ที่ปลดเปลื้อง ทุกข์ให้พวกเขา ไปเสียแทบ ทุกอย่าง เห้นพระเป็นครูบาอาจารย์ เป็นหมอยา เป็นตุลาการตัดสินปัญหาของชาวบ้าน และเป็น อะไรต่อมิอะไร ที่จะต้องช่วยชาวบ้าน แก้ปัญหาร้อยแปด ซึ่งพระก็ต้องจำใจอนุโลม ตาม เพื่อช่วย เหลือญาติโยม ชาวบ้าน ไปตามมีตามเกิด

     เพราะถ้าไม่ช่วยแล้ว ชาวบ้านก็จะกล่าวหาได้ว่า พระสงฆ์องคเจ้า ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ช่วยเหลือชาวบ้านไม่ได้

     สิ่ง ใด มีประโยชน์ บางอย่าง ทางไสยเวทวิทยาคม เราต้องยอมรับ เอาไว้ใช้ในพระพุทธศาสนา บ้าง ไม่ควรจะเหยียดหยามสิ่งที่มีคุณค่าของลัทธิอื่นๆ โดยไม่อยากจะเอาความรู้สึกดีๆ ของคนอื่น มาใช้อำนวยประโยชน์ด้วย

      ด้วย เหตุนี้พระอาจารย์สิงห์ ซึ่งเป็นพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง ทางธรรมบาลีอักขรสมัย และไสยเวทวิทยาคมในสมัยนั้น จึงได้ถ่ายทอดวิชาไสยเวท อำนาจจิตให้พระเณรลูกศิษย์ ที่สนใจ ในทางนี้ ควบคู่ไปกับบาลีธรรมด้วย เพื่อที่พระเณร จะได้นำไปสงเคราะห์ชาวบ้านป่า เมืองดง ชนบท ที่ห่างไกลความเจริญ ที่ได้รับทุกขภัย เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคร้ายนานา

     บ้าง ก็ถูกคุณไสยต้องอาถรรพ์ บ้างก็ถูกสัตว์ร้ายขบกัด บ้างก็ต้องอุบัติเหตุกระดูกหักรักษา ไม่หาย พระก็ต้องใช้เวทมนต์คาถาประสานกระดูกให้ บ้างก็ปัดรังควาน และสะเดาะกุมารตาย ในครรภ์ ๆลๆ ซึ่งแพทย์สมัยใหม่ ไม่สามารถจะเดินทางเข้าไปเยียวยารักษาให้ได้ เพราะอยู่ห่าง ไกล

     " เป็นวิชาพิเศษ ที่พระเณร จะต้องเรียนรู้ไว้นะ เพราะพระเณร และวัดเป็นที่พึ่งทางกาย ทางใจของชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านเขามาขอความช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัยแลัว เราช่วยเหลือเขาไม่ได้ ชาวบ้านก็จะกล่าวหาเอาได้ว่า พระเณรบวชเรียนแล้ว ไม่เห็นทำประโยชน์อะไรให้ชาวบ้านได้ บวชเปลืองผ้าเหลือง เปลืองข้าวสุกชาวบ้านไปเปล่าๆ เอาสบายแต่ตัวเอง "

     พระอาจารย์สิงห์ กล่าวทำนองนี้กับ สามเณรแหวน ผู้เป็นศิษย์ ด้วยความเมตตาเอ็นดู

 

 

 

๑๗. อย่าหลงไหลไสยศาสตร์

     
สามเณร แหวน มีความสนใจใคร่รู้ในศาสตร์ลึกลับมหัศจรรย์ ในพระศาสนา ตามที่ พระอาจารย์สิงห์แนะนำ พระอาจารย์สิงห์ ก็เล็งเห็นนิสัยใจคออันบริสุทธิ์ ของสามเณรอยุ่แล้วว่า มีความเหมาะสมที่ควรจะได้ัรับวิชาพิเศษนี้ จึงได้ถ่ายทอดประสิทธิประสาท ให้จบสิ้นตำราเลย ทีเดียว

     แต่ได้กำชับว่า
     " วิชาไสยเวทวิทยาคมนี้เป็นเพียงโลกียวิชา เท่านั้น ไม่ใช่วิชาประเสริญ ให้เรียนรู้ไว้ด้วยใจ มั่น เพียงเพื่อเอาไว้สงเคราะห์ชาวบ้านเท่านั้นนะ แต่เมื่อสามเณรออกธุดงค์กรรมฐานเมื่อไร ขอให้ปล่อยวางวิชาไสยเวทนี้เสีย อย่ายึดมั่นถือมั่น อย่าติดใจหลงใหลว่าเป็นวิชาประเสริฐ เพราะเป็นเพียงโลกียวิชาเท่านั้น เป็นวิชาที่ขัดขวางโลกุตรธรรม ขัดขวาง มรรค ผล นิพพาน

      สามเณรแหวน รับคำสอนของพระอาจารย์สิงห์ ทุกประการ

      พระอาจารย์สิงห์ กล่าวต่อไปว่า " ธรรมดา พระเณรที่บำเพ็ญเพียรด้านกรรมฐาน จนบรรลุ ธรรมแก่กล้า ได้ฌาณสมาบัติ ได้วิโมกข็ ได้อภิญญาจิต ข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ถ้าคิดจะสงเคราะห์ ชาวช้านเมื่อไร ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์คาถาเลย เพียงแต่นึกอธิษฐานจิตขอบารมี พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ให้ช่วยขจัดปัดเป่าปัญหานั้นๆ ก็จะสำเร็จประโยชน์ในพริบตา เป็นที่ น่าอัศจรรรย์

     ด้วย เหตุนี้เอง สามเณรแหวน จึงเป็นผู้รอบรู้ทางไสยเวทวิทยาคม อีกแขนงหนึ่ง ควบคู่ไปกับ การเรียนบาลีธรรมตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อมีญาติโยมมาขอรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ จากพระอาจาร์ สิงห์ ที่วัด พระอาจารย์มักจะให้สามเณรแหวน ทำหน้าที่รดน้ำมนต์แทนท่าน อยู่เสมอ เป็นการ ทดสอบวิชาความสามารถของลูกศิษย์ไปด้วย

 

 
 

      
๑๘. อุปนิสัยของสามเณรแหวน

      
ปฏิ ทาจริยาวัตรของสามเณรแหวน จัดเป็นผู้ถือเคร่งในพระธรรมวินัย พูดน้อย ชอบใ่ช้ ความคิด เงียบขรึม รักสงบ ชอบอยู่ในที่สงัดวิเวก ไม่ชอบร่วมคลุกคลีกับหมู่คณะ มักจะหาโอกาส แบกตนออกไปนั่ง ในที่สงัดนอกวัดเสมอเป็นต้นว่า ตามใต้ร่มไม้ในทุ่ง ตามป่าช้า โคนต้นไม้

     บาง วัน ภายหลัง จากเรียนบาลีธรรมกับพระอาจารย์แล้ว สามเณรแหวน จะออกจากวัดเ้ข้าไป นั่งสงบอยู่ในป่าช้า แต่ลำพัง โดดเดี่ยว ตลอดทั้งคืน จนพระอาจารยสิงห์  ออกปากกับพระอาจารย์ หลี เจ้าอาวาส ว่า
      " สามเณรน้อยนี้กล้าหาญมาก มีจิตใจองอาจไม่กลัวอะไรเลย เป็นมหานิกาย ที่ถือเคร่งเหมือน ธรรมยุต อาหารก็ฉันมือเดียว ไม่สนใจอาหารประเภทเนื้อเลย

     สามเณร แหวน ตื่นนอน ประมาณตีสาม ตีสี่ เป็นประจำ ถ้าคืนไหนไม่ได้ออกไป นั่งสมาธิ ในป่าช้า จะลงจากกุฏิไปเดินจงกรมประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วกลับขึ้นกุฏินั่งสมาธิให้จิตใจสงบ ตามหลักสมถกรรมฐาน จนสว่าง แล้วจึงออกจากสมาธิ ไปทำกิจวัตรประจำวันต่อไป

     ปฏิทา จริยาวัตร ของสามเณรแหวน นี้น่้ารัก น่าเลื่อมใสเป็นที่ชื่นชมเมตตา ของพระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์หลี ผู้เป็นครูบาอาจารย์ยิ่งนัก

 

 

 

       
๑๙. เห็นแจ้งโดยธรรมชาติ

     
หลังจากฉันอาหารเช้าวันหนึ่ง พระอาจารย์สิงห์ ได้ถามสามเณรแหวนว่า " ชอบกรรมฐาน มากหรือ จัวน้อย" (จัว เป็นคำอิสาน ใช้เรียกสามเณร)

     สามเณร แหวน พนมมือตอบนอบน้อมว่า " กระผมชอบความเงียบสงัด ชอบพิจารณา ต้นไม้ ใบหญ้า แล้วคิดเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์ และสัตว์ แล้วเห็นว่า ธรรมชาติกบใบไม้ใบหญ้า นี้ คล้ายชีวิตคนเรา มีเกิดมีดับ หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้เลย ยิ่งคิดยิ่งพิจารณา ก็มีความ เพลิดเพลินเจริญใจ เกิดสติปัญญาแปลกๆ ผุดขึ้นมาให้คิดให้ขบ เหมือนน้ำไหลรินไม่ขาดสาย"

      พระอาจารย์สิงห์ ฟังแล้วเห็นอัศจรรย์ อุทานในใจว่า เณรน้อยรูปนี้มีอารมณ์วิปัสสนา ทั้งๆที่ เรายังไม่ทันได้สอนเลย เป็นปัญญาเห็นแจ้ง ซึ่งสภาวธรรมโดยธรรมชาติคือ เห็นชาติ ชรา มรณะ ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ เรียกว่า เิริ่มมองเห็นมรรค ผล นิพพาน ได้รำไรแล้ว
      พระอาจารย์สิงห์ รู้สึกยินดี กล่าวกับสามเณรแหวนว่า " จัวน้อย ปฎิบัติชอบแล้ว ถูกทางแล้ว การปฏิบัติธรรม ถ้าเราำได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาิติ ย่อมจะเปลี่่ยนจิตใจเราให้ไปอยู่ในลักษณะที่จะ เข้าถึงธรรมชาติ รู้จักความจริงตามธรรมชาติ การเข้าถึงธรรมะก็ง่้ายเช้า

     เปรียบเหมือนต้นไม้ในภาพเขียน ย่อมจะไม่เหมือนกับต้นไม้จริงๆ ในป่าฉันใด ปริยัติกับการ ปฏิบัติก็ฉันนั้น

     ปริยัติ เปรียบได้กับต้นไม้ในภาพเขียน ส่วนการปฎิบัติเปรียบเหมือนต้นไม้ในป่าจริงๆ

     พระ พุทธเจ้าท่านประสูติท่ามกลางธรรมชาิติ กลางดิน โคนต้นไม้ ท่านตรัสรู้ ที่พื้นดิน ที่โคน ต้นไม้แห่งหนึ่ง ท่า่นปรินิพพานที่ใต้ต้นไม้ กลางพื้นดินระหว่างโคนต้นไม้สองต้น ในสวนป่า อุทยานแห่งหนึ่ง

     ธรรมชาตินี้แหละช่วยให้คนเรามีจิตใจสงบ เมื่อมีจิตใจสงบแล้ว การศึกษาไม่ว่าจะเป็นทาง ธรรมชาติ หรือทางใดก็บรรลุได้ดียิ่งขึ้น

     สามเณร แหวน ได้สดับอรรถธรรม ที่พระอาจารย์สิงห์ เทศน์ โปรดแล้ว ก็ให้มีความอิ่มเอิบ ชื่นบานใจ มั่นใจในหนทางที่ตนดำเนินยิ่งขึ้น เห็นว่าการที่ได้บวชเรียน สละความสุขทางโลกนี้ เป็นการดำเนินที่ถูกทางแล้ว มองเห็นทางวิมุติสสุข หรือความหลุดพ้น สำหรับผู้เดินตามรอย พระพุทธองค์ ได้รำไรอยู่ไกลโพ้น หากวาสนาบารมีค้ำชูเราคงจะได้พบกับวิมุติสุข ในวันข้างหน้า อย่างแม่นมั่น

     นี่แสดงว่า ให้เห็นว่า หลวงปู่แหวน ท่านเกิดมาเพื่อที่จะป็นสมณะ นักบวชผู้แสวงหาบุญ ตามรอยบาทพระพุทธเจ้าโดยแท้ มีมโนปณิธาน แน่วแน่ ต่อการปฏิบัติธรรมน่าสรรเสริญ

 

 
 

      
๒๐. เข้าพิธีอุปสมบท

      
ขณะ ที่หลวงปู่แหวนกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น อายุท่านครบบวช คือมี อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้อุปสมบทในพัทธสีมา วัดบ้านสร้างถ่อ ที่ท่านพำนักอยุ่นั้นเอง

     หลวงปู่ บวชในคณะมหานิกาย มีพระอาจารย์แว่น เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจา จารย์ และพระอนุสาวนาจารย์นั้นไม่ทราบชื้อ

     ตอน หลังหลวงปู่ ได้ออกธุดงค์ ไปคู่กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม อยู่หลายปี เที่ยวไปตามป่าเขา ลำเนาไพร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และได้แปรญัตติ เป็นพระฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ที่วัด เจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

 

 
 

      
๒๑. แนะนำให้ครูสึกไปครองเรือน

     
เมื่อหลวงปู่แหวน บวชเป็นพระแล้ว ท่านก็ยังเรียนหนังสือต่อ ดัวยความขมักเขม้นอยู่
      ในระหว่างที่ท่านเรียนหนังสืออยู๋นั้นเอง ครูสอนสองท่าน คือ พระอาจารย์อ้วน กับพระอาจารย์เอี่ยม ได้อาพาธด้วยโรคนอนไม่หลับ หมอทั้งหลายช่วยกันรักษาอย่างไรก้ไม่หาย สุขภาพของท่านมีแต่ทรุดโทรมยิ่งขึ้น

     หลวง ปู่แหวนได้เฝ้าพยาบาลครูของท่านอยู๋ ได้พิจารณาถึงเหตุผล แล้ว จึุงแนะนำให้ทั้งสอง ท่านสึกออกไปเป็นฆราวาสเสีย บางทีอาจหายจากการป่วยไข้ หากยังมีความอาลัยนสมณเพศอยู่ ค่อยกลับมาบวชใหม่ก็ได้

     พระอาจารย์ทั้งสองท่านทำตาม ได้สึกออกไปมีครอบครัว ปราำกฎว่าโรคภัยไข้เจ็บก็หายในที่ สุด

     คงจะได้หมอดี และยาดี ถูกกับโรคของท่านอย่างแน่นอน

 

 
 

       
๒๒. ครูที่เหลือป่วยเป็นโรคเดียวกัน

     
หลังจากพระอาจารย์อ้วยกับพระอาจารย์เอี่ยม ลาสิกขาไปแล้วไม่นาน บรรดาครูอาจารย์ ที่เหลือก็ป่วยด้วยโรคอย่างเดียวกัน

     พระอาจารย์ชม  พระอาจารย์ชาลี และพระอาจารย์องค์อื่นๆ ต่างก็พากันลาสิกขาไปหมด

     เมื่อ ครูอาจารย์ที่สอนหนังสือลาสิกขาออกไปหมดแล้ว การเรียนมูลกัจจายน์ของหลวงปู่ จึง ต้องหยุดชะงักลง ตอนนั้นท่านรู้สึกว่า จิตใจว้าวุ่น รวนเร และขาดที่พึ่ง

     ส่วนพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ก็เปลี่ยนญิตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต และออกธุดงค์ติดตาม หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ออกไปแสวงวิเวกตามป่าเขาห่างไกลจากผู้คน จึง ทำให้หลวงปู่ ว้าเหว่ามากยิ่งขึ้น

    หลวงปู่ค่อนข้างสับสน คิดถามตนเองว่า " เราจะอยู่ที่อุบลๆ ต่อไป หรือควรจะย้ายไปอยู่ที่อื่น"

     เรื่องจะลาสิกขาคงไม่ต้องพูดถึง เพราะได้รับปากกับแม่และยายอย่างมั่นเหมาะแล้ว ในใจของ ท่านเองก็ไม่อยากสึก

     ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรดี ?

 

 
 

       
๒๓. วิเคราะห์สาเหตุที่ครูอาจารย์ต้องสึก

     
หลวงปู่แหวนได้พิจารณาถึงสาเหตุที่ครูอาจารย์และเพื่อนพระของท่าน ต้องลาสิกขาออกไป ว่าเป็นเพราะเหตุใดหนอ

      เมื่อได้พิจารณาทบทวนไปมา ก็ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า
      " บรรดาครูอาจารย์เหล่านั้น ที่สึกออกไป ล้วนแต่เพราะกามทั้งสิ้น เป็นไปตามอำนาจของ กาม กามนี้เป็นอุปสรรคเครื่องขัดขวางบุคคลผู้มุ่งมั่นต่อความดี ในแนวทางของพระพุทธศาสนา

     บรรดา สัตว์ทั้งหลายยอมตาย ก็เพราะกามนี้มามากต่อมาก เพราะความสำคัญผิด ไม่รู้จักโทษ ของกามที่แท้จริง ปล่อยใจปล่อยกาย ให้ตกไปสู่อำนาจของกามเข้า

     เมื่อถูกกามครอบงำจิตแล้ว ก็ยังไม่รู้สึก สำคัญผิดคิดว่าดี จึงยอมตัวลงลำรุงบำเรอ ท้ายที่สุด ก็ ถอนตัวไม่ออก

 

 

 

     
๒๔. ทำอย่างไร
       จึงจะบวชได้ตลอด

     
หลวงปู่ ได้ย้อนระลึกไปถึงความตั้งใจ ที่ได้รับปากไว้กับแม่และยายว่า จะบวชไปจนตาย กับผ้าเหลือง

     ท่านใคร่ครวญในใจว่า " มีทางใดบ้างที่จะทำให้เราบวชแล้วอยุ่ได้ตลอดไป จนตายกับผ้าหลือง ตามที่รับคำไว้กับแม่และยาย"

     จากการที่หลวงปู่ได้รับรู้ถึงแนวทางปฎิบัติกรรมฐานมาบ้าง จากหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่าน จึงตัดสินใจได้ว่า

     " การออกปฏิบัติ น่าจะเป็นทางเดียว ที่ทำให้เราบวชอยู่ได้นานตลอดชีวิต เหมือนครูบา อาจารย์ สายกรรมฐาน ที่ำได้ปฎิบัติกันมา

     ท่านเหล่านั้นได้ออกปฏิบัติกันอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร ไม่ได้อาลัยอาวรณ์ อยู่กับหมู่คณะ

     เราน่าจะเลือกทางนี้ "

 

 

 


พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
พระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น

       
๒๕. พระอาจารย์สิงห์
       ติดตามหลวงปู่มั่น

     
ย้อน กลับไปกล่าวถึงพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านได้เลิกสอนบาลีธรรม ที่วัดสร้างถ่อ เพราะทางหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล( พระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น) ได้นิมนต์ให้พระอาจารย์สิงห์ เข้า ไปอยู่วัดเลียบ ในเมืองอุบลๆ เพื่อให้ช่วยสอนบาลีธรรมพระเณร ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน จน ครูไม่พอสอน

     ที่ วัดเลียบนี้เอง พระอาจารย์สิงห์ ได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นครั้งแรก ซึ่งหลวงปู่มั่น ได้กลับจากธุดงค์ฝั่งลาว มาเยี่ยมพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล

     พระอาจารย์สิงห์ ได้ยิน ได้ฟังกิตติศัพท์ของหลวงปู่มั่นมานานแล้วว่า ท่านเป็นพระมักน้อย ถือ เคร่งในธรรมวินัยอย่างยิ่งยวด มุ่งบำเพ็ญเพียรเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้น อย่างเด็ดเดี่่ยวกล้าหาญ ดุจราชสีห์ ท่องเที่ยวไปในป่ากว้าง ไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ

     พระอาจารย์สิงห์ เมื่อพบกับหลวงปู่มั่น ได้เสพเสวนาธรรมกัน เป็นที่สบสัธยาศัยกันอย่างลึกซึ้ง เพราะทางฝ่ายหลวงปู่มั่น เก่งทางภาคปฎิบัติ ส่วนพระอาจารย์สิงห์ เก่งทางปริยัติแตกฉานในทาง ตำรา เรียนรู้พระสูต พระวินัย พระอภิธรรม อย่างเจนจบ

     ถ้า เปรียบไปแล้ว ก็เหมือนกับพระอาจารย์สิงห์ เก่งทางตำราเหมือนเราเรียนตำราอาหาร ตำรา แผนที่ ตำรายา เป็นต้น ฝ่ายหลวงปู่มั่น นั้นได้ลงมือทำตามตำราอย่างจริงจัง เปรียบได้กับการ เดินทางตามแผนที่ หรือเหมือนการลงมือปรุงยาตามตำรา แล้วรับประทานได้เลย จึงเลื่อมใส

     ความจริงนั้น ก่อนหน้านี้ พระอาจารย์สิงห์ เคยปฎิบัติกรรมฐาน ได้ฌานสมาธิมาแล้ว แต่ยัง ไม่แก่กล้าชำนะอินทรีย์สมใจหวัง เพราะยังขาดพระอาจารย์ผู้ชำนาญช่วยแนะนำชี้แนวทาง

     ดัง นั้น เมื่อได้พบหลวงปู่มั่น ผู้ชำนาญเปรื่องปราดในด้านสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ได้ฟัง ท่านเล่าถึงชีวิตการจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขา ลำเนาไพร ถิ่นลึกลับอาถรรพ์ต่างๆ จึงเกิดความตื่น เต้นจรัสจรุุงใจเลื่อมใสศรัทธา จนขนลุกขนชันทีเดียว ได้ปวารณาฝากตัวขอเป็นศิษย์ติดตาม จาริกธดงค์ และหลวงปู่มั่นก็รับพระอาจารย์สิงห์ เป็นศิษย์หรือสหธรรมมิกด้วยความเต็มใจ

    พระอาจารย์สิงห์ จึงละการเป็นครูสอนบาลีธรรม ออกปฏิบัติในป่าเขาลำเนาไพร ติดตาม หลวงปุ่มั่น ตั้งแต่บัดนั้น

 

 

 

๒๖. จะหาครูกรรมฐาน
      ได้ที่ไหน

     
ฝ่าย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อตัดสินใจจะออกปฏิบัติกรรมฐานแล้ว จึงมาคิดทบทวนดู ครูอาจาย์ทั่้งหลายที่มีชื่อเสียงในด้านกรรมฐานในสมัยนั้น ว่ามีอยู่ ณ ที่ใดบ้าง

     เท่าที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ ก็มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นมีอยุ่ ๓ แห่ง มีอยู่ทาง เวียงจันทน์ อยู่ทางอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และอีกแห่งอยู่แถบจังหวัดสกลนคร

     หลวงปู่แหวน มีโอกาส ได้พบปะกับพระธุดงค์อยุ่บ่อยๆ บ้างก็มาจากถิ่นไกลๆ เช่น ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สระบุรี นครพนม และที่ข้ามโขงมาจากฝั่งลาวก็มี ท่านได้พบปะสนทนาธรรมแลกเปลี่ยน ความรู้กัน

     พระธุดงคืท ี่หลวงปู่แหวน ได้พบปะพูดคุย ปรากฏว่า อยู่ในสาย หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มากที่สุด ทำให้ได้ยินกิตติศัพท์ความเปรื่องปราดเพ่งเพียร อันยิ่งใหญ่ของ " พระอาจารย์ใหญ่มั่น" อยู่เสมอ

     นอกจากนี้ยังทราบว่า พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ผู้้ให้ความรู้ด้านกรรมฐานองค์แรกแก่ ท่าน ก็อำลาจากการเป็นครูสอนปริยัตธรรม และกำลังติดสอยห้อยตาม พระอาจารย์ใหญ่มั่น ในฐานะศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดด้วย

     " แสดงว่า พระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านต้องเก่งจริง ไม่เช่นนั้น พระอาจารย์สิงห์ อาจารย์ของเรา คงไม่ยอมฝากตัวเป็นศิษย์แน่"

      ก็ยิ่งเพิ่มความศรัทธาและกระหายจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ใหญ่มั่น ให้เร็ววัน เมื่อ พิจาณาทบทวนแล้ว จึงได้ตัดสินใจไปหาครูบาอาจารย์ทางจังหวัดสกลนคร คือ พระอาจารย์ใหญ่ มั่น ภูริทตฺโต

 

 
 

๒๗. อธิษฐาน
      ให้ได้พบกับครูอาจารย์

     
เย็น วันนั้น หลวงปู่แหวน รีบสรงน้ำแต่วัน ค่ำลงก็เข้าที่สวดมนต์ตามปกติ เสร็จแล้วได้ตั้ง สัจจาธิษฐาน ตั้งจิตตรงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

     " ข้าพเจ้าขออุทิศชีวิตพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า ถวายแด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และด้วยอำนาจบุญบารมี ของข้าพเจ้า ที่เคยได้อบรม สั่งสมมา ขอให้ข้าพเจ้าได้พบ หรือได้ข่าวครูอาจารย์ผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ ผู้สามารถแนะนำ สั่งสอนช้าพเจ้าได้  แม้ท่า่นจะอยู่ ณ ที่ใดๆ ก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าได้พบ หรือได้ยิน ข่าวของท่านใน เร็ววันนี้ และเมื่อข้าพเจ้าออกปฎิบัติกรรมฐามแล้ว ขออย่าได้มีอุปสรรคขัดขวางใดๆ  แก่ข้าพเจ้าเลย "

     หลังจากตั้งสัจจะอธิษฐานแล้ว ท่านบอกว่า เกิดอาการขนลุกซู่เย็นซาบซ่านไปทั้งตัว เบาใจ จิตใจปลอดโปร่งทั้งคืน

 

 
 

๒๘. ได้ข่าว
       หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

     
รุ่ึ้ง ขึ้นเช้า หลวงปุ่แหวน ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ ตามปกติ ได้เล่าถึงความตั้งใน และการ อธิษฐานจิตของท่าน ให้แก่แม่กาสี โยมอุปัฎฐากฟัง
      โยมแม่กาสีรู้สึกเห็นชอบ และอนุโมทนา ในความตั้งใจออกปฏิบัติกรรมฐานของหลวงปู่ พร้อมกับรับปากว่า จะช่วยสอบถามข่าวคราวเกี่ยวกับพระอาจารย์สิงห์ หากได้ยินข่าว หรือรู้ว่า พระอาจารย์ใหญ่มั่ต ภูริทตฺโต อยุ่ที่ใด จะรีบบอกให้ทราบทันที

      
หลัง จากนั้นอีกเพียง ๒-๓ วัน โยมแม่กาสี ก็เล่าให้ฟังว่า พระอาจารย์จวง วัดธาติเทิง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปกราบหลวงปุ่มั่น เพิ่งจะกลับมาได้ไม่กี่วันนี้เอง
        ให้ไปสอบถามพระอาจารย์จวงดู คงจะทราบข่างของหลวงปู่มั่นอย่างแน่นอน

      นับเป็นข่าวที่น่ายินดีมาก สำหรับหลวงปู่ ความหวังที่จะได้พบพระอาจารย์ผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ และสามารถสั่งสอนท่านได้ เริ่มได้เค้าความเป็นจริงขึ้นมาตามคำอธิษฐานแล้ว

 

 

 

๒๙. ไปสอบถาม
       พระอาจารย์จวง

      เมื่อ กลับจากบิณฑบาต ฉันเสร็จ หลวงปู่ก็จัดบริขารสำหรับเดินทาง กราบลาท่านเจ้าสำนัก บอกลาผู้คุ้นเคย แล้วเดินทางเพื่อไปพบ พระอาจารย์จวงที่อำเภอเขื่องในทันที

      พระอาจารย์จวง ได้เล่าเรื่องที่ท่านไปกราบและฟังธรรมกับหลวงปู่มั่นว่า
       " บรรดาครูอาจารย์ที่ออกปฏิบัติเวลานี้ คงไม่มีใครเกินญาคูมั่น ไปได้ ครั้งแรกผมก็ได้ยิน แต่กิตติศัพท์ มีผุ้เล่าให้ฟังว่า ท่านเทศน์เก่ง รู้ใจคนฟัง มีผุ้ไปฟังธรรมจากท่านมากมาย ตอนแรก ผมเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง

     ต่อมา เมื่อผมมีโอกาสเดินทางไปอุดร ผมจังไปกราบนมัสการฟังธรรมจากท่าน
     พอผมไปถึง ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ท่านก็พูดวาอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ผมคิดไว้ จนผมไม่กล้า พูดอะไร ผมกลัวท่านมาก ท่านรู้ใจเราจริงๆ

     เมื่อผมกราบนมัสการและฟังธรรมท่านแล้ว ผมก็ลากลบ มาถึงวัดไม่กี่วันมานี้เอง "

     พระอาจารย์จวง แนะต่อไปว่า :-
     " ผมไม่กล้าอยู่กับท่านญาคูมั่น นานวัน เพราะท่าทาง คำพูด ของท่านน่ากลัว

     หากท่านจะไปศึกษา กับท่านญาคูมั่น ก็ไปเถิด ผมยังมองไม่เห็น ใครเวลานี้ ที่ปฏิบัติได้ดี ไปกว่าท่าน

     ท่านญาคูมั่น ท่านปฏิบัติได้เด็ดเดี่ยวจริงๆ ท่านชอบไปองค์เดียว ไม่ชอบไปเป็นหมู่คณะ มีนิสัยหลีกเร้น ปราำรภความเพียร ไม่ท้อถอย

     มีพระิภิกษุ สามเณร และประชาชน จำนวนมาก ไปกราบนมัสการ และฟังธรรม จากท่าน เสมอไม่ได้ขาด"


 
 

๓๐. ออกเสาะหา
      หลวงปุ่มั่น

      
จากคำบอกเล่าของพระอาจารย์จวง ทำให้หลวงปู่ ยิ่งศรัทธา หลวงปู่มั่น มากยิ่งขึ้น กระหาย อยากไปฝากตัวเป็นศิษย์ให้เร็วที่สุด

     หลวง ปู่แหวน พักอยู่ที่วัดบ้านธาตุเทิง แค่พอให้หายเหนื่อยจากการเดินทาง แล้วกราบลา พระอาจารย์จวง ไปเสาะหา หลวงปู่มั่นต่อไป ท่านออกเดินทางบุกป่า ฝ่าหนามไปโดยลำพังองค์ เดียว ด้วยหัวใจแน่วแน่ ว่าจะต้องไปหาครูบาอาจารย์ให้พบ

     เป็นการเดินทางที่ยาว ไกล ไปองค์เดียวเป็นครั้งแรก โดยออกจากอำเภอเขื่องใน รอนแรม ผ่านอำเภอม่วงสามสิบ คำเขื่อนแก้ว ยโสธร เข้าเขตจังหวัดนครพนม ทางอำเภอเลิงนกทา อำเภอ มุกดาหาร คำชะอี นาแก แล้วเข้าสกลนคร ติดตามเสาะหา หลวงปู่มั่น ด้วยความหวัง

     นับเป็นการเดินทางที่มุ่งมั่นและทรหดอดทนอย่างยิ่ง

 

 

 


หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๑๗)
วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง
จ.เชียงใหม่
วัดอรัญญวิเวก อ.ศรีสงคราม
จ.นครพนม

 

๓๑. พบกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

      
ครูบาอาจารย์บางองค์เล่าว่า หลวงปู่แหวน ได้พบกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ก่อนที่จะได้ไป กราบ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต

      หลวง ปู่แหวน ออกธุดงค์ เสาะหาหลวงปู่มั่น กับหลวงปุ่สิงห์ แต่ไม่พบสักที เพราะพระอาจารย์ ใหญ่ และลูกศิษย์ ได้จาริก ธุดงค์ไปยังที่ต่างๆอยุ่ตลอดเวลา ไม่ได้พำนักปักหลักอยู่กับที่ ประกอบ กับการไปมาหาสู่กัน ในป่าดง ถิ่นห่างไกลทุรกันดาร เป็นไปไม่สะดวก ทำให้ต้องคลาดกันบ่อยๆ

     ระหว่างออกเดินทางค้นหา พระอาจารย์ใหญ่นี้ ท่านก็ได้พบกับพระธดงค์หนุ่มรุปหนึ่ง มาจาก วัดบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

     หลวง ปู่แหวน กับพระธุดงค์รูปนั้น มีความประสง๕ และปฏิปทาคล้ายกัน และถูกอัธยาศัยกัน ซึ่งต่อมาก็เป็นพระุธุดงค์สหธรรมมิกองค์สำคัญในอนาคต ซึ่งก็คือ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม นั่นเอง

     หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ พบกันครั้งแรกที่ป่าภูพาน ขณะนั้น หลวงปู่ตื้อ จาริกธุดงค์มาจาก พระบาทบัวบก จังหวัดอุดรธานี ได้สนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กัน เป็นที่ชอบอัธยาศัยถูกใจ กันเป็นอันดี

     หลวง ปู่ตื้อเอง ก็ใฝ่ใจปราถนาอยากจะพบ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ให้ได้เหมือนกัน เพราะได้ยิน ได้ฟังกิตติศัพท์ เกี่ยวกับพระอาจารย์ใหญ่ มามาก แต่ก็ยังไม่ได้พบ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ตามที่ หวังไว้

 

 
 

ู๓๒. ธุดงค์คู่กับหลวงปู่ตื้อ

     
หลวง ปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ซั่งยังเป็นพระหนุ่มทั้งสององค์ได้ปรึกษาหารือกันว่า หากวาสนา ยีังมี คงจะได้พบกับ พระอาจารย์ใหญ่มั่น สมใจหวัง เราอย่างเร่งรัดตัวเองให้มากเลย จะธุดงค์ ไป เรื่อยๆ ถ้าไม่ตายเสียก่อน จะต้องได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์ใหญ่อย่างแน่นอน

     ใน ระหว่างนี้ เราควรจะจาริกธุดงค์ไปตามทางของเราก่อน บำเพ็ญเพียรสร้างบารมี กันไปตาม แนวทางที่พระธุดงค์วางไว้ หาความรู้ด้านกรรมฐานจากป่าดงพงพี ธรรมชาิตรอบกายเรานี้แหละ เมื่อมีปัญหาธรรม อันใด ที่เกินวิสีัยสติปัญญา ก็เก็บเอาไว้คอยถาม พระอาจารย์ใหญ่มั่น เมื่อ มีโอกาส

     เมื่อ ปรึกษาตกลงกันได้เช่นนี้แล้ว หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ก็พากันจาริกธุดงค์ แสวงหา วิเวกบำเพ็ญสมณธรรมมุ่งหน้าข้ามแม่น้ำโขงไปทางสุวรรณเขต ฝั่งประเทศลาว

     คืน แรกที่ข้ามไปฝั่งลาว หลวงปู่ทั้งสอง ได้เลือกเอาชายป่าแห่งหนึ่งเป็นที่กางกลด พักบำเพ็ญ ภาวนา วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางต่อไป จิตมุ่งในธรรมะอย่างเดียว จิตร่าเริงสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่กลัวความลำบาก ไม่กลัวตาย

     ธรรมชาติในป่า ล้วนให้ความเพลิดเพลิน มองไปทางไหนมีแต่ป่าเขา เขียวชอุ่ม ป่าไม้แน่นขนัด ล้วยเย็นตาเย็นใจ

     ฝากกายฝากใจไว้กับพระธรรม พร้อมที่จะพลีชีวิตเพื่อธรรม อย่างตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่กล้วตาย

     หลวง ปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ มีจริตนิสัยคล้ายกัน คือยิ่งอดอาหารขบฉัน จิตก็ยิ่งสงบ เข้าสมาธิ เร็วขึ้น มั่นคงขึ้น แม้จะเป็นการทรมานตน แต่ก็ไม่รู้สึกหิวโหย หรือกังวลใดๆ

     จิตมีแต่ความเพลิดเพลิน ก้าวหน้าอาจหาญในธรรมภาวนา จะพิจารณาสิ่งใดก็แยบคาย ปัญญาก็ว่่องไวกว้างขวาง

     บางครั้งไม่ได้ฉันอาหารติดต่อกัน ๗-๘ วันก็มี
     หรือแม้แต่ประสบอันตราย เ่ช่นไปในที่มีเสือ ด้วยความกลัวก็เร่งภาวน เร่งบริกรรมพูทโธ ให้มากขึ้นจนลืมเรื่องเสือ จิตเข้าสู่สมาธิ พอจิตคลายตัวจากสมาธิก็ไม่พบเสือ ไม่ได้ยินเสียงร้อง ของมัน ทำให้เกิดความมั่นใจว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ช่วยให้พ้นจากเสือได้

     เลย เกิดความรู้ ความเชื่อมั่นว่า พระพูทโธคุ้มอันตรายได้จริงๆ ก็บังเกิดความกล้าหาญ หาย หวาดกลัวภัยอันตรายต่างๆ ได้ปัญญาว่า " ตัวเรานี้มีจริตนิสัยชอบทางให้ความกลัวบังคับแท้ๆ จิตจึงจะได้สงบนิ่ง เกิดความรอบรู้ จะพิจารณาอะไรต่อไป ก็แยบคายรู้เหตุรู้ผล และเห็นโทษของ ความกลัว เป็นเรื่องน่าละอาย และเห็นคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างซาบซั้งใจ

 

 

 

 

๓๓. ผจญสัคว์ประหลาด

      
มีเหตุการณ์น่าขนพองสยองเกล้าครั้งหนึ่ง เขียนในนิตยสารโลกทิพย์ดังนี้
        ในเช้าวันหนึ่ง หลวงปู่้แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ได้อาศัยบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวป่า มี ๔-๕ หลังคาเรือน ชาวบ้านพากันมาใส่บาตรด้วยความดีใจ เพราะนานๆ จะมีพระธุดงค์มาโปรดสักที

      ชาว บ้านถามว่า พระคุณเจ้าทั้งสองจะไปไหน หลวงปู่บอกว่า จะมุ่งไปทางเทือกเขาที่มองเห็น แล้วจะลองไปทางสุวรรณเขต( อยู่ตรงข้ามกับมุกดาหาร)
      ชาวบ้านแสดงอาการตกใจ พร้อมทั้งทัดทานว่าอย่าไปทางโน้นเลย เพราะกำลังมียักษ์ปีศาจ ดุร้ายสิงอยู่ คอยทำร้ายคนและสัตว์ที่ผ่่านไปทางนั้น

     หลวง ปู่กล่าวขอบใจในความหวังดี และบอกว่า ท่่านทั้งสองได้มอบกายถวายชีวิตให้ พระศาสนาแล้ว ขออย่าได้ห่วงตัวท่านเลย แล้วท่านก็ออกเดินทางไปในทิศทางดังกล่าว

     หลวงปู่ออกเดิน ทางโดยข้ามลำน้ำสองแห่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า ป่าแถบนั้นเงียบกริบ ไม่ได้ ยินเสียงสัตว์ต่างๆเลย แม้แต่นกก้ไม่มี ผิดประหลาดมาก

     พอ ใกล้ค่ำ หลวงปู่ทั้งสอง ก็มาถึงยอดเขาสูง ที่มีลักษณะประหลาดมาก คือยอดเป็นสีดำ คล้าย ถูกไฟเผา รูปลักษณะดูตะปุ่มตะป่ำ คล้ายตัวคนบ้าง หัวตะโหนกช้างบ้าง แปลกไปจากเขาลูกอื่นๆ

     หลวงปู่ทั้งสอง เลือกปักกลดค้างคืนข้างลำะารที่มีน้ำใสไหลผ่าน อยู่ที่เชิงเขาลูกนั้น ปักกลดห่าง กันประมาณ ๑๐ เมตร เมื่อสรงน้ำพอสดชื่นแล้ว ต่างองค์ก็นั่งสงบภายในกลดของตน ทั้งสององค์ ตระหนักในความประหลาดของสถานที่นั้น ไม่ได้พูดอะไรกันเพียงแต่นั่งสงบอยู่ภายในกลด

     ประมาณ ๕ ทุ่ม หลวงปู่แหวน ก็ออกจากกลดเตรียมจะเดินจงกรม หลวงปู่ตื้อออกมาตามและ พูดว่า " ผมรู้สึกว่าที่นี่วิเวกผิดสังเกตนะ"
      หลวงปู่แหวนตอบ " ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน"
      พูดกันแค่นี้ต่างองค์ต่างก็เดินจงกรมในทางของตน
      ต่อจากนั้น ไม่นาน ก็มีเสียงกรีดแหลมเยือกเย็น ดังลงมาจากยอดเขารุปประหลาดนั้น เสียง นั้นแหลมลึกบีบเค้นประสาท จนรู้สึกเสียวลงไปถึงรากฟันทีเดียว

     หลวงปู่ตื้อถามพอได้ยินว่า " ท่านแหวนได้ยินแล้วใช่ไหม"
     หลวงปู่แหวน ตอบด้วยเสียงเรียบๆว่า " ผมกำลังฟังอยู่"

     เสียงกรีดร้องนั้นใกล้เข้ามาทุกที ฟังแล้วน่าขนพองสยองเกล้า ทั้งสององค์คงเดินจงกรม อยู่เงียบๆ ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     ป่า นั้นเงียบสงัดจริงๆ เสียงนกเสียงแมลงไม่มี ครั้นแล้วเกิดพายุปั่นป่วนมาอย่างกระทันหัน ชนิดไม่มีเค้ามาก่อนเลย ต้นไม้โยกไหวรุนแรง ราวกับจะถอนรากออกมา อากาศพลันหนาวเย็น วิปริตขึ้นมาทันที

     พลันปรากฎร่างประหลาดขึ้นร่างหนึ่ง ตัวดำมะเมื่อม สูงราว ๗ ศอก มีขนยาวรุงรังคล้ายลิง ยักษ์ แต่หน้าคล้ายวัวควาย ตาโปน มือสองข้างยาวลากพื้นดิน มันก้าวเข้ามาอยู่ห่างจากหลวงปู่ ทั้งสองประมาณ ๑๐ เมตรเห็นจะได้
      สัตว์ประหลาดนั้นส่งเสียงร้องโหยหวนขึ้น พลันพายุนั้นก็สงบลง แสดงว่า มันมีอำนาจเหนือ ธรรมชาติ
     สัตว์นั้นส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงร้ายกาจเหมือนกลิ่นศพที่กำลังขึ้นอืด มันกระทืบเท้าสนั่น จนแผ่น ดินสะเทือน

     หลวง ปู่แหวนเล่าในภายหลังว่า ท่านไม่รู้สึกกลัว แต่ขนลุกซู่ซ่าไปหมด เพราะไม่เีคยเห็น สัตว์ประหลาดอย่างนั้นมาก่อน ยังไม่รู้ว่า เป็นปีศาจ หรือสัตว์อะไรแน่ ท่านได้กำหนดสติไม่ให้ ใจคอวอกแวก ทอดสายตา ไปยังสัตว์ประหลาดนั้น กำหนดจิตแผ่เมตตาไปยังร่างนั้น

     สัตว์ ร่างยักษ์นั้นหยุดร้อง หยุดส่งกลิ่นเหม็น แสดงว่ารับกระเแสเมตตาได้ มันค่อยๆทรุดร่าง ลงนั่งยองๆเอามือยันพื้นไว้ ทำท่าแสดงความน้อบน้อมต่อท่าน

     หลวง ปู่ตื้อ พูดพอได้ยินว่า " ท่านแหวนทำดีมาก" พร้อมทั้งเดินมาสมทบ แล้วพูดว่า " เขา แบกหามบาปหาบทุกข์อันมหันต์ เขามาหาเรา เพื่อให้ช่วยปลดทุกข์ให้เขานะ เขาสร้างกรรมไว้ มาก เมื่อตายจากมนุษย์ แล้วต้องมาเป็นปีศาจอสุรกาย ทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่

     หลวง ปู่แหวนได้กำหนดจิตถามดู ก็ได้ความว่า สมัยเป็นมนุษย์ เขามีการกระทำที่มากล้น ด้วยตัณหา และความโลภ คือละเมิดศีลข้อ ๒ และข้อ ๓ อยู่เสมอ จึงต้องมาเป็นปีศาจอสุรกาย รับ ทุกข์อยุ่ที่นี่มากว่า ร้อยปีแล้ว

     ปีศาจ อสุรกายนั้นดูท่่าทางอ่อนลงมาก มันร้องไห้คร่ำครวญน่าสงสาร ขอความเมตตา จาก พระคุณเจ้าทั้งสอง ให้เขาได้พ้นทุกข์ทรมานนั้นด้วยเถิด

     หลวง ปู่แหวน ได้พิจารณาเห็นว่า เขาสร้างกรรมซับซ้อนเหลือเกิน ใครจะช่วยเขาได้ พลัน หลวงปู่ตื้อ ตอบมาในสมาธิว่า " กรรมเป็นเรื่องสลับซับซ้อนลึกซึ้งอยู่ก็จริง บางทีพระผู้มีศีลบริสุทธิ์ และมีบารมีเช่นท่านแหวน ก็อาจจะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ ลองอ่านพระคาถา หรือเทศนาธรรม ให้เขาฟังดูสิ "

     หลวงปู่แหวนได้กำหนดจิตว่าพระคาถา แล้วเทศนาให้เขาสำนึกบาปบุญคุณโทษ เขาค่อยๆ คลายความกังวลลง ก้มลงกราบด้วยความซาบซึ้ง

     " พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าได้กำหนดจิตพิจารณาตามกระแสธรรม ของท่านแล้ว เกิดแสงสว่าง กับข้าพเจ้าอย่างมหัศจรรย์ และข้าพเจ้าได้เห็นสภาวธรรม คือ ชาติ ชรา มรณะ อันเป็นทุกข์ เป็น ธรรมดาของสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว พระคุณเ้จ้า "

     สีหน้าเขาดูสดชื่น ก้มลงกราบหลวงปู่ทั้งสององค์ แล้วร่างนั้นก็หายไป

 

 

 

๓๔. ผจญผีกองกอย
      ชาวบ้านข่าระแด

     
มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญอีกครั้งหนึ่ง ได้เขียนไว้ในหนังสือ พระธาตุปาฎิหารย์ ของ นิตยสารโลกทิพย์ ซึ่งขอนำมากล่าวโดยสรุปดังนี้ :-

     เมื่อหลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ จารึกมาถึงเทือกเขาใหญ่โตทิศใต้ แขวงเมืองคำม่วน เป็นป่า ดงเย็นอึมครึม เชื่อมโยงลงไปถึงสุวรรณเขต
      ในตอนเย็น พบสถานที่เหมาะ จึงปักกลดพักภาวนา ที่หุบเขาใต้เงื่อมผาแห่งหนึ่ง ทั้งสององค์ ปักกลดห่างกันพอสมควร คืนนั้นต่างองค์ต่างบำเพ็ญเพียรอยู่ในกลดเป็นปกติ

     ประมาณ ๓ ทุ่ม ในป่าดงเช่นนั้น ดูเงียบสงัดวังเวง ก็ได้ยินเสียงประหลาดคล้ายเสียงนกกลาง คืนร้อง " ก๋อย ก๋อย ก๋อย "
     เสียงนั้นดังใกล้เข้ามา แล้วดังรับกันล้อมรอบไปทั่วทิศ เสียงบีบเข้ามา " ก๋อย ก๋อย ก๋อย และมี แสงคบไฟนับสิบๆดวงมาจากเสียงนั้น ทำให้มองเห็นตัวผู้ถือได้ถนัด

     ร่าง นั้นเป็นมนุษย์ร่างประหลาด ขนาดเด็กอายุ ๑๓-๑๔ ปี ผอม พุงโร ผิวคล้ำ ผมเผ้ารุงรัง จมูกแบน บ่งบอกว่าเป็นคนป่า ทุกคนมีอาวุธประจำตัว "หน้าทึ่น" คล้ายธนูแต่เล็กกว่า ใช้คล้องตัว ในบ่า พวกเขาสะพายกระบอกไม่ไผ่ใส่ลูกดอกอาบยาพิษ
      คนร่างเล็กนั้นส่งเสียงรับกันเป็นทอดๆ โอบล้อมกลดธุดงค์เข้ามา พอได้ระยะก็พากันยก หน้าทึ่น เล็งเข้ามายังกลดทั้งสอง

     หลวง ปู่ตื้อร้องบอกพอได้ยินว่า " ท่านแหวนระวัง " แล้วทั้งสององค์ก็กำหนดจิตหลับตา เข้าฌานทันที เป็นไปโดยอัติโนมัติ ปรากฎว่าลูกดอกอาบยาพิษ ที่ระดมยิงมานั้น ตกร่วงพรูห่าง จากกลดทั้งสองเป็นวา เป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง

     พวกชาวป่าต่าง แปลกใจ ร้อง ก๋อย ก๋่อย ก๋อย ดังกระหึ่ม แล้วระดมยิงลูกดอกอีก ๒-๓ รอบ ก็ปรากฎผลเช่นเดิม คือลูกดอกตกลงดินก่อนจะไปถึงกลด ทำเอาพวกเขาตกใจกลัว ร้อง " ก๋อย ก๋ย กุ๋ย " แล้วต่างก็วิ่งหนีหายไป ในความมืด

     เมื่อ คนป่าหนีกลับไปหมดแล้ว หลวงปู่ทั้งสอง จึงได้ออกมานอกกลด หลวงปู่ตือ ถามว่า " เป็น ไงท่านแหวน ตับไตไส้พุงของท่าน ยังดีอยู่หรือ ? "
     หลวงปู่แหวน ตอบไปว่า " ผมนั่งรออยู่ในกลด ให้พวกเขาเอาตับไตไส้พุงผมไปกิน ทำไมมัน ไม่เอาก็ไม่รู้ "

     ทั้งสององคืได้เดินจงกรม ไปจนดึก แล้วเข้าทำสมาธิต่อภายในกลดไปจนสว่าง

     ตอน เช้าพวกคนป่ากลุ่มนั้นเข้ามาด่อมๆ มองๆ ด้วยความเกรงกลัวหลวงปู่ แสดงท่าให้พวกเขา เข้ามา ต่างค่อยๆเข้ามาด้วยเนื้อตัวสั่นเทา มาหมอบนิ่งเอาหัวซุกดิน คล้านสำนึกผิด และขอขมา

     พวกเขาเป็นพวกข่าระแด เป็นคนป่ากลุ่มหนึ่ง ชอบล่ามนุษย์เผ่าอื่นที่ล่วงล้ำเข้ามา แล้วเอาเนื้อ แบ่งกันกิน
     พวกย่าระแด ได้นิมนต์หลวงปู่ทั้งสอง ไปยังที่พักของพวกเขา จัดอาหารนำมาถวาย ก็มีเนื้อ ย่าง ๒ ก้อน ได้ความว่า เป็นเนื้อของคนแก่ ซึ่งยอมสละชีวิตของตนเอง ให้เป็นอาหารของ ลูกหลาน

     หลวง ปู่ อยู่โปรดพวกชาวป่าหลายวัน ทรมานและสอนพวกเขา ให้เลิกการฆ่ามนุษย์ด้วยกัน เมื่อเห็นว่า พวกเขาเชื่ออย่างจริงใจแล้ว ท่านทั้งสองก็ออกเดินทางต่อไป ด้วยความอาลัยอาวรณ์ ของพวกเขายิ่งนัก
    ( อ่านเรื่องโดยละเอียดใน พระธาตุปาฎิหารย์ ของนิตยสารโลกทิพย์)

 

 
 

๓๕. ธุดงค์ในป่าดงพงไพร

     
หลวง ปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ได้อำลาจากพวกชาวป่าีข่าระแด ในเวลาต่อมา ท่ามกลางเสียง ร่ำไห้อาลัยจากพวกเขา ท่านได้ธุดงค์มาทางสุวรรณเขต แสวงหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร

     ป่าดงพงไพรเป็นสถาน ที่กำจัดความเกียจคร้านและความกลัวต่างๆได้ดี การอยู่ป่าชัฎเต็มไป ด้วยสัตว์ร้าย และภัยอันตรายต่างๆ พระธุดงค์จึงต้องตื่นตัวอยุ่ตลอดเวลา มีสติควบคุมกายและใจ ไม่ให้ประมาท
      สัตว์ป่าที่เป็นอันตราย เป็นเครื่องเตือนสติไม่ให้พระธุดงค์เกียจคร้าน ต่อการเพ่งเพียรภาวนา ไม่เช่นนั้น อาจถูกสัตว์ป่าเหล่านั้น คุกคามทำอันตรายได้ ด้วยเหตุนี้ พระธุดงค์ที่เข้าป่าใหม่ๆ จึงได้สภาพแวดล้อม ในป่าช่วยในด้านสมาูธิภาวนา เป็นอย่างมาก เพราะกลัวตาย จึงต้องเีร่งภาวนา

     ส่วน พระธุดงค์ ที่แก่กล้าในการบำเพ็ญเพียร ท่านย่อมอยู่เหนืออำนาจความกลัวใดๆ แม้แต่ ความตายท่านก็ไม่กลัว ท่านจึงสามารถไปไหนๆ ตามลำพังองค์เดียวได้ เพราะจิตใจท่านมั่นคง ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามาก ย่อมพิจารณาคุณและโทษไปในทางอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เล็งแลเห็น สัตว์ป่าทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น ท่านจึงแผ่เมตตา ให้สัตว์ ทั้งหลายไม่มีประมาณ
      การพิจารณาต้นไม้ใบหญ้า ธรรมชาติแวดล้อม รอบกายอันมี ความสงัดวิเวก ช่วยชุจิตให้สงบ ย่อมจะทำให้เกิดปัญญารุ้แจ้งในธรรม เห็นมรรค ผล นิพพาน ได้ง่ายกว่าอยู่ในบ้าน ในเมือง ที่มี ความพลุกพล่าน วุ่นวาย ด้วยประการทั้งปวง

     การ เข้าป่า บำเพ็ญ ภาวนา อดๆอยากๆ อดหลับอดนอน พาร่างกายเดินบุกป่า ฝ่าดง ขึ้นเขา ลงห้วย ให้ยุงกัดบ้าง ให้เสือร้องขมขู่คุกคามบ้าง เหล่านี้จัดเป็นอุบายแยบคาย ที่จะทรมานร่างกาย และจิตใจ ให้หายพยศ ไปตามลำดับขั้นตอน

     หลวงปู่ทั้งสอง ได้ธุดงค์ลงไปใต้ ไปถึงแขวงจำปาศักดิ์ ชนิดที่วันเวลาที่ผ่านไป ไม่ได้นำมา จดจำเอาใจใส่ เพราะมีแต่ความร่าเริงใจในธรรมชาติ เพ่งเพียรอย่างไม่อ่อนกำลังท้อถอย ไม่แสดง อาการอ่อนแอ ยอมแพ้ต่อกิเลสมาร มีตัวตัณหาวัฎสงสาร เป็นคู่ต่อสู้อยู่ในหัวใจ จำเป็นต้องใช้กำ ลังใจที่แก่กล้า ยอมตายถวายชีวิต จึงจะสามารถขูดกิเลสออกจากใจ และสามารถบรรลุถึงภูมิจิต ภูมิธรรมแต่ละขั้นแต่ละตอน ตามวิถทางแห่งอริยมรรคได้

      ทางฝั่งลาว เป็นป่าทึบและมีภูเขามาก ฝนตกชุกแทบทุกวัน บางครั้งฝนตกติดต่อกันถึงสิบวัน สิบคืนก็มี หลวงปู่ทั้งสอง ต้องผจญภัยความยากลำบาก ไหนจะต้องเปียกฝนทนทุกข์ ต้องต่อสู้กับ ความหนาว ยิ่งถ้าเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยก็ไม่มียาจะรักษา
      ความขาดแคลนปัจจัยสี่ มีอาหารบิณฑบาต นับเป็นความลำบากอย่างยิ่ง สำหรับที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งหุ่มนั้น แทบไม่ต้องกล่าวถึง เพราะเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน แต่ท่่านทั้งสองก็ฟันฝ่ามาได้

     หลวง ปู่แหวน เล่าให้พระเณรรุ่นหลังฟังว่า " ขณะธุดงค์อยุ่ในป่า ฝนฟ้า ตกหนัก จนเปียก โชก ทนหนาวเหน็บและอดอาหารอยู่หลายวัน หลายคืนอย่างนั้น สิ่งที่จะต้องระวังที่สุดก็คือ อารมณ์กล้วตาย ที่อาจจะฟุ้งซ่านขึ้นมาได้ง่ายๆ"

      ท่านเล่าว่าเคยมีพระธุดงค์หนุ่มบางรูป ทนความลำบากขาอแคลนกันดาร ในปัจจัยสี่ไม่ไหว และไหนจะลำบากในการการประกอบความเพียร คือ ฝึกสมาธิทรมานจิตที่แสนคะนองโลดโผน ประจำนิสัยมาแต่เดิม ไม่สามารถจะบังคับจิตอันมีพยศให้อยู่ในขอบเขต ร่องรอยที่ต้องการได้

     ความ ลำบากเพราะเดินจงกรมนาน นั่งภาวนานาน เกิดทุกขเวทนา ทรมานร่างกายจิตใจ และ หิวโหยโรยแรงเพราะอดอาหาร เป็นต้น ทำให้พระธุดงค์ท้อแท้ใจ หมดสิ้นความมานะพยายาม ต้องหนีกลับบ้าน กลับเมืองในที่สุด
     ดังนั้น พระธุดงค์กรรมฐาน จะต้องเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวตาย จะต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกว่า พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหลายในอดีต ท่านเคยผ่านความลำบากยากแค้น ขาดแคลนกันดารกว่านี้มาก่อน ท่านยังทนได้สู้ได้

     เรา จะต้องปฎิบัติตามท่านให้ได้ จะต้องกล้าหาญ อดทน คือทนค่อสภาพอากาศ ทนต่อความ เจ็บไข้ได้ป่วย และทุกข์ทรมานต่างๆ คนต่อความหิวโหย ทนต่อความเปลี่ยวกายเปลี่่ยวใจ ไร้เพื่อนฝูง และครูบาอาจารย์ผู้เคยอบรมสั่งสอน

     ที่สำคัญอีกอย่างคือ พระธุดงค์จะต้องฝึกใจห้กล้าแข็งต่อแรงพายุอารมณ์กิเลสมาร ความฟุ้ง ซ่านต่างๆ ที่จะเกิดจากใจตัวเอง พายุอารมณ์หลอกลวงเหลวงไหล เป็นมายาจิต ตัวกิเลสนี้แหละ เป็นตัวการ สำคัญร้ายกาจ คอยทำลายความเพียรภาวนาของพระธุดงค์ เป็นตัวการใหญ่ คอยกีด ขวางทางดำเนิน เพื่อ มรรค ผล นิพพาน ต่อไปได้

 

 

 


 

๓๖. ธุดงค์แยกทางกัน

     
จากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ บอกว่า หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ร่วมธุดงค์มาจนถึง เมืองสุวรรณเขต ก็ตกลงกันว่า
      ต่อไปนี้จะำพลีชีพด้วยตัวเอง เพื่อแลกธรรมให้เห็นดำเห็นแดง คือต่างองค์ ก็จะเดินธุดงค์ โดดเดี่ยวแต่ลำพัง ไม่ต้องคอยหวังพึ่งซึ่งกันและกัน เป็นการทดสอบกำลังจิตใจครั้งสำคัญว่า จะแกร่งกล้าแสวงหาธรรมไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

     จาก นั้นหลวงปู่ทั้งสอง ก็แยกทางกัน โดยหลวงปู่ต้อ ธุดงค์เลียบฝั่งขึ้นไปทางเวียงจันทน์แต่ ลำพัง ส่่วนหลวงปู่แหวน ได้ย้อนกลับข้ามโขงมาฝั่งไทย เพื่อมุ่งแสวงหา หลวงปู่มั่น พระอาจารย์ ใหญ่ ตามที่ตั้งใจไว้เดิม

 

 
 

๓๗. ถวายตัวกับหลวงปู่มั่น

     
หลวง ปู่แหวนได้พยายามสืบเสาะถามหาที่พำนักของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในที่สุดได้ทราบว่า พระอาจารย์ใหญ่ ท่านพักอยู่ที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จึงรีบเร่งเดินทางไปหาโดยมิรอช้า

     เมือ่ ไปถึงอำเภอบ้านผือ ก็สอบถามชาวบ้าน ทราบว่า หลวงปู่มั่น พักอยู่ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ จึงได้เข้าไปกราบและถวายตัวเป็นศิษย์ เมื่อสบโอกาส

     ( เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ ในปัจจุบันคือ วัดป่าบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีพระอาจารย์ทูล ขปฺปปญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส)

     ประโยคแรกที่หลวงปู่มั่นทักถาม คือ " มาจากไหน " เมื่อเรียนท่านว่า " มาจากอุบลครับ"
     หลวงปู่มั่น กล่าวเป็นประโยคที่สอง ซึ่งหมายถึง ท่านลงมือให้การสอนทันที่ว่า :-

     " เออ ! ต่อไปนี้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมา ให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน"

     คำ พูดของพระอาจารย์ใหญ่เพียงสั้นๆ แค่นี้ ช่างมีความหมายต่อหลวงปู่แหวนมากมายเหลือ เกิน เพราะเป็นความต้องการของท่านจริงๆ ท่านสุดแสนจะดีใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้ยินว่า "ต่อไปนี้ให้ภาวนา" เท่ากับความตังใจของหลวงปู่ ได้บรรลุตามความประสงค์ โดยไม่ต้องเอ่ยปาก ขอแต่ประการใด

 

 

 



๓๘. จำใจเดินทาง
      กลับมาตุภูมิ

      
ครั้ง ที่หลวงปู่แหวน เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ในครั้งแรก ที่ดง มะไฟ บ้านค้อ นั้นอยู่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ หลวงปู่แหวนอายุ ๓๑ ปี มีอายุพรรษาในมหานิกาย ๑๑ พรรษา

     หลวงปู่แหวน เริ่มต้นฝึกภาวนา จิตใจเริ่มสงบเย็น เริ่มพบกับความหวัง และเิริ่มมั่นใจว่า นี่เป็นหนทางที่จะทำให้ท่านสามารถอยู่ในสมณเพศ ไปได้ ตลอดรอดฝั่ง ตามที่ได้ให้สัญญากับ โยมแม่และโยมยายเอาไว้

     ใน ขณะที่กำลีังดีใจกับการได้พบพระอาจารยืตามความตั้งใจ และอยู่อบรมด้านภาวนากับท่าน ได้แค่ ๔ วัน พึ่งเิริ่มสัมผัสกับความสงบเย็น จิตใจเพียงเริ่มต้นจัดระเบียบเพือก้าวไปสู่ความสงบ เท่านั้นเอง
     พอวันที่ ๕ ก็มีน้าเขย และพี่เขย เดินทางมาจากจังหวัดเลย มานิมนต์ให้ท่านเดินทางกลับ จังหวัดเลย

     ตอน แรกน้าเขย กับพี่เขย จะไปตามที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อไต่ถามดูทราบว่า หลวงปู่มาอยู่ กับหลวงปู่มั่นที่อำเภอบ้านผือ อุดรธานี จึงได้รีบตามมา

     หลวงปู่แหวนถามว่า " กลับไปทำไม ?"
     น้าเขยกับพี่เขยตอบว่า " พ่อแม่ พี่น้อง และญาติๆ ต้องการเห็นหน้า เพราะจากบ้านมานาน แล้ว ยังไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านเลย"

     หลวง ปู่ได้ทบทวนดูแล้ว ก็เห็นด้วย เพราะจากบ้านมากว่า ๑๕ ปีแล้ว โยมบิดา คงจะชราไป มาก ถ้ากลับไปเยี่ยมบ้างก็คงจะดี จึงตกลงใจกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกับญาติที่เดินทางมารับ

   

 

 

 

 

 

 

๓๙. พระอาจารย์ใหญ่
      เตือนให้รีบกลับ

     เวลาเย็นหลังเสร็จกิจธุระแล้ว หลวงปู่แหวน ได้เข้าไปกราบเรียนพระอาจารย์ใหญ่ ว่า มีญาติมารับให้กลับไปเยี่ยมบ้าน

     หลวงปุ่มีั่นถามว่า " กลับไปทำไมบ้าน ? "
     กราบเรียนท่านว่า " กระผมจะกลับไปให้โยมบิดา พี่น้อง และญาติๆ ได้เห็นหน้าเท่านั้นเอง"

     หลวงปู่มั่นท่านอนุญาติ และเตือนว่า
     " เออ ! ไปแล้วให้รีบกลับมา อย่าอยุ่นาน อยู่นานไม่ได้ ประเดี๋ยวเสียท่าเขานะ เสียท่าเขา ถูก เขามัดไว้เดี๋ยวจะดิ้นไม่หลุด"

    เมื่อพระอาจารย์ใหญ่อนุญาติแล้ว รุ่งขึ้นอีกวัน หลวงปุ่ก็ออกเดินทางกลับจังหวัดเลย ไปตั้งแต่ เช้าตรู่เลยทีเดียว

 

 
 

๔๐. กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด

     
เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กลับถึงบ้านเกิดที่จังหวัดเลยแล้ว ท่านได้ไปพักอยุ่ทีวัดโพธิ์ชัย วัดที่ท่่านบวชเณรในครั้งแรกนั่นเอง

     ข่าวการกลับมาเยี่ยมบ้านของ หลวงปู่แหวน เป็นข่าวใหญ่ของบ้านนาโป่ง และหมุ่บ้านใกล้ เคียง ข่าวนี้แพี่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว  
     เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่า " พระแหวน ที่ไปศึกษาที่เมืองอุบล ได้กลับมาบ้านแล้ว " บรรดา ญาติพี่น้อง และผู้คุ้นเคย ต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียนมิได้ขาด รวมทั้งจากหมู่บ้านอื่นๆ ก็มากันมาก เพื่อจะได้ไต่ถามถึงการไปศึกษาเล่าเรียน และเรื่องราวต่างๆ ที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน

     ใน เวลานั้น กล่าวได้ว่า ญาติโยมต่างหลั่งไหลมากราบ มาเยี่ยม หลวงปู่ ตลอดเวลา เพราะเป็น เหตุการณ์ครั้งแรกในท้องถิ่น ที่พระในหมู่บ้านไปศึกษาเล่าเรียนในถิ่นห่างไกลนานกว่า ๑๕ ปี จึงได้หวนกลับมาบ้าน ใครๆก็อยากพบอยากเห็นทั้งนั้น

     นับว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะพระเณรส่วนใหญ่ ในละแวกนั้น บวชแค่ระยะสั้นๆ และสึก ออกมาใช้ชีวิตฆราวาสเสียเป็นส่วนใหญ่
     ญาติโยมส่วนหนึ่ง นิมนต์ให้หลวงปู่อยุ่จำพรรษา แต่ท่านไม่รับคำ เพียงแต่บอกว่า
     " ... การนิมนต์อาตมาให้อยู่ก็อยู่ได้ แต่จะเป็นกี่เดือน กี่วัน กี่ปีนั้น ไม่ต้องนับ ถ้าเห็นอาตามา ยังอยู่ก็ให้รู้ว่าอยู่ แต่ถ้าไม่เห็นก็ให้รู้ว่าไปแล้ว จะให้กำหนดว่านานเท่านั้น เท่านี้ กำหนดไม่ได้"

 

 

 

๔๑. ชาวบ้านมาขอต่อศีล

      
ช่วง ที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พักอยู่ทีวัดโพธิ์ชัย วัดบ้านเกิดของท่าน พอถึงวันพระ บรรดา พระภิกษุสามเณรและญาติโยม ต่างก็เอาดอกไม้ธูปเทียนมาถวาย และขอต่อศีลด้วย

     พวกเขา ต่างยอมรับว่า หลวงปู่แหวน ท่านเคร่งครัดต่อวินัย ศีลของท่านจึงบริสุทธิ์ ทั้งพระเณร และชาวบ้าน จึงมาขอต่อศีลกับท่าน เพื่อพวกเขาเองจะได้มีความบริสุทธิ์ด้วย

     หลวงปู่ เล่าว่าการต่อศีลของบรรดาอุบาสก อุบาสิกา เหล่านั้นดูแปลกประหลาดมาก คือเวลา เอาดอกไม้ธูปเทียนมาถวาย เพื่อสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ศีลอุโบสถ ตามความสมัครใจ ของแต่ละคน นั้น พวกเขาต่างก็นุ่งขาว ห่มขาวมากันทุกคน ดูท่าทางสำรวมและเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก

     เมื่อสมาทานศีลเสร็จแล้ว ต่างคนต่างกลับไปบ้าน แล้วก็ถือเอา สุ่ม เอาแห เอายอ สวิง ออกจาก บ้านไปจับปลากันเป็นกลุ่มๆ

     หลวงปู่ท่่านว่า เมื่อพิจารณาดูแล้ว เหมือนนกยางถือศีล คือศีลก็จะรักษา ปลาก็จะกิน

     พวก เขาปฏิบัติกันเช่นนั้นจนเคยชินจ ถึงท่า่นจะห้ามพวกเขาก็คงไม่ฟัง แม้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ยังไม่สามารถจะทรมานบุคคลบางจำพวกได้

     เมื่อหลวงปู่พิจารณาแล้ว ก็ต้องปล่อยพวกเขาไปตามยถากรรม เพราะการสอนในตอนนั้น คง ไม่เกิดประโยชน์

 

 

 

 

๔๒. หลวงปู่อาพาธที่วัดบ้านเกิด

     บรรดาผู้คนที่มาเียี่ยม หลวงปู่ ในครั้งนั้นมีมาก มากันทั้งวัน เหมือนกับที่วัดมีงาน
      ชาวบ้านต่างก็ร่ำืลือกันว่า ไม่เคยเห็นพระเณรที่ไหนที่บวชแล้ว ไม่อยู่บ้าน จากไปเล่าเรียน ไปศึกษายังต่างถิ่นเป็นเวลาถึง ๑๕ ปีเศษ โดยไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเลย

     เมื่อเล่าเรียนเสร็จแล้ว ก็ปลีกไปอยู่องค์เดียวตามป่าตามเชา อยู่กับเสือ กับช้าง ก็ไม่เป็น อันตราย ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
     เมื่อชาวบ้านต่างคนต่างพูดไป ข่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านในตำบล ใกล้ เคียง ต่างพากันมากราบ มาเยี่ยม มาขอพรจากหลวงปู่ตลอดเวลา

     หลวง ปู่จำต้องต้อนรับญาติโยม คอยพูดคุยธรรมะและตอบคำถามที่ญาติโยมอยากรู้ จนท่าน ไม่มีเวลาพักผ่อน ร่างกายท่านอ่อนเพลีย ในที่สุดท่านก็อาพาธลง

     เมื่อ หลวงปุ่อาพาธ บรรดาญาติพี่น้อง และผู้คุ้นเคยรวมทั้งผู้ที่นิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษา ต่าง ก็พากันหนีหน้าไป ไม่ได้เอาใจใส่ พยาบาลรักษาท่าน ตามที่ควรจะเป็น

     เหตุการณ์ ครั้งนี้ หลวงปู่ ได้ยกขึ้นมาเตือนสติของท่านว่า " เรามาที่นี่ก็มา ตามคำนิมนต์ให้ ้เรามา ผู้คนหล่านี้ต่างก็เป็นญาติ เป็นผู้คุ้นเคยกับเราเป้นส่วนใหญ่ แต่พอเราป่วยเขา กลับละทิ้งเรา ทำ เหมือนกับเรานี้ เป้นคนอื่นที่ไม่รู้จักกัน"

     หลวงปู่ได้ตระหนักถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าจะต้องพึ่งตัวเอง และพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้นจึงจะเป็นที่พึ่งอันอุดม

     จาก การดำริถึงการเจ็บป่วยของหลวงปู่ในครั้งนี้ ทำให้ท่านมีแรงจูงใจที่จะปลีกจากหมู่คณะ ออกค้นหาสัจธรรม อย่างมอบกาย ถวายชีวิตต่อไป

 

 

 
 

๔๓. เหตุเตือนตน ข้อทีสอง

    การอาพาธของหลวงปุ่ในครั้งนั้น เป็นเหตุเตือนตนข้อที่หนึ่ง ที่ทำให้ท่าน ต้องเร่งบำเพ็ญเพียร ให้หนัก 
     เหตุเตือนตนข้อที่สอง ท่านพิจารณาเห็นว่า ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง บ้านเกิดของท่านนั้น บรรดาพระภิกษุสามเณรที่เคยบวชอยู่ร่วมกันก็ดี ผู้ที่อาวุโสบวชก่อนก็ดี ในสมัยที่ท่านบรรพชา เป็นสามเณรอยู่นั้นมีอยู่มาก แต่มาบัดนี้ต่างลาสิกขาไปกันหมด คงเหลือพระอยู่ประจำวัดเพียง ๒ รูปเท่านั้น

    หลวง ปู่ รำพึงกับองค์ท่านเองว่า " ถ้าเราจะอยู่ที่นี่ต่อไป จิตใจของเราอาจไม่มั่นคง อาจจะต้อง สึกออกไปก็ได้ ก่อนที่เราจะมา ท่านอาจารย์ ท่านก็กำชับแล้วว่า อย่าอยู่นาน ให้รีบกลับไปภาวนา"

    ใน ขณะที่จิตใจกำลังคิดสับสนอยู่นั้น คำสั่งของแม่และยายที่บอกท่านว่า " ถ้าบวชแล้วก็ให้ตาย กับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียนะ" ยังชัดเจนอยู่ในความนึกคิดของท่าน

    หลวงปุ่ จึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องออกจากหมู่บ้าน ทันที ที่ร่างกายแข็งแรง หายป่วยไข

 
 

๔๔ หวนคิดถึงเมืองอุบล

    ขณะ ี่หลวงปู่พักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง ท่านได้สดับรับฟังข่าวจากเมืองอุบลอยู่เสมอ ได้ัรับ ข่าวว่า ท่านพระอุปัชฌาย์ ก็ดี พระอาจารย์คู่สวดก็ดี ต่างก็ลาสิกขาไปหมดแล้ว แม้เพื่อนสหธรรม มิกทั้งสอง คือพระเหลาและพระเฮียง ก็ได้ลาสิกขา ไปหมดแล้วเช่นกัน

     หลวงปู่ได้หวนระลึกถึงทางเมืองอุบลว่า " บรรดาหนังสือที่เราจารไว้ก็มีมากมายหลายผูก เมื่อเราจากมาก็ไม่ได้มอบหมายให้อาจารย์ ให้เป็นหลักเป็นฐาน เราควรจะกลับขึ้นไปเมืองอุบล เพื่อจัดการเรื่องหนังสือก่อนเห็นจะดี "

     ขณะ เดียวกันอีก ความคิดหนึ่งก็แย้งขึ้นมาว่า " ทางเมืองอุบล บรรดาอุปัชฌาย์ อาจารย์ และ เพื่อนก็สึกไปหมดแล้ว พระอาจารย์สิงห์ ก็ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว เราจะกลับไปเพื่อประโยชน์อะไร"

 

 

 

๔๕. ตัดสินใจ
      หลังได้ัรับจดหมาย

     
นับ แต่หลวงปู่แหวน ได้จากพระอาจารย์ใหญ่ กลับมาเยี่ยมบ้านได้ประมาณ ๑ เืดือน อาการ ป่วยท่านเริ่มทุเลา ร่างกายมีกำลังพอที่จะออกเดินทางแล้ว

      ในขณะที่ความคิดของท่านกำลังสับสนอยู่ว่าจะกลับไปเมืองอุบลก่อนจะดี หรือไม่ ท่านก็ได้รับ จดหมายจากอาจารย์เอี่ยม ครูที่เคยสอนที่อุบล บอกท่านให้กลับไปอุบล เพื่อเรียนต่อให้จบ จะได้ กลับมาสอนหนังสือที่บ้านเกิด

     ช่วงนั้นญาติโยม ที่มาเยี่ยมเยียนท่าน เริ่มห่างๆไปแล้ว ท่านจึงมีเวลาพอที่จะทบทวนเพื่อการ ตัดสินใจ

     เมื่อพิจารณาทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา คิดกลับไปกลับมาหลายตลบ ในที่สุด หลวงปู่ จึงตัดสินใจได้ว่า

     " การที่จะกลับไปเมืองอุบล เพื่อที่เรียนต่อนั้น คงจะไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่การจะอยู่ต่อไป ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่งนี้ ก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อันใดอีกเช่นกัน "

     เมื่อหลวงปุ่พิจารณา เหตุการณ์ โดยถ้วนถี่แล้ว จึงตัดสินใจว่า
      " ต่อแต่นี้ไป เราะจะไม่ข้องเกี่ยวกับหมู่คณะอีกต่อไป จะกลับไปหาอาจารย์ใหญ่มั่น เพื่อ ฝึกหัดภาวนา ตามความตั้งใจเดิมของเรา ที่ให้ตั้งสัจจอธิษฐาน ไว้ก่อนออกจากวัดสร้างถ่อ เมือง อุุบล "

   

 

 

 

 

๔๖. ตัดใจขาดจากญาติโยม

     
ช่วง ที่หลวงปู่แหวน พักอยู่วัดบ้านเกิด ตลอด ๑ เดือนนั้น ท่านค่อนข้างรู้สึกรำคาญใจ ที่ญาติ พี่น้องชาวบ้าน ไปมาหาสู่รบกวนจนไม่ค่อยจะมีเวลาทำสมาธิสงบใจได้สะดวก ทำให้มีห่วงพะวัง พะวง

     หลวงปุ่รำพึงว่า อันตัวเรานี้ำก้ได้เลือกทางดำเนินเพศสมณะเจริญตามรอยบาทพระพุทธเจ้า กระทำตนเป็นอนาคาริก คือไม่มีบ้านเรือนอยู่อาศัย ชอบวิเวกอยู่ตามป่าตามเขา อยู่โคนต้นไม้

     ถึงเวลาแล้วที่จะตัดขาดจากญาติโยมชาวบ้านให้เด็ดขาด เพื่อออกแสวงหาวิมุตติสุข ทางหลุด พ้นจากความทุกข์

     เมื่อ คิดดังนี้แล้ว ท่านก็่บอกลาญาติโยมชาวบ้าน เพื่อจะออกกรรมฐานไปตามทางของตน แต่ ญาติโยมทั้งหลายต่างทัดทานเอาไว้ ด้วยเห็นว่า เป็นพระธุดงค์มีแต่ความยากลำบาก ต้องอดๆ อยากๆ อยู่แต่ในป่า นอนตามโคนต้นไม้ และในป่าเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย อาจทำอันตรายเอาได้ ขอให้อยุ่กับวัดต่อไปเถิด

     แต่หลวงปู่ ท่านไม่ยอม ได้เทศนาธรรมสั่งสอนชี้แจงแสดงเหตุผล จนญาติโยมใจอ่อน ไม่อาจ ทัดทานได้ ได้แต่อนุโมทนาสาธุด้วย

     หลวง ปู่แหวน จึงเริ่มออกธุดง์อย่างแท้จริง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นการจากบ้านเกิดไปยาวนาน ไม่มี ใครได้ข่าวคราวตลอดระยะเวลา ๕๐ กว่าปี และเพิ่งจะมาได้ยินข่าว หลวงปู่แหวน อีกทีก็ประมาณ ปลายปี ๒๕๑๔ เมื่อหนังสือพิมพ์นำประวัติและอภินิหาร หลวงปู่แหวน พระวิปัสสนาจารย์ผู้เฒ่า แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ ออกเผยแพร่

 

 

 

๔๗. กลับไปหา
      พระอาจาย์ใหญ่

     
เมื่อ หลวงปู่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว วันรุ่งขึ้นหลังจากกลับจากบิณฑบาต และฉันเสร็จแล้ว ก็รีบ จัดบริขารจำเป็นใส่ลงในบาตร สะพายบาตร แบกกลด สะพายย่าม มือข้างหนึ่งถือกาน้ำ แล้วออก เดินทางจากวัดโพธิ์ชัย บ้านนาโปร่ง มุ่งกลับไปหา พระอาจารย์ใหญ่มั่น ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี อีกครั้งหนึ่ง

     เมื่อกลับไปถึงสำนักของพระอาจารย์แล้ว ท่านได้พบเพื่อนสหธรรมมิก ที่เข้ามาขออบรมอยู่ กับพระอาจารย์อีกหลายท่านด้วยกัน
     ในการเข้ามาอบรมกับหลวงปู่มั่น ในช่วงแรกนี้ท่านไม่ได้เข้าอุปัฎฐากใกล้ชิด เพราะเป็นผู้มา ใหม่ ยังไม่รู้จักธรรมเนียมข้อวัตร

     อีกประการหนึ่ง หลวงปู่มั่น ท่านไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ใกล้ท่านง่ายๆ

     ใน การที่เข้่ามาอยู่รับการอบรมจากหลวงปู่มั่น นั้น เมื่อท่านแนะนำในข้อปฏิบัติแล้ว บรรดา สิษย์ก็ต้องแยกย้ายกันไปหาที่วิเวก เพื่อบำเพ็ญสมาธิภาวนาตามสถานที่ที่เหมาะสม แก่จริตนิสัย ของตน ต่างองค์ ต่างไปฝึกบำเพ็ญเพียรเอาเอง

     เมื่อถึงวันอุโบสถ จึงเข้ามารวมกันทำอุโบสถ ฟังสวดพระปาฎิโมกข์ และัรับการอบรมจาก พระอาจารย์ใหญ่ อีกครั้งหนึ่ง

     ใน เวลาเ่ช่นนี้ ศิษย์รูปใด มีปัญหาติดขัดในการภาวนาอย่างไร ก็กราบเรียนถามท่านได้ ซึ่ง ท่านเองก็ตอบอธิบายให้ฟังจนเช้าใจขั้นตอน และวิธีปฏิบัติจนชัดเจน

    จึงเป็นโอกาสที่วิเศษสุด ที่บรรดาศิษย์ทั้งหลายจะได้ฟังธรรมอบรม แยกแยะตั้งแต่สมาธิขั้นต่ำ ไปหาปัญญาขั้นสูง ทำให้เพลิดเพลินไปกับกระแสรธรรมที่ท่านแสดงออก

     ลูกศิษย์ลูกหาคนใด มีภูมิปฎิบัติอยุ่ในขั้นใด ก็ได้ปัญญาก้าวไป

 

 

 

๔๘. ให้ตั้งใจภาวนา
       อย่าได้ประมาท

     
หลังจากที่หลวงปู่มั่น แสดงธรรมแล้ว บรรดาศิษย์ก็จะกลับไปที่อยู่ของตน โดยไม่โอ้เอ้ชักช้า
      นอกจาก หลวงปู่มั่นแล้ว พระผู้มาใหม่ ยังได้อาจารย์ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ คอยช่วยแนะนำ ชี้ทาง ตักเตือนสั่งสอนและแนะนำกันไป

     ใน บางครั้ง หลวงปู่มั่น จะบอกให้ศิษย์รูปนั้น ไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น รูปนี้ไปอยู่ในสถานที่ เช่นนี้ ซึ่งแต่ละแห่งที่ท่านบอกให้ไปอยู่ ล้วนแต่เป็นที่มีอันตรายอยุ่รอบด้าน เช่นอาจเป็นที่เสือมัน อยู่ เสือมันผ่านไปมา เป็นต้น

     หลวงปู่มั่น จะย้ำต่อศิษย์ผู้ไปอยู่ในที่เช่นนั้นว่า " ให้ตั้งใจภาวนา อย่าได้ประมาท ให้มีสติ อยู่ทุกเมื่อ จงอย่าเห็นแก่การพักผ่อนหลับนอนให้มากนัก"

     หลวงปู่แหวน เล่าให้ศิษย์ฟังว่า การไปภาวนาอยู่ในที่อันตรายเช่นนั้น ทำให้จิตรวมตัวได้เร็ว สติก็ัมั่นคงประจำอิริยาบถ มีสติเป็นเพื่อนในการเคลื่อนไหวไปมา เพราะในที่อันตรายอยู่เฉพาะ หน้า เ่ช่นนั้น สติสัมปชัญญะจะต้องเป็นเพื่อนด้วยเสมอ

     การทำความเพียรก็เอาจริงเอาจัง การพักผ่อนหลับนอนก็น้อย จะมีบ้างก็เพียงเพื่อบำบัดความ อ่อนเพลีย ของธาตุขันธ์

    การ ปราถนาความเพียร เป็นไปติดต่อทั้งกลางวันกลางคืน ไม่กำหนดเวลาเป็นนาที เป็นชั่วโมง ถ้าวันไหนธาตุขันธ์ไม่แปรปรวน จิตสงบดี ก็จะนั่งหรือเดินจงกรมไปตลอดคืน ความอ่อนเพลีย ก็ไม่ปรากฎ

     

 

 

 
 

๔๙. เวลาเจ็บไข้
       ต้องเร่งภาวนา

     
หลวง ปู๋แหวน สุจิณฺโณ เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังว่า ในการอยู่ภาวนา กับพระอาจารย์ใหญ่ ในช่วงนั้น รู้สึกว่า จิตเป็นสมาธิ และก้าวหน้าเป็นอย่างดี ทำให้ท่่านเกิดความมั่นใจ ว่าเริ่มปฎิบัติ ไปในแนวทางที่ท่่านปราถนาแล้ว

     อุปสรรคของการภาวนาที่ สำคัญในตอนนั้น คือเวลาบำเพ็ญภาวนา อยุ่ในป่าในเขาเช่นนั้น พระเณรมักจะเป็นไข้ป่า เป็นแต่ละครั้งก็หลายวัน เพราะไม่มียารักษา เมื่อจับไข้เข้าต้องอาศัย กำลังจิตเป็นเครื่องบรรเทา

     กล่าว คือ เวลาเจ็บไข้ ก็ต้องเร่งภาวนาขึ้นตามกัน พิจารณาจนกว่าไข้จะสร่างหรือหายไป แต่ส่วนมากการเจ็บไข้ จะไม่หายขาด เป็นแต่เว้นระยะการจับไข้ออกไป เช่น สามวันบ้าง ห้าวัน บ้าง แล้วกลับจับไข้อีก เป็นอาการของไข้ป่าชนิดเรื้อรัง

     สำหรับ พระธุดงค์ ผู้มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรม อย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะไม่ท้อแท้ จะยอมตายถวาย ชีวิต ถ้าไข้ไม่หาย ก็ตาย ชาตินี้ไม่สำเร็จ ก็ไปภาวนาต่อในชาติต่อไป

 

 
 

๕๐. การเ็ป็นพระคนละนิกาย

     
ปํญ หาประกานหนึ่ง ที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจนัก ได้แก่การเป็น พระในสังกัดคนละนิกาย เพราะในสมัยนั้น ท่านยังเป็นพระในคณะมหานิกาย ยังไม่ได้เปลี่ยน ญัตติเป็นคณะธรรมยุตติกนิกาย

     เมื่อ ถึงวันอุโบสถ หลวงปุ่แหวน และพระมหานิกายองค์อื่นๆ ไม่สามารถร่วมทำสังฆกรรมฟัง สวดปาฎิโมกข์ได้ ต้องออกไปให้พ้นเขตที่ำกำหนด ต่อเมื่อพิธีเสร็จแล้ว บรรดาศิษย์ที่เป็นพระ มหานิกาย จึงได้รับอนุญาติ ให้เข้ามา บอกปาริสุทธิ์

     ต่อจากนั้น หลวงปู่มั่น จึงแสดงธรรม อบรมอุบายการแก้จิตที่ขัดข้องเวลาภาวนา แนะนำวิธี พิจารณาหรือคำบริกรรมสำหรับผู้เข้ามาปฏิบัติใหม่ แล้วแต่เหตุการณ์

     บรรดา ศิษย์ มหานิกายที่ไปอบรมภาวนาอยู่กับหลวงปู่มั่นในสมัยนั้น มีอยู่หลายรูปด้วยกัน เมื่ออยู่ไปนานพอสมควร และเห็นความไม่สะดวกดังกล่าวมาแล้ว จึงไปกราบเรียนขออนุญาติ ญัตติเป็นพระธรรมยุต บางรูป หลวงปู่มั่น ท่านก็อนุญาติ และบางรูปท่านก็ไม่อนุญาต

     สำหรับพระที่หลวงปุ่มั่น ไม่อนุญาติ ให้เปลี่ยนนิกายนั้น ท่านให้เหตุผลว่า " ถ้าพากันมาญัตติ เป็นพระธรรมยุติเสียหมดแล้ว ในฝ่ายมหานิกาย จะมีใครแนะนำในการปฏิบัติ มรรคผลไม่ได้ขึ้น อยู่กับนิกาย แต่มรรคผล ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ ตามธรรมวินัยทรี่พระพุทธเจ้าได้ทรง แนะนำสั่งสอนไว้แล้ว

     พระองค์สอนให้ละเว้นในสิ่งที่ควรละเว้น เจริญในสิ่งที่ควรเจริญนี่แหละคือทางดำเนินไปสู่ มรรคผล นิพพาน

     บรรดาศิษย์ฝ่ายมหานิกาย ที่หลวงปู่มั่น ท่านไม่อนุญาติให้ญัตตินนั้นต่อมาภายหลัง ศิษย์เหล่า นั้น ก็ได้ไปแนะนำสั่งสอนลูกศิษย์ลุกหาในสายของท่าน จนสามารถขยายวงการปฎิบัติออกไปได้ อย่างกว้างขวาง มีลูกศิษย์ลุูกหาสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

     ศิษย์มหานิ กายรุ่นแรกได้แก่ พระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล วัดป่าบ้านคุ้ม ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๙ สิริรวม อายุได้ ๖๘ ปี พรรษา ๔๒ หลวงปู่ชา สุำภทฺโท ได้กล่าวว่า " พระอาจารย์ทองรัตน์ เป็นผู้อยู่อย่าง ผ่องแผ้ว จนกระทั่งวาระสุดท้าย เมื่อท่านมรณภาพ ท่านมีสมบัติในย่าม คือ มีดโกนเพียงเล่มเดียวเท่า่นั้น"

     หลวงปุ่ชา สภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็นศิษย์ มหานิกาย ที่มีชื่อเสียงอีกองค์ในรุ่นรองลงมา

     และต่อมาภายหลัง เมื่อหลวงปู่มั่น ไปพำนักในภาคเหนือ ศิษย์มหานิกาย ของท่านที่มีชื่อเสียง ก็ได้แก่ หลวงปุ่คำแสน คณาลงฺกโร วัดดอนมูล (สันโค้งใหม่) อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และ หลวงปู่คำปัน สภทฺโท วัดสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

 

 
 

๕๑. คำแนะนำและอุบาย
      แก้ไขจิตจากครูอาจารย์

      
หลวง ปุ่แหวน สุจิณฺโร เล่าถึงว่า การออกปฏิบัติในสมัยแรกๆ ที่ยังไม่รู้จักภาวนานั้น เวลาอยุ่ ในป่า โดยเฉพาะในเวลากลางคืน มสักจะเกิดความระแวงไปในเรื่องทีไร้สาระต่างๆ ตามแต่จิตมัน จะปรุงขึ้นมา

      ส่วน มากมันจะเป็นเรื่องหลอกตัวเองทั้งสิ้น ตามความเคยชินของจิตที่เคยเป็นอิสระมาตลอด โดยไม่มีขอบเขต ไม่ม่เครื่องกั้น ไม่มีสิ่งควบคุม
 
      หลวงปู่ เล่าต่อไปว่า " ครั้นมาปฏิบัติเข้าในระยะแรก ก็รู้สึกดื่มด่ำดี แต่พอเอาเข้าจริงๆ จิต กลับฟุ้ง ปรุงไปเป็นอดีตอนาคต ไม่ได้คิดพิจารณา ในเรื่องปัจจุบันนัก"

     หลวง ปู่บอกว่า การอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ จึงให้ประโยชน์อย่างมากที่สุด เพราะครูอาจารย์ คอยให้คำแนะนำแก้ไขพร้อมทั้งอุบายในการแก้จิตในเวลาฟุ้งซ่าน อุบายการข่มจิต ในเวลาเกิด ความทะนงตน

     ประกอบกับการได้ รับคำสั่งให้ไปอยู่ในที่ต่างๆ ที่แวดล้อมไปด้วยอันตราย ทำให้ได้อาศัย อาจารย์เสือบ้าง อาจารย์ช้างบ้างเป็นผู้ข่มขู่จิต

     นอกจากนี้การเีร่งประกอบความเพียร ให้เป็นไปอย่างติดต่อไม่ขาดวรรคตอน ทั้งกลางวันและ กลางคืน
     จิตก็ค่อยรวมตัวอยู่ในความควบคุมของสติ รวมตัวเช้าสู่สมาธิ ความเยือกเย็นในด้านจิตใจ เริ่มปรากฎผลให้ประจักษ์

     ทำให้เกิดความมั่นใจในข้อปฎิบัติของตน ที่ได้ดำเนินมาว่าไม่ผิดทาง

     หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เล่าถึงความรู้สึกในจิตจากการปฏิบัติภาวนาในช่วงแรกนี้ว่า
     เมื่อเกิดความสงบ ตัวของจิตเริ่มปรากฎเป็นผลของการปฎิบัติความเพียร ที่เีคยฝักทำมาโดย ตลอด

     พอจิตสงบลง ความเพียรก็เร่งขึ้นตามส่วน เป็นเครื่องบำรุงส่งเสริมสมาธิปัญญา ไปในขณะ เดียวกัน

     เมื่อ ศรัทธามีกำลัง วิริยะมีกำลัง สติมีกำลัง สมาธิมีกำลัง ปัญญามีกำลัง ต่างก็ส่งเสริมซึ่งกันและ กัน ตั้งแต่สมาธิขั้นต่ำ ไปถึงปัญญาขั้นสูง

     ความสุขทางด้านจิตใจ เริ่มปรากฎเป็นผลให้ชื่นชม ไม่เสียแรง ที่ได้พยายาม ตั้งใจปฎิบัติมา

 

 

 

๕๒. สติสัมปชัญญะ
      ต้องตื่นอยู่เสมอ

      
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เล่าถึงการปฎิบัติทางจิตว่า เป็นของที่ละเอียดอ่อนมาก สติสัมปชัญญะ ต้องตื่นอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นจะตามไม่ทันจิต

      จิตเป็นธรรมชาติชอบคิด ชอบปรุง ชอบแส่ส่ายไปหาอารมณ์จากที่ไกล้ที่ไกล ไม่มีขอบเขต

     ถ้าอยู่ในที่ชุมชน อารมณ์ที่เช้ามานั้น ส่วนมากจะเช้ามาทางตาบ้าง ทางหูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง

      การต้อนรับอารมณ์ของจิต มักจะนำมาแบกมาหาม มาทับ มาถมดัวยตัวเอง
      การที่จะสลัดตัดวางนั้นไม่ค่อยปรากฎ
      เพราะเหตุนั้น จึงทำให้เราเป็นทุกข์ไปกับอารมณ์นั้นๆ เป็นสุขไปกับอารมณ์นั้นๆ เป็นความ เพลิดเพลินไปกับอารมณ์นั้นๆ

     ทั้งนี้เพราะขาดการพิจารณาของจิตนั่นเอง

     จิต ที่ไม่มีสติเป็นพี่เลี้ยงคอยควบคุมคอยแนะนำ มักจะไปแบกไปหาบ ไปหาม เอาทุกสิ่ง ทุกอย่างมาทับถมตนเอง ให้เกิดทุกข์ ถึงกับบางคนตีอก ชกตน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่ารื่นรมย์ กลายเป็นพิษเป็นภัยไปก็มาก

     ส่วน อารมณ์ของนักปฏิบัติผู้อยู่ในป่านั้น มักเกิดขึ้นกับจิตที่ชอบปรุงแต่งเป็นอดีต เป็นอนาคต ซึ่งอารมณ์ประเภทนี้ ทำลายนักปฏิบัติมามากต่อมากแล้ว เพราะไม่รู้ ู่้เท่าทันกลมายาของจิต เหตุ เพราะขาดสติปัญญานั่นเอง

     ดังนั้น การปฏิบตจิตภาวนา จำเป็นต้องตื่นอยุ่เสมอ อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่่านเข้าออกตามทวารต่างๆ นั้น ต้องได้รับการใคร่ควรญพิจารณา จากสติ สัมปชัญญะ เสียก่อนทุกครั้ง

 

 
 

๕๓. การพิจารณาปัจจัย ๔
      ก่อนบริโภคใช้สอย

     
นอก จาการเป็นผู้มีสติประจำอิริยาบถ ตามที่กล่าวมาแล้ว หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้บอกว่า การบริโภคปัจจัย ๔ ก็ต้องพิจารณาโอยอุุบายทุกครั้ง

      หลวงปู่ให้คำอธิบายเรื่องนี้ว่า :-
      การพิจารณาปัจจัย ๔ ก่อนการบริโภคใช้สอยนั้นเป็นอุบายข่มความทะเยอทะยาน อยากของ จิตได้ดี บางครั้งก็เกิดความแยบคาย เป็นอุบายของปัญญาได้

     ดัง นั้น การภาวนาก็คือการสติสัมปชัญญะ คอยตักเตือนตนเองอยู่เสมอ ไม่ให้เกิดความ ประมาท ความมัวเมา มีอินทรีย์สังวร ละเว้นบาปอกุศล แม้เพียงเล็กน้อย

     จำต้องอาศัยความหมั่น ความพยายามทางกาย ทางวาจา ทางใจของตน
     จึงจะรักษาตนให้อยู่รอดปลอดภัย ในธรรมของพระพุทธเจ้าได้

     ต้องกระทำให้มาก เจริญให้มาก ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกัน ไม่ขาด วรรคขาดตอน

 

 

 

๕๔. การแยกย้ายกัน
      ไปบำเพ็ญภาวนา

      
เมื่อลูกศิษย์ลูกหาได้รับอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่น แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันออกไปบำเพ็ญ เพียรดูจิตใจของตนเอง

       หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า :-
       เมื่อได้รับอุบายจากครูอาจารย์แนะนำแล้ว ก็แยกย้ายกันไปทำความเพียร เลือกหาที่เหมาะ แก่จริตนิสัยของตน
       บางท่านที่เด็ดเดี่ยวก็มักจะไปเพียงองค์เดียว ที่ยังไม่มีความกล้าพอก็มักไปกัน ๒ องค์บ้าง ๓ องค์บ้าง

     สถานที่ไป ส่วนมกมักเป็นป่าช้า ป่าชัฎ ซึ่งมีถ้ำมีหน้าผาพอเป็นที่อยู่อาศัยหลบฝนหลบแดด หลบลม ในคราวจำเป็น

     ในระยะแรก จะไปอยู่ไม่ไกลจากครูอาจารย์นัก ประมาณว่าพอเดินมาฟังธรรม มาทำอุโบสถ ในวันอุโบสถ

     เว้น เสียแต่มีอาจารย์ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นพี่ควบคุมไปนั่นแหละจึงไปได้ไกล เวลาติดขัดด้านการ ภาวนา ก็ต้องอาศัยอาจารย์ผู้ควบคุมนั่นแหละเป็นผู้แนะนำ
     แต่ถึงอย่างนั้น นานๆครั้ง ถ้าเป็นไปได้ตส้องพยายามหาโอกาส ไปฟังธรรมจาก หลวงปู่มั่น อยู่เสมอ

     การจำพรรษาร่วมกันกับหลวงปู่มั่น ก็นานๆจึงจะได้จำร่วมกับท่านครั้งหนึ่ง
     ส่วนมาก บรรดาพระที่เป็นลูกศิษย์ลูกหา มักจะแยกกันอยู่เพราะการอยู่ร่วมกันมากๆ มักจะ เป็นภาระเคร่องกังวล หรือไม่ ก็ความวุ่นวาย

 

 
 

๕๕. จาริกไปฝั่งซ้าย
       แม่น้ำโขง

      
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโร กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้ร่วมกันจาริกธุดงค์ไปฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทางฝั่งของประเทศลาว
      หลวงปู่ทั้งสองเริ่มเดินทางไปทางอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย แล้วข้ามแม่น้ำโขงขึ้นไปฝั่งลาว แล้วเดินข้ามป่าข้ามเขาไปเรื่อยๆ เมื่อถึงตอนเย็นก็ปักกลด ค้างคืนตามที่ ที่เห็นว่าเหมาะสม

     ทาง ฝั่งลาวในสมัยนั้น ป่าส่วนมากเป็นป่าดงดิบ ต้นไม้ใหญ่ลำต้นสูง แต่ข้างล่้างโปร่ง เดินได้ สะดวก ถ้าหมดป่าสูง บางแห่งก็เป็นป่ารกชัฎ ซึ่งต้องเดินมุดไปตามเส้นทางช้าง เพราะช้างป่าจะมี ทางเดินประจำของพวกมัน ช้างป่าแต่ละโขลง มีจำนวนหลายสิบเชือก ทางเดินของมันจึงเตียน ราบพอที่จะให้พระธุดงค์ ได้อาศัยเดินทางไปได้

     หลวงปู่ แหวน กับหลวงปู่ตื้อ เดินไปได้สามวัน จึงข้ามแม่น้ำกง แม่น้ำนี้ บางแห่งไหลผ่านที่ ราบ ชาวบ้านใช้เป็นที่เพาะปลูก และทำไร่ทำนา
     เมื่อถึงเวลาค่ำ หลวงปู่ก็ปักกลด พักในป่าที่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านนัก พออาศัยบิณฑบาตใน ตอนเช้าได้

     วันหนึ่ง หลวงปู่ทั้งสององค์ เดินไปพบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตอนตะวันจวนจะหมดแสงอยู่แล้ว จึงจัดการหาที่พัก ปักกลดเพื่อค้างคืน
     พอกางกลดเสร็จ นั่งพักไม่ทันหายเหนื่อย ก็เห้นพวกชาวบ้านเป็นหญิงล้วน เดินมาเป็นแถว สิบกว่าคน แต่ละคนมีขันข้าว กระติ๊บข้าว แสดงท่าทางจะเอามาถวายพระ

     เมื่อมาถึงก็วางขัน วางกระติ๊บข้าวลงตรงหน้าพระ แล้วต่างก็พูดว่า " งอจ้าวเหนียว งอจ้าวเหนียว "
       พอจะเข้าใจเจตนาของพวกเขา ว่าเอาข้าวมาถวาย แต่นอกจากนั้นไม่ทราบว่า พวกเธอพูดว่า อะไร
      หลวงปู่แสดงท่าทางให้รู้ว่า ไม่รู้คำกัน ให้ไปบอกพวกผู้ชายมาพูดกัน
      พวกหล่อนเช้าใจ จึงพากันกลับ

     สัก ครู่ก็มีพวกผู้ชาย มากันหลายคน พวกเขาพูดว่า " นิมนต์เจ้าบุ๊น ฉันข้าวก่อน ท่านเดินทาง มาไกล คงหิว นิมนต์ฉันให้อิ่มเสียก่อน"
      หลวงปู่บอกพวกเขาว่า " ไม่เป็นไรหรอก เอาข้าวกลับไปก่อน ขอเฉพาะน้ำร้อนก็พอ พรุ่งนี้ เช้าค่อยเอาข้าวมาใหม่"

     หลวงปู่บอกว่า พวกเขาเช้าใจ และทำตามคำที่เราบอก ชาวบ้านเหล่้านี้ ไม่รู้ว่าเป็นเผ่าไหน เวลาพูดกันเราฟังภาษาเขาไม่รู้เรื่อง
     ที่พวกผู้ชายพูดกับพวกเราพอเข้าใจ เพราะพวกผู้ชายเป็นพวกที่มีการสังคม ติดต่อกับคน ภายนอกหลายเผ่า หลายภาษา ส่วนพวกผู้หญิงจะอยู่เฉพาะในหมู่บ้าน จึงพูดได้เฉพาะภาษาของ ตนเอง"

 

 

 

๕๖.ทำการบิณฑบาต
     แบบโบราณ

      
พอรุ่งเช้า หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ก็เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน
       หลวงปู่เล่าว่า การไปบิณฑบาตกับพวกชาวบ้านป่าเช่นนั้น ต้องทำการบิณฑบาตแบบโบราณ คือ ไปยืนอยู่หน้าบ้าน ทำเป็นไอ กระแอม เพื่อให้เจ้าของบ้านได้ยินเสียง แล้วจะโผล่หน้าออกมาดู ถ้าเขารู้ก็จะพากันเอาข้าวมาใส่บาตร ก็ต้องทำท่่าทางบอกให้พวกเขารู้

     เมื่อ หลวงปู่ทั้งสองฉันเสร็จ ก็ออกเดินทางต่อไป ถึงตอนเย็นก็ไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งพอดี ที่นี่มีวัดประจำหมู่บ้าน แต่ไม่มีพระ มีเณรอยู่เพียงรูปเดียว
     เณรแสดงความดีใจ ให้การต้อนรับอย่างกระตือรือล้น จัดน้ำใช้ น้ำฉันมาถวาย เตรียมที่นอน ให้ และนิมนต์ให้พักอยู่ด้วย
     เห็นเณรมีอัธยาศัยดี ทั้งสององค์จึงตกลงพักที่วัดนั้นตามคำนินมนต์ของเณร

     เมื่อ จัดการต้อนรับเรียบร้อยแล้ว เณรหายไปทางหลังกุฏิ แ้ล้วได้ยินเสียงไก่ร้อง ตีปีกดังพับๆ แล้วเงียบหายไป อีกสักพักก็ได้กลิ่นไก่ย่างโชยมา

     หลวง ปู่ บอกว่า ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เณรหายไปร่วมชั่วโมง ก็กลับมาพร้อมกับถาดมีข้าว เหนียวควันกรุ่นๆ กับไก่ย่างร้อนๆ ดูยั่วน้ำลายน่ากิน มาวางลงตรงหน้า

     เณรยกถาดอาหารเข้า ประเคน พร้อมกับพูดว่า " นิมนต์ครูบา ฉันข้าวก่อน เดินทางมาเหนื่อย วันนี้ผมย่างไก่มาอย่างดี นิมนต์ฉันให้อิ่ม"

     หลวงปู่ จึงบอกเณรว่า " ไม่ต้องห่วงหรอกเณร เอากลับไปเถอะ วันนี้หมดเวลาฉันแล้ว ตอน เย็นฉันน้ำร้อนก็พอแล้ว"

     เณรก็มายกถาดอาหารกลับไป หลวงปุ่เล่าอย่างยิ้มๆว่า " เณรแก จะเอาไปบังสุกุลหรืออย่างไร กัไม่ได้สนใจ"

     รุ่งขึ้นเช้า เมื่อฉันแล้ว ก็ลาเณร ออกเดินทางกันต่อไป

 

 

 

๕๗. มุ่งตรงไป
       เมืองหลวงพระบาง

     
หลวง ปู่บอกว่า ภูมิประเทศทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแขตของประเทศลาวนั้น เป็นที่ ร่มรื่น มีป่าและภูเขามาก สัตว์ป่ามีชุกชุม พวกมันไม่กลัวคน เวลาหลวงปู่เดินทางผ่านไป พวกมันต่างก็ หากินตามปกติ เหมือนไม่มีใครแปลกปลอมผ่านมา พวกมันไม่เห็นตกอกตกใจ หรือแสดงท่า ระแวดระวังภัยแต่อย่างใด
     เวลาเช้า จะได้ยินเสียงพวกลิง ค่าง ชะนี ร้องเสียงระงมอยู่ทั่วไป

     หลวง ปุ่เิดินทางขึ้นไปทางเหนือของประเทศ เมืองต่างๆบนเส้นทางนั้น ล้วนแต่เป็นเมืองเล็ก เมืองน้อยทั้งสิ้น มีเมืองหลวงพระบาง เท่านั้น ที่เป็นเมืองใหญ่

     หลวงปู่ทั้งสอง ตกลงใจจะเข้าไปเมืองหลวงพระบางเสียก่อน เพราะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ต่อ จากนั้น จึงค่อยเดินทางต่อไป สิบสองปันนา สิบสองจุไท

     เมื่อถึงหลวงพระบาง หลวงปุ่ไปพักที่วัดใต้ หนึ่งในสามวัดในเมือง
     ในเมืองหลวงพระบางมีวัด ๓ วัด คือวัดเหนือ วัดพระบาง และวัดใต้

      วัดพระบางเป็นวัดสำคัญ และเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่ประดิษฐานของพระบาง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประจำเมือง
      ในเมืองมีผู้คนไม่มากนัก เมืองอยู่ในหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ มีที่ราบพอได้อาศัยปลูกข้าวและ ทำการเกษตร พอเลี้ยงพลเมืองได้

     ประชาชน ทั่วไปมีอัธยาศัยดี ไม่มีโจรผู้ร้าย ประชาชนมีใจบุญสุนทาน และดูเคร่งครัดต่อ ศาสนาพอสมควร ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาและหาของป่า การค้าขายก็พอมีบ้างไม่มากนัก

     การเพาะปลูกพืชผลอย่างอื่น พอมีบ้าง แต่ไม่มาก เพราะมีพื้นที่ราบจำกัด ภูมิประเทศถูกล้อม รอบด้วยภูเขา

 

 


หลวงปู่เมธาวัฒน์, หลวงปู่ขาวและพระ
ธรรมบัณฑิต

๕๘. เดินทางต่อไม่ได้
       ต้องกลับประเทศไทย

      
หลวง ปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ พักอยู่ในเมืองหลวงพระบาง พอสมควรแล้ว ก็ออกเดินธุดงค์ ต่อไปทางสิบสองปันนา สิบสองจุไท แต่ไปพบด่านทหารฝรั่งเศส
       พวกทหารฝรั่งเศส ถามหลวงปู่ทั้งสอง ว่า จะไปไหนและมาจากไหน

      หลวงปู่ บอกเขาว่า จะไปสิบสองปันนา สิบสองจุไท และเดินทางมจาประเทศสยาม
      พอรู้ว่ามาจากประเทศสยาม จึงไม่ให้ท่านเดินทางต่อไป ท่านจึงต้องเดินทางกลับลงมาที่เมือง หลวงพระบาง อีกครั้ง

      พัก อยู่หลวงพระบาง สองสามวัน ท่านจึงตกลงกันเดินทางกลับเืมืองไทย โดยเดินทางลัดป่า เขามาตามทางเดิม ผ่านเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองเลน เมืองโป เมืองแมด เมืองกาสี

     ในระหว่างนั้น มีข่่าวว่า เจ้ามหาชีวิตของลาวจะเสด็จๆ ไปยังเมืองเวียงจันทน์ ทางการจึงได้ เกณฑ์ราษฎรมาแผ้วถางทางผ่านเมืองต่างๆดังกล่าว การเดินทางกลับของหลวงปู่ จึงได้อาศัยเส้น ทางนี้เดินทางไปยังเวียงจันทน์

     เมื่อถึงเวียงจันทน์ หลวงปู่เดินเลียบฝั่งโขงล่องลงมา และขึ้นฝั่งไทยตรงอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย

     การจาริกไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ของหลวงปู่ทั้งสององค์ในคราวนั้น ใช้เวลาเดินทางทั้งไป และกลับ เป้นเวลาทั้งสิน ๑๔ วัน

 

 
 

๕๙. ภาวนาแถวอำเภอท่าลี่
       จังหวัดเลย

     
เมื่อ หลวงปุ่แหวนกับหลวงปู่ตื้อ กลับเข้าประเทศไทยทางอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย แล้ว ท่าน ไม่ได้กลับไปวัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง วัดบ้านเกิดของหลวงปู่แหวน แต่ได้พักภาวนาอยู่ตามป่าเขา แถวอำเภอท่าลี่นั่นเอง

      นอกจากการบำเพ็ญภาวนาแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายที่เหนื่อยเพลีย จากการเดินทาง จาริกไปทางฝั่งลาว

     เขตอำเภอท่าลี่ มีป่าและภูเขามาก นับเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีภูมิประเทศเหมาะแก่การบำเพ๊ญ ภาวนา
     แม้แต่ในปัจจุบัน ผู้เขียน ( ปฐม นิคมานนท์) เคยตระเวณไปในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดเลย ภูิมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาที่สลับซับซ้อน ป่าไม้ยังมีมาก แม่น้ำลำธารมีหลายสาย แถมยังมีความ วิเวกห่างไกลผู้คน นอกจากเหมาะสำหรับไปท่่องเที่ยวพักผ่อนแล้ว ยังน่าไปบำเพ็ญภาวนาเป็น อย่างยิ่ง

     เมื่อ หลวงปุ่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ แสวงวิเวกบริเวณป่าเขาอำเภอท่าลี่พอสมควร ร่างกายหาย จากการอ่อนเพลียแล้ว ท่านก็ตกลงกันว่า จะแสวงความวิเวก ไปทางภาคเหนือต่อไป

     ทางภาคเหนือ เป็นสถานที่ที่ทั้งสององค์ยังไม่เคยไปมาก่อน จึงตกลงเดินทางมุ่งสู่ภาคเหนือ ทันที

 

 

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

๖๐. จาริกไปภาคเหนือ

      ในบันทึกการเดินทางของหลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ในการจาริกจากอำเภอท่าลี่ จังหวัด เลย ไปยังภาคเหนือมีดังต่อไปนี้ :-

      สมัยก่อน จะไปไหน พาหนะที่ดีที่สุดคือขาสองขา ของเรานี้เอง เดินไปค่ำไหนนอนที่นั่น ไม่ ต้องเป็นห่วงเด็กเล็กที่เป็นลูกศิษย์ เพราะไม่จำเป็นต้องมี ที่ไหนไม่เหมาะก็พักคืนเดียว

     ใน ครั้งนั้น เดินออกจากอำเภอท่าลี่ มาอำเภอด่านซ้าย (จังหวัดเลย) จากด่านซ้าย ก็เดินเข้าป่า ข้ามเขาไปอำเภอน้ำปาด (จังหวัดอุตรดิษถ์) โดยผ่านเขตอำเภอนครไทย(จังหวัดพิษณุโลก) ซึ่ง มีภูมิประเทศเป็นป่า เขาเกือบทั้งสิ้น

     การเดินทางก็เดินได้เฉพาะกลางวันเท่า นั้น เย็นลงต้องหาที่พักเพราะสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ ชุกชุม ประชาชนกลัวกันมาก ไม่กล้าเดินคนเดียว แม้สองสามคนก็ไม่กล้าเดิน เพราะกลัวพวก สัตว์ร้ายเหล่านั้น
     บางแห่งเขาจะสร้างที่พักไว้กลางทาง สำหรับผู้เดินทางจะได้พักอาศัย หลับนอนในเวลา กลางคือน

     หลังจากนั้น เดินทางไปอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วตัดไปอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

     พื้นที่ ดังกล่าวแล้วนี้ เป็นป่าเป็นเขาเป็นส่วนมาก มีหมู่บ้านเป็นแห่งๆ ตามที่ราบเชิงเขา บางแห่งก็มีหมู่บ้านชาวเขาตั้้งอุยู่พอได้อาศัยบิณฑบาต

     จากจังหวัดน่าน เดินทางวกลงมาทางอำเภอสอง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

 

  

 

๖๑. ขอบิณฑบาตข้าว
      จากชาวเขาเผ่าเย้า

      
บัันทักการเดินทางของหลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อมีต่อไปว่า ๆ :-
        วันหนึ่ง ขณเดินทางมาด้วยความอ่อนเพลีย กลางป่าเขา เพราะยังไม่ได้ฉันข้าว ขณะเดิน ทางมานั้นเผอิญไปพบหมู่บ้านชาวเย้า เข้าแ่ห่งหนึ่ง จึงเข้าไปบิณฑบาต

      เดินไปไม่พบใครเลย เนื่องจากออกไปทำไร่หมด จวนจะเป็นบ้านสุดท้ายอยู่แล้ว
      พอดีมีชายคนหนึ่ง โผล่ออกมาจากบ้าน จึงพูดกับเขาว่า
      " สหาย เรายังไม่ได้กินข้าว ขอข้าวเรากินบ้าง "

      เย้าคนนั้นตอบว่า :-
      " ข้าวเฮามีน้อย เฮบ่หื้อ เฮาเอาไว้กิ๋น เอาไว้ขาย ข้าวสุกเฮาก็มี เฮาบ่หื้อ เฮาเอาไว้กิ๋น ข้าว สารเฮาก็มี เฮาเอาไว้ขาย เฮาบ่หื้อ "
       เขาพูดออกมาจากใจจริงของเขา ตรงๆ ตามภาษาซื่อๆของเขา พวกเหล่านี้ไม่มีมายาสาไถย อะไร พวกเขามีความในใจอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น เขาไม่คิดว่า มันจะไปกระทบใจใคร หรือ จะไปทำความไม่พอใจให้ใคร แม้จะไปทำความผิดหวังให้ใครเขาก็ไม่คิด เพราะความซื่อของเขา

      เย้าคนนั้น นอกจากแกจะพูดว่า " เฮาบ่หื้อ " แล้ว ตาของแกยังจ้องมองไปที่บาตรของพระ ที่ยังว่างเปล่านั้นอีก แล้วแกก็พูดขึ้นว่า
      " หม้อนั้น ขายฮื้อเฮา เฮาเอาไว้ต้มข้าว"

     เมื่อถูกชายชาวเย้า พูดขอซื้อบาตรเช่นนั้น ทำให้เกือบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ทำเอาลืมหิวข้าว ไปชัวขณะหนึ่ง จึงบอกกับแกว่า
      " ไม่ได้ เราขายให้ไม่ได้ เมื่อไปถึงบ้านถึงเมืองเรา ใช้บาตรใบนี้แหละไส่ข้าว"

 

 
 

๖๒. พบหญิงเย้าใจอารี

     
เมื่อ หลวงปู่ เห็นว่าการบิณฑบาตครั้งนั้นไม่มีหวังแล้ว จึงเดินทางต่อไป ระหว่างทางได้พบ หญิงชาวเย้าผู้หนึ่ง จึงออกปากขอบิณฑบาตข้าวอีก คราวนี้ไม่ต้องบิณฑบาต แต่พูดขอเอาที่เดียว ว่า " สหาย เต็มที่แล้ว เรายังไม่กินข้าว เอาข้าวให้เรากินบ้าง"

      หญิงชาวเย้า ตอบว่า " คอยเฮากำเน้อ" แล้วรีบเดินทางเข้าไปในบ้านครู่หนึ่ง เดินถือขันข้าว ออกมา พร้อมกับพูดว่า " ข้าวมีม๊อกอี๋ " แล้วก็เทข้าวใส่ในบาตะจนหมดขัน
      เมื่อได้ข้าวจากหญิงที่มีใจอารีแล้ว จึงหาที่เหมาะเพื่อฉันข้าวต่อไป การฉันข้าววันนั้น ก็ไม่มี พิธีรีตองอะไร เพียงเอาน้ำเทใส่ข้าว แล้วก็ฉันเท่านั้น เพราะไม่มีกับอย่างอื่น

     ข้าว สารชาวเขานั้นเป็นข้าวไร่ เขามีวิธีหุงพิเศษ เมื่อหุงสุกแล้วมีกลิ่นหอม รสหวาน นิ่มดี แม้พวกขาวเขาเอง เวลากินข้าว ก็ไม่มีอะไรมาก มีพริกมีเกลือ ก็กินกับพริก กับเกลือไป ถ้าไม่มี ก็กินกับน้ำ

      ถ้าวันไหนได้เนื้อมา ก็เอามาย่างไฟแล้วกินกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย จะต้มจะแกงเหมือนพวก เรานั้นทำไม่เป็น

      พวกนี้อยู่ง่าย กินง่าย ตามเผ่าของพวกเขา เผ่าไหนสูบฝิ่นหลังอาหารก็มีการสูบฝิ่น แถมนอน สูบกันอย่างสบายอารมณ์

 

 
 

๖๓. พบพระชาวเหนือ
      ผู้มีเมตตาจิต

      
หลังจากฉันข้าวที่หญิงชาวเ้ย้าถวายแล้่ว หลวงปุ่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ ก็ออกเดินทางต่อไป บันทึกกล่าวต่อไปว่า

      เมื่อ ฉันเสร็จแล้ว จึงออกเดินทาง จากหมู่บ้านชาวเย้า มาถึงพื้นที่ราบ เป็นหมู่บ้านของคนเมือง เดินไปพบกับพระองค์หนึ่ง ถามถึงทางที่จะไปข้างหน้า ว่ายังอีกไกลเท่าไร
      ท่านตอบว่า " ผากข้าวตอน"
      ก็ไม่เข้าใจภาษาของท่าน แต่เพราะความมีเมตตาจิตของท่าน ท่า่นจึงชวนพักอยุ่กับท่า่นก่อน เมื่อหายเหนื่อยแล้ว ค่อยออกเดินทางต่อไป

      พระ ท่านพูดว่า " นิมนต์พักอยู่กับผมก่อน ผมจะไม่ให้เดือดร้อนอันใด ข้าวน้ำโภชนาหารก็ดี เสนาสนะที่นั่งอันใดก็ดี ผมจะจัดการทั้งหมด เป็นธุระของผมเอง"

      พระท่านยังบอกอีกว่า " ผมเคยไปเที่ยวทางใต้มา เขาต้อนรับผมอย่างดี ตอนนั้นผมยังไม่รู้จัก ธรรมเนียม แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้แล้ว นิมนต์พักให้สบายก่อน มีกำลังแล้วค่อยเดินทางต่อไป"
  
      หลวงปู่ทั้งสองจึงตกลงพักฉลองศรัทธา ความปราถนาดีของพระองค์นั้น ๓ วัน

 

 
 

๖๔. แยกทางกับหลวงปุ่ตื้อ

      
บัึนทึกการเดินทางของหลวงปู่ทั้งสององค์ มีต่อไป ดังนี้

       เมื่อพักมีกำลังแล้ว อำลาท่านผู้มีใจอารีเดินทางต่อไป
       รุ่งเช้า พอฉันเสร็จ จึงออกเดินทาง เวลาประมาณ เพล จึงถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ที่ต้องการ ไป จึงรู้เอาคำว่า "ผากข้าวตอน" ก็คือระยะทางเดิน ไปกินข้าวกลางวันข้างหน้าทัน"
       เพราะระยะทางจากวัดที่พัก ถึงหมู่บ้านนี้ เดินไปกินข้าวข้างหน้าได้

      เดิน ทางมาถึงแพร่ พักอยู่ ๒ วัน จึงเดินทางต่อไปอำเภอสูงเม่น อำเภอเด่นชัย บ้านปิ่น แล้ว เดินทางตามทางรถไฟไปอีก ๔ วัน หลังจากนั้น ต้องเดินทางข้ามเขาไปอีก
       ขณะเดินทางข้ามเขาไปนั้น ระหว่างทางพบกับพวกจีนฮ่อ และได้เดินทางต่อไปจนถึงลำปาง จึงแยกกันกับหลวงปุ่ตื้อ

     หลังจากนั้น หลวงปู่แหวน จึงเดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่เพียงองค์เดียว

     ทางด้านหลวงปู่ตื้อ ท่านแยกไปทางอำเภอเถิน หลังจากนั้น จึุงไปพบกัน เพื่อกราบหลวงปู่มั่น ที่วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่

      หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ได้แปรญิตติ เป็นพระธรรมยุต ณ ว้ดเจดีย์ หลวง นั้นในเวลา ต่อมา

 

 
 

๖๕. บำเพ็ญภาวนา
      ที่ภูเขาควาย ฝั่งประเทศลาว

      
ใน บันทึกการท่องธุดงค์ของหลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ไม่ได้ระบุวันเดือนปี ของการเดินทาง รวมทั้งไม่ได้บอกด้วยว่าหลวงปู่ท่านไปองค์เดียว หรือมีพระองค์อื่นไปด้วย

      จากคำบอกเล่้าของครูบาอาจารย์ บอกว่า ส่วนใหญ่ หลวงปุ่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ ท่านจะไป ด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเกาะติดไปด้วยกันตลอด บางช่วงท่านก็แยกกัน บางช่วงก้พัก ด้วยกัน หรือหลายๆ วันจึงจะพบกันทีหนึ่ง แต่จะไปในแถบถิ่นเดียวกัน นัดพบกันเป็นที่ทีไป

     ในบันทึกส่วนการเดินทางของ หลวงปุ่แหวน มีดังนี้
     หลังจากเลิกเรียนด้านปริยัติที่อุบลๆ แล้วออกปฏิบัติกรรมฐาน จาริก ไปฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ครั้งที่ ๒
     ไปคราวนี้ ออกจากประเทศไทยข้ามโขงไป ผ่านเมืองเวียงจันทน์ ตัดเข้าดงอีกแห่งหนึ่ง เรียก ว่าดงเมือง
      พ้นจากดงเมือง ข้ามแม่น้ำงึมไป ไปสู่ดงดิบของภูเขาควาย
      ป่าบริเวณนั้นเป็นป่าดงดิบ มีถ้ำมีเหวอยุ่ทั่วไป บนหลังเขามีลานหินกว้าง ซึ่งถือกันในหมุ่นัก ปฎิบัติว่า ภูเขาควายเป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับนักปฏิบัติธรรม ที่ต้องการสถานที่ สงบสงัดปราศ จากการพลุกพล่าน วิเวกวังเวง ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด

      ดังนั้น การบำเพ็ญภาวนาอยู่แถวภูเขาควาย เวลาทำความเพียร จิตจึงสงบง่าย
      เมื่อภาวนาอยู่ไปหลายวัน จิตคุ้นกับสถานที่แล้ว ก็ย้ายไปแห่งใหม่ต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการ ปลุกจิต ปลุกประสาท ปลุกสติ ให้ตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นมักเกิดความประมาท

      เมื่อ คุ้นเคยกับสถานที่แล้ววทำความเพียรไม่ดีเท่าเที่ควร การเปลี่ยนสถานที่แต่ละแห่ง สิ่ง แวดล้อมไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิดความระมัดระวัง เป็นการสร้างสติสัมปชัญญะ เร่งความเพียร ไปในตัว
       ดังนั้นผู้ปฎิบัติต้องรู้จักสังเกตุความเปลี่่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อม เลือกหาสถานที่ ที่มีเครื่อง เตือนสติอยู่เป็นประจำ

      ด้วย เหตุนี้เอง หลวงปู่มั่น ท่่านจึงบอกศิษย์ให้อยู่ในที่ที่มีมันตราย เพื่อจะได้ไม่ประมาท ในการ ทำความเพียร ต้องมีสติอยุ่เสมอ การไปอยู่ในที่ที่อันตราย ความเป็นความตาย จึงฝากไว้กับสติ

     
 

 
 

๖๖. ชาวบ้านชอบใส่บาตร
      ข้าวกับน้ำำตาล

      
พอออกจากภูเขาควายแล้ว วันหนึ่ง หลวงปู่แหวน ได้ไปพักที่ หมู่บ้านนาสอง เป็นหมู่บ้าน ที่ใหญ่พอควร
       หลวงปู่ เล่าว่า พวกชาวบ้านถิ่นนั้นมีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เวลาเห็นพระไปบิณฑบาต พวก เขาจะป่าวร้องกันมาใส่บาตรว่า " มาเน้อ มาใส่บาตร ญาธรรมมาแล้ว หาน้ำอ้อยน้ำตาลมาใส่บาตร ญาธรรมท่านชอบของหวาน"

      เมื่อได้ยินคนป่าวร้องประกาศเช่นนั้น ต่างก็เอาของมาใส่บาตรจนเต็ม
      หลวงปู่ว่า " พวกนี้เหมือนกับพวกไทยใหญ่ ถ้าเห็นพระไปบิณฑบาต เขาก็จะใส่บาตรด้วย น้ำอ้อย น้ำตาล กั่บข้าวเช่นกัน พวกเขาถือว่า เจ้าปุ้น ไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ของหวาน
      แต่อย่างไรก็ตาม การฉันข้าวกับน้ำอ้อยน้ำตาลนั้น วันสองวันแรกก็ฉันได้ดี แต่วันที่สสาม ที่สี่รู้สึกเบื่อ

 

 
 

๖๗. พบเนื้อคู่
      ตามคำทำนายของหมอดู

      
ใน สมัยที่ หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ เรียนมูลกัจจายน์อยู่ที่จังหวัดอุบลๆ นั้น เคยมีหมอดูทำนาย เกี่่ยวกับเนื้อคู่ของท่าน ว่าจะอยู่ทางทิศนั้นๆรูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้ารูปใบโพธิ์
        ก็ไม่ทราบว่า หลวงปู่ จะใส่ใจกับคำทำนาายนั้นหรือไม่ เพียงใด หรือว่าเพียงแต่ดูหมอไป แบบสนุกๆก็ตาม แต่คำทำนายนั้นก็ปรากฎขึ้นจริง
    
        วันหนึ่ง ตอนใกล้ค่ำ หลวงปุ่ ไปสรงน้ำที่ฝั่งแม่น้ำงึม ก็พบหญิงสองคนแม่ลูกกำลังถ่อเรือ มาตามลำน้ำ มาถึงบริเวณที่พระกำลังอาบน้ำอยู่ หญิงสาวชำเลืองตามองทางพระหนุ่ม สายตาเกิด ประสานกันเข้าพอดี
        ในบันทึกเล่าไว้ว่า
         " เมื่อสายตาของทั้งสองฝ่ายประสานกันเข้า ก็มีอานุภาพลึกลับและรุนแรง พอที่จะตรึงคน ทั้งสองฝ่ายให้ตะลึงไปได้ ระหว่างเดินกลับมาที่พัก ในใจยังคิดถึงหญิงงามนั้นอยู่"

       เมื่อหลวงปุ่กลับถึงที่พัก ก็หวนระลึกถึงคำทำนายของหมอดู พิจารณาดูแล้วก็น่าจะเป็นจริง   
       " หญิงที่เราพบเห็นเมื่อตอนเย็น ก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคำทำนายของหมอ เห็นจะเป็น แม่หญิงคนนี้แน่"

     

 
 

๖๘. ต้องตัดสินใจ

      

คืนนั้น หลวงปุ่ ยังครุ่นคิดถึงแม่สาวงามที่สายตาประสานกันเมื่อตอนเย็น
      " เห็นจะเป็นแม่หญิงคนนี้แน่ เพราะเมื่อเราเห็นเป็นครั้งแรก ก็ทำให้เรา มีจิตปรวน แปรแล้ว"
      ในคืนนั้น หลวงปุ่คิดสับสบว้าวุ่นพอสมควร คิดถึงคำทำนายของหมอดู คิดถึงแม่สาวงาม นัตย์ตาคมผู้นั้น คิดถึงความตั้งใจในการออกป่าบำเพ็ญภาวนา ที่สำคัญคือคำสัญญาที่ให้ไว้กับ โยมแม่และโยมยาย ที่บอกว่า " บวชแล้ว จะต้องตายในผ้าเหลือง"

      จิตหวนคิดถึง หลวงปู่มั่น ที่เคยอบรมสั่งสอนเมื่อตอนฝึกหัดภาวนาที่ฝั่งไทย คิดถึงคำเตือน และอุบายธรรมที่ท่่านเคยสอน
      พลัน .... " เราต้องรีบกลับเมืองไทย"

      วัน รุ่งขึ้น สองแม่ลูกได้นำข้าว หมากพลู บุหรี่ มาถวายแต่เช้าตรู่ ก่อนใครอื่นทั้งหมด ทั้งสอง คนช่วยกันมวนบุหรี่ จีบพลู สายตาของหญิงสาวคอยชำเลืองมองไปทางพระ
      ถึงเวลาบิณฑบาต หลวงปู่ก็ออกบิณฑบาต ตามปกติ ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ผิดสังเกตุ
      
      พอฉันเสร็จ พวกญาติโยมที่นำอาหารมาถวายต่างลากลับ หลวงปู่ ก็เก็บบริขาร บอกลาเพื่อน พระ และเจ้าสำนัก แล้วข้ามโขงกลับฝั่งไทย



 

 
 

๖๙. มาพบหลวงปู่มั่น
      โดยไม่คาดคิด

     
ท่าน ผู้อ่านจะสังเกตุเห็นว่า พระธุดงค์ท่านไปไหนมาไหนได้รวดเร็ว " ประดุจดังนกบิน" เพราะท่านไม่มีสมบัติที่จะต้องหอบหิ้วและห่วงใย มีแต่บริขารที่จำเป็นและใส่ลงในบาตร มีกลด ธุดงค์ กาน้ำและเครื่องกรองน้ำ เท่านั้น ท่า่นจึงอยุ่ง่าย มาง่าย ไปง่าย แม้ชีวิตท่านก็สละแล้ว

      หลวงปู่ ได้อาศัยเรือข้ามจากท่าเดื่อ มาขึ้นที่หนองคายฝั่งไทย เดินขึ้นเหนือไปตามลำน้ำโขง ไปถึงอำเภอศรีเชียงใหม่(จังหวัดหนองคาย) ไปพีกอบรมตนอยู่ที่ พระบาทเนินกุ่ม หินหมากเป้ง

      ที่พระบาทเนินกุ่ม หินหมากเป้ง นั้นเอง หลวงปแหวน ก็ได้พบกับ หลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ อย่างไม่ีคิดไม่ฝัน ทำให้ท่านดีใจมาก ความมั่นใจว่าจะสามารถครองผ้าเหลือง ไปจนตาย ดูมีความเป็นจริงขึ้นมา

      ในช่วงนั้น หลวงปุ่มั่น ท่านได้ปลีกตัว ออกจากหมู่คณะ มาภาวนา อยู่บริเวณนั้นอยู่ตามลำพัง องค์เดียว

     จากบันทึกในส่วนของหลวงปุ่แหวน บอกไว้ว่า
     " เมื่อได้พบกับอาจารย์อีก จึงดีใจมาก การพักอบรมตนอยู่กับหลวงปุ่มั่น ก่อนเ้ข้าพรรษา ทำให้จิตใจค่อยสงบตัวลง ไม่ฟุ้งซ่าน เหมือนก่อน แต่ภาพผู้หญิงงานนั้น ยังปรากฎขึ้นเป็นครั้ง คราว แต่เมื่อเร่งภาวนเข้า ภาพนั้นก็สงบลง "

 

 
 

๗๐. เรื่องคูบารมีในอดีตชาติ

     
ต้องกราบ ขออภัยท่านผู้อ่าน เนื้อหาที่นำมาแทรกในตอนนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเอง (ปฐม นิคมานนท์) ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใด วอนท่านผู้รู้กรุณาช่วยชี้แนะด้วยครับ

      เรื่องเนื้อคู่ของคนเรา ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้ากรรมนายเวรของเรา นั่นเอง บรรดาบุตร ภรรยา สามี ญาคิพี่น้อง ล้วนแต่เป็นเจ้ากรรมนายเวร ที่ใกล้ชิดที่สุด ซึ่งผูกพันกันมาแต่อดีตชาติ บางกรณี ก็หลายภพหลายชาติ
       ที่ว่า เจ้ากรรมนายเวร ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องไม่ดีเท่านั้น มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ถ้าเราเคย ทำดีต่อกันมา เจ้ากรรมนายเวร นั้นก็คอยอุปถัมภ์เกื้อกูลกัน ตรงกันข้าม ถ้าเคยก่อเรื่องไม่ดีต่อกัน เจ้ากรรมนายเวร ก็ตามคิดบัญชีกรรมกับเรา

      เจ้า กรรมนายเวร ก็คือ คู่กรณี และกรรม ก็คือ การกระทำ ไม่ว่่าทำดี หรือไม่ดี ก็ย่อมต้องมีผู้ ได้รับผลกระทบ ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ก็คือมี คู่กรณี หรือ มีเจ้ากรรมนายเวร นั่นเอง

      ระบบกรรม จึงเป็นระบบที่ส่งผลต่อเนื่องกัน ไม่รู้จักจบสิ้น เว้นไว้แต่อโหสิกรรม ใช้หนี้เวร กรรมหมด หรือไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด คือ บรรลุพระอรหันต์ เวรกรรมนั้นจึงจะจบสิ้นลง
       อันนี้ อธิบายให้เข้าใจยาก ต้องพิจารณาดูเองจึงจะแจ่มชัด

      จาก การศึกษาประวัติครูบาอาจารย์ ล้วนแต่มีประสพการณ์เีคยพบ " เนื้อคู่ " ในอคีตทั้งนั้น ถ้าใจไม่แข็งพอ หรือไม่มีอุบาย ก็ต้องสึกหาลาเพศ ออกไปครองเรือน และก่อเวรต่อเนื่องกันไปอีก
      ตัวอย่างเ่ช่น หลวงปุ่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมภรณ์ จังหวัดสกลนคร ท่านต้องภาวนา อย่าง เอาจริงเอาจังติดต่อกันถึง ๗ วัน จึงตัดขาดได้

      ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ท่านก็เจอคู่บารมีในอดีต เมื่อครั้งอยู่วัด ปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรุงเทพๆ ต้องพิจารณาจนเห็นปัญหา ที่จะต้องเผชิญในอนาคตอย่าง ชัดเจน จึงตัดใจได้

     หลวง พ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา เมื่อครั้งท่านเป็นเณรใหญ่ อยู่ที่วัดปทุมวนา ราม กรุงเทพๆ เวลานั่งสมาธิ ก็เห็นแต่ใบหน้าของหญิงสาว เวลาบริกรรม ว่า พูทโธ ก็กลายเป็น ว่าชื่อผู้หญิงแทน ท่านจึงตัดสินใจ ใช้ชื่อผู้หญิงเป็นคำบริกรรมแทนคำว่า พุทโธ ก็ทำให้จิตสงบ เกิดสมาธิ ได้เหมือนกัน หลวงพ่อ จึงได้หลักว่า การภาวนา จะใช้คำบริกรรมอะไรก็ได้ เป็นอุบาย หาสิ่งให้ใจมันยึดเกาะ พอจิตสงบ คำบริกรรมนั้นไ ก็หายไป

     ตัวอย่าง จาก หลวงปุ่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี เวลาภาวนา จิตท่านวิตกเกี่ยวกับ เรื่องกาม ท่านก็แก้ได้โดยยกอวัยวะเพศ ของผู้หญิงขึ้นมาพิจารณา ในสมาธิ พิจารณาให้เห็น ธรรมชาติอย่าง่ชัดเจน จึงสามารถ ตัดขาดได้ คือตัดได้ด้วยปัญญา ที่รู้เท่าทัน

     มีตัวอย่างจากครูบาอาจารย์ องค์อื่นๆ ให้เห็นอีกมากมาย เราสามารถยกขึ้นมาพิจารณา เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้เป็นอย่างดี
     ครูบาอาจารย์ บางท่าน จะมีสุภาพสตรี มายุ่งเกี่ยว มาจัดการต่างๆในวัด ดูไม่เป็นที่สบอัธยาศัย ของพระเณร และญาติโยมคนอื่นๆ แต่ครูอาจารย์ท่าน ก็ทนได้ ตราบที่ไม่เป็นการล่วงวินัย เช่นนี้ ก็มี
     ครูบาอาจารย์บางองค์ บางท่าน ต้องพังไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเอาเรื่องอดีตชาติมาพัวพัน ตัดไม่ขาด เช่น มีมเหสีเอก มเหสีรองๆ ตามมา คอยรับใช้ปรนนิบัติ และตามกีดกันหึงหวง อย่าง นี้ก็มี

     ตัวอย่าง ต่างๆ เหล่านี้ ถ้านำมาพิจารณา ก็สามารถใช้เป็นอุปกรณ์เตือนใจตนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพระเณรผู้มุ่งหวัง ผลในทางธรรม อย่างจริงจัง ต้องสังวรณ์ เรื่องดังกล่าว ให้มากเป็น พิเศษ

     ส่วนฆราวาสครองเรือน เช่นตัวผมเอง ก็ต้องพิจารณาไปตามสภาพการณ์ ก็เป็นเรื่องของกรรม เวร แต่ละท่าน

     ก็กราบขออภัยท่านผู้อ่านอีกครั้ง
    และขอเชิญติดตามต่อไปว่า หลวงปู่แหวน ท่านมีอุบายในการตัดเรื่องนี้ออกไปได้อย่างไร

 

 

 
 

๗๑. ยิ่งเร่งความเพียร
      กิเลสก็ยิ่งเอาจริง

     
หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ได้ใช้ความพยายามตัดความคิดนึกเรื่องผู้หญิง ออกจากใจ ดังต่อไปนี้

     หลัง จากเข้าพรรษาแล้ว ตั้งใจปรารภความเพียรอย่างเต็มที่ การเร่งความเพียร ในระยะแรก จิตก็ยังไม่มีอะไรวุ่นวาย คงสงบตัวได้ง่ายมีอุบายทางปัญญา พอสมควร
      เมื่อเราเร่งความเพียรหนักเข้่า เอาจริงเอาจังเข้า กิเลสมันก็เอาจริง เอาจังกับเราเหมือนกัน คือแทนที่จิตจะดำเนินไปตามที่เราต้องการ กลับพลิกกลับไปหานางงามที่บ้านนาสอง ฝั่งแม่น้ำงึม นั้นอีก

     ที แรกเราได้พยายามปราบด้วยอุบายต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ ยิ่งเร่งความเพียร ดูเหมือนเอาเชื้อไผ ไปใส่ ยิ่งกำเริบหนักเข้าไปอีก เผลอไม่ได้ เป็นต้องไปหาหญิงนั้นทันที

     บางครั้งมันก็หนีออกไปซึ่งๆหน้า คือขณะคิดอุบายการพิจารณา อยู่นั่นเอง มันก็วิ่งออกไปหา ผู้หญิงนั้นเอาซึ่งๆหน้ากันทีเดียว

 

 

 
 

๗๒.ใช้อุบายทรมานตน
      ก็ยังไม่เป็นผล

      
หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ต้องเปลี่ยนมาใช้อุบายการทรมานตนดังนี้ :-
        อุบายการปฏิบัติวิธีต่างๆ ที่นำมาใช้ในการทรมานจิตใจครั้งนั้นเช่น เว้นการนอนเสีย มีเฉพาะอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน
       ทำอยู่เช่นนั้น อยู่หลายวันหลายคืน คอยจับดูจิตว่ามันคลายความรักในหญิงนั้นแล้วหรือยัง

      ปรากฎว่า ไม่ได้ผล จิตยังคงวิ่งออกไปหาหญิงงามอยู่เช่นเคย เผลอสติไม่ได้
       ต่อมาเพิ่ม ไม่นั่งไม่นอน มีแต่ยืนกับเดิน ทำความเพียรอยู่อย่างนี้จิตมันก็ไม่ยอม มันคงไป ตามเรื่องตามราวของมันเช่นเคย

      สรุป ว่า หลวงปู่ทรมานตัวด้วย งดเว้นการนั่ง กับนอน ไม่ยอมให้ส่วนกัน และส่วนหลังแตะ พื้น ยังคงเหลือแค่อิริยาบถสอง คือ ยืนดับเดิน แต่ก็ยังไม่สามารถทรมานจิตให้เชื่องลงได้

      แล้วหลวงปู่ ก็ทดลองหาอุบายใหม่

 

 

๗๓. งดเ้ว้นอาหาร
       และพิจารณากาย

      
หลวงปุ่ได้เปลี่ยนวิธีใหม่ดังนี้
        คราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่ เปลี่ยนเป็นอดอาหาร ไม่ฉันอาหารเลย เว้นไว้แต่น้ำ
        อุบายการพิจารณา ก็เปลี่ยนใหม่

        คราว นี้เพ่งเอากายของหญิงนั้นเป็นเป้าหมาย ในการพิจารณา กายคตาสติ โดยแยกยกขึ้น พิจารณาทีละอย่างๆ ในอาการ ๓๒ ขึ้น โดยอนุโลม ปฏิโลม ( พิจารณาทบทวน กลับไปกลับมา)
       พิจารณา เทียบเข้ามาหากายของตน พิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า อวัยวะอย่างนั้นๆ ของตนก็มี ทำไมจะต้องไปรัก ไปหลง ไปคิดถึง

      เพ่งพิจารณาทีละส่วนๆ พิจารณาอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันกลางคืน ทุกอิรยาบถ ( ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน)
       การพิจารณาจนละเอียด อย่างไร ขึ้นอยู่กับอุบายความแยบคายของปัญญา ที่เกิดขึ้นแตละ ช่วงขณะ

      ตอนหนึ่ง การพิจารณามาถึง หนัง
      ได้ความว่า คนเราหลงกันอยู่ที่ หนัง หนังเป็นเครื่องปกปิดสิ่งที่ไม่น่าดูเอาไว้ ถ้าถลกหนังออก อวัยวะทุกส่วนก็หาวส่วนที่น่าดุไม่ได้เลย

      เพ่งพินิจอยู่ จนเห็นถึงความเน่าเปื่อย ผุพัง สลายไปไม่มีส่วนไหนที่จะถือได้ว่า เป็นของมั่นคง

      เมื่อ พิจารณามาถึง มูตร ( ปัสสาวะ) และกรีสะ(อุจจาระ หรือคูถ) ของหญิงนั้น ตั้งคำถามขึ้น ว่า หญิงนั้นงามน่ารัก มูตรและกรีสะ ของหญิงนี้กินได้ไหม
        จิตตอบว่า ไม่ได้
        จึงถามอีกว่า เมื่อกินไม่ได้ อันไหนที่ว่างาม อันไหนที่ว่าดี
        เมื่อพิจารณามาถึงอาการทั้งสอง ยกเป็นอุบายขึ้นถามจิตเช่นนั้น จิตเมื่อถูกปัญญาฟอกหนัก เข้าเช่นนั้น ก็จนด้วยเหตุผบของปัญญา ยอมอ่อนตัวลง จนด้วยความจริงและอุบายของปัญญา

       ใน ขณะนั้น จิตซึ่งเคยโลดโผน โลดแล่นไปอย่างไม่มีจุดหมายมาก่อน พลันก็กลับยอมรับ ตามความเป็นจริง ยอมตัวอย่างนักโทษผุ้สำนึกผิด ยอมสารภาพ ถึงการกระทำ ของตนแต่โดยดี

 

 

 
 

๗๔. การทดสอบ
      เืพื่อความแน่ใจ

      
หลวงปู่ เล่าถึงผลการแก้ไขจิตในตอนนั้น ต่อไปว่า :-

       นับแต่วินาทีที่การพิจารณาได้ยุติลง จิตยอมตามเหตุผลของปัญญาแล้ว
       เพื่อเป็นการทดสอบว่า จิตยอมแล้ว ได้ส่งจิตออกไปหาหญิงนั้น อีกหลายครั้ง จิตยังคงสงบ ตัว ไม่ยอมออกไป

      ความกำเริบ ความทรนงตัว ความโลดโผนของจิต จึงถึงความสงบลง ตั้งแต่บัดนั้นมา ไม่กำ เริบอีกต่อไป

      จิตยีังคงทรงอยู่ เห็นตามสภาพความเป็นจริงของะรรมอยู่ทุกเมื่อ

      การอดอาหาร และอุบายทำความเพียรของหลวงปู่ ในครั้งนั้นจึงได้ผลตามความมุ่งหมาย สามารถปราบปรามทรมานจิต ให้หายพยศได้

      ความมั่นใจต่อธรรม และความมั่นใจที่จะบวชตลอดชีวิต มีความมั่นคง ไม่โยกเยกคลอน แคลนอีกต่อไป

 

 
 

๗๕. จำพรรษา
      ที่พระบาทบัวบก

      
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เคยไปจำพรรษาอยู่ที่พระบาทบัวบก อยุ่ในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัด อุดรธานี
        ในสมัยที่ หลวงปู่แหวน ไปจำพรรษาอยู่นั้น ยังเป็นป่าไม่มีวัด

       ได้เคยมีพระจากวัดบ้าน พยายามไปอยู่หลายครั้ง แต่อยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีความกล้าหาญพอ
       การอยู่จำพรรษา ที่พระบาทบัวบกปีนั้น มีพระอยู่ ๓ รูป กับตาผ้าขาว ๑ คน พระก็มี พระอาจารย์บุญ พระอาจารย์คำ และหลวงปุ่แหวน ท่านพระอาจารย์บุญเป็นหัวหน้าคณะ

       เมื่อออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์บุญ ได้พาไปพักอยุ่อีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า พระบาทหอนาง หรืออีกชื่อเรียกว่า พระบาทนางอุษา อยู่คนละฟากเขากันกับพระบาทบัวบก เป็นป่าดงดิบ เหมือนกัน บรรยากาศ เงียบสงัดวังเวง

 

 

 
 

๗๖. จำพรรษากับหลวงปู่มั่น
      ที่นาหมีนายูง

     
หลวงปู่แหวน เคยจำพรรษาอยู่กับหลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต ในป่าที่เรียกว่า นาหมีนายูง ในเขต อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี
      บริเวณนาหมีนายูงนี้ เป็นป่ารกชัฎ ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่า ไข้ป่า พื้นที่เป็นที่ราบอยุ่ติดภูเขา เลียบเลาะไปตามลำน้ำโขง

      ความ จริงแล้วพื้นที่นี้เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปจบจอง เพราะหวาด กลัวความเจ็บไข้ และกลัวอันตรายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันตรายจากสิ่งลึกลับที่ไม่เห็นตัว

      ตามความเชื่อถือของ ชาวบ้าน ซึ่งเชื่อถือสืบต่อกันมานานว่า ถ้าใครขืนเข้าไปตัดไม้ในป่า บริเวณนั้น จะต้องถูกผีป่าทำอันตรายเอา ทำให้เป็นไปต่างๆ บางรายถึงกับตายก็มี ดังนั้น ชาวบ้าน จึงไม่กล้าเข้าไปในบริเวณนั้น

     ในพรรษานั้น หลวงปุ่แหวน ได้ร่วมจำพรรษา อยุ่กับ หลวงปู่มั่น โดยมีตาผ้าขาวคอยอุปัฎฐาก อยู่ด้วย ๑ คน
      การปรารภความเพียรในพรรษนั้นเป็นไปอย่างเต็มที่ เพราะมีครูอาจารย์ คือ หลวงปุ่มั่น คอย ควบคุมแนะนำ และให้อุบายจิตภาวนา โดยใกล้ชิด

 

 

 

 

๗๗. เปรตที่นาหมีนายูง

      
ระหว่าง อยู่ที่นาหมีนายูง วันหนึ่ง พระอาจารย์ใหญ่ พูดว่า ที่ถ้ำใกล้ฝั่งโขง นั้นมีเจ้าของเขา อยู่ จึงบอกหลวงปู่แหวน ให้ไปลองพูดกับเขาดู เผื่อจะเป็นบุญ เคยช่วยหลือกันมา
        หลวงปุ่แหวน จึงได้พักบริเวณใกล้ถ้ำนั้น สองคืนผ่านไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเสียง สัตว์ป่าที่ออกหาหินเวลากลางคืน

      พอ คืนที่สาม ขณะนีั่งภาวนาอยู่ ก็มีร่างกำยำใหญ่โตมายืนนอกถ้ำ ท่านเพ่งแผ่เมตตาไปให้ ร่างนั้นก็ยืนเฉยไม่แสดงกิริยาอาการรับรู้อะไรเลย อยุ่สักพักก็หายไป

      วันต่อมาก็มาอีก เข้ามายืนสงบอยู่อย่างนั้น หลวงปู่ก็แผ่ิเมตตาเจาะจงให้เขาอย่างที่เคยทำ คราวนี้เขาแสดงความยินดี จึงกำหนดจิตถามเขาว่า เคยทำกรรมอะไรมา
      ได้คำตอบว่า ตอนเป็นมนุษย์ เขาเป็นนักเลงไก่ชน เที่ยวตีไก่อย่างโชกโชน ตายแล้วจึงมาเป็น เปตรอยุ่บริเวณถ้ำนี้

     หลวง ปู่ได้กำหนดจิตถามไปว่า ทำไมไม่สละถ้ำไปที่อื่น ได้ความว่า เขาหวงสถานที่ เพราะป่า บริเวณนั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดต้นไม้ เพราะเขาสำแดงเดช ให้คนกลัวบ่อยๆ คนจึงเอาไก่ เอาหัวหมู เอาเหล้า มาเซ๋นไหว้ อยู่เนืองๆ เขามีอาหารจากการเซ่นไหว้นั้น จึงไม่ยอมไปจากที่นั้น

     หลวง ปู่พยายามแผ่เมตตาชี้แนะ แต่เขาไม่ยอมหนี เป็นอันว่าหลวงปุ่แหวนไปทรมานเปตต เจ้าของถ้ำไม่สำเร็จ จึงได้กราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบ

     ภายหลังหลวงปู่มั่น ท่านได้มาแผ่เมตตาให้เขา แล้วบอกให้เขาย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ ปรากฎว่า คืนทีเขาเคลื่อนย้ายที่อยุ่นั้น เวลาดึกสงัด ขณะที่หลวงปู่มั่นนีั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้ เขาได้ย้าย ออกไป เกิดเสียงสะเทือนไปทั้งป่า

      พอ รุ่งเช้า ชาวบ้านมาถามว่า เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรดังมาก หลวงปุ่มั่น ไม่ตอบ เพียงแต่ หัวเราะ แล้วพูดกับชาวบ้านว่า " ใครจะเอาไร่ เอานาก็เอาเสีย เจ้าของเขาย้ายที่ไปอยู่ที่อื่นแล้ว"

     ต่อ มาไม่นาน พื้นที่บริเวณนั้น จึงกลายเป็นไร่นา ตั้งแต่นั้นมา ที่ใดประชาชน เข้าไปจับจอง ไม่ได้ เขาก็นิมนต์พระกรรมฐาน เข้าไปอยู่ก่อน แล้วพวกชาวบ้าน จึงตามเข้าไปบุกเบิกจับจอง เอาทีหลัง

     เพราะที่ใดที่เจ้าของที่ดุร้าย เมื่อมีพระกรรมฐานเข้าไปแผ่เมตตา ให้แล้ว ประชาชน เข้าไป ทำไร่ทำนา ก็ไม่มีอันตรายต่อไป

 

 

 

๗๘. การเริ่มต้นพิจารณากาย

      
การ แนะนำให้ศิษย์ปฎิบัติภาวนานั้น หลวงปุ่มัี่น ท่านย้ำเสมอว่า " จะใช้บทพุทโธ เป็นบท บริกรรม สำหรับผูกจิตก็ได้ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้ว ให้วางบท นริกรรมเสีย แล้วพิจารณา กาย ต่อไป ...."

      ในการพิจารณากายนั้น หลวงปู่มั่น ท่านสอนดังนี้
      ในการที่พิจารณากาย เริ่มแรกให้พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่เราสามารถที่จะเพ่ง พิจารณาได้อย่างสะดวกในอาการ ๓๒
       เมื่อพิจารณาจนเกิดความชัดเจน กลับไปกลับมา หรือที่เรีัยกว่า โดยอนุโลม ปฏิโลม จนหาย สงสัยในจุดที่พิจารณาแล้ว จึงค่อยเปลี่่ยนเป็นจุดอื่นต่อไป

      อย่่าพิจารณา เป็นวงกว้าง ทั้งร่างกาย เพราะปัญญายังไม่แก่กล้า
      ถ้าพิจารณาพร้อมกันทีเดียวทั้งร่างกาย ความขัดเจนจะไม่ปรากฎ ต้องค่อยเป็นค่อยไป

     เมื่อพิจารณาจนเกิดความชำนาญแล้ว ถ้าเราเพ่งปีัญญาลงไป จุดใดจุดหนึ่ง ความชัดเจนจาก จุดอื่นๆ ก็จะปรากฎเป็นนัยเดียวกัน

      เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้ว ให้น้อมจิตเข้าพักอยู่ในความสงบ เมื่อพักอยู่ในความสงบพอ สมควรแล้ว ให้ย้อนกลับออกมาพิจารณาร่างกายอีก

       ให้เจริญอยู่่อย่างนี้ จึงจะเจริญทางด้านปฎิบัติ
       
        เมื่อจิตมีความชำนาญเพียงพอแล้ว คำบริกรรม พุทโธ ก็ไม่จำเป็น เพียงกำหนดจิต ก็จะสงบ เข้าสู่สมาธิได้ทันที

 

 

 
 

๗๙. อย่าส่งจิต
      ออกนอกกาย

     
อุบายธรรมของหลวงปู่มั่น ในการปฏิบัติภาวนา มีต่อไป ดังนี้

      ผู้ปฎิบัติจิตภาวนา ถ้าส่งจิตออกไปตามภายนอกจากร่างกายแล้ว เป็นอันผิดมรรคภาวนา

      เพราะ บรรดาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองคืได้ทรงสั่งสอนประกาศพระ ศาสนาอยู่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นั้น แนวการปฎิบัติไม่พ้นจากกาย

     ดัง นั้นกายจึงเป็นสนามรบ กายจึงเป็นยุทธภูมิที่ปัญญาจะต้องค้น เพื่อทำลายกิเลสและกองทุกข์ ซึ่งจิตจของเราทำเป็นธนาคารเ็ก็บสะสมไว้ภายใน หอบไว้ หาบไว้ หวงไว้ จนนับภพนับชาติไม่ได้
      สัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าชนิดใดในสังสารวัฎนี้ ล้วนแต่ติดอยุ่กับกายนี้ทั้งสิ้น

      ทำ บุญทำบาปก็เพราะกายอันนี้ มีความรัก มีความชัง มีความหวง มีความแหน ก็เพราะกาย อันนี้ เราสร้างทรัพย์สมบัติขึ้นมาก็เพราะกายอันนี้ เราประพฤติผิดศีล ประพฤติผิดธรรม ก็เพราะ กายอันนี้

     ใน การบวชพระ พระอุปัชฌาย์ ที่จะให้ผ้ากาสายะแก่กุลบุตร ผู้เข้ามาขอบรรพชาอุปสมบท ก็ สอนให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นส่วนหนึ่งที่เห็นได้โดยง่าย

 

 

 

๘๐. กายเป็นทั้งเหตุ
      เป็นทั้งผล

      
เหตุที่ต้องพิจารณากายในการปฎิบัติภาวนานั้น หลวงปู่มั่นท่านสอนต่อไปว่า :-
       กายนี้จึงเป็นทั้งเหตุและเป็นผลทั้งหมด มรรคผลจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้จากกายนี้แหละ กายนี้ เป็นเหตุ กายนี้เ็ป็นผล เอากายนี้แหละเป็นมรรค เครื่องดำเนินของจิต

      เหมือน กบแพทย์ทั้งหลาย จะรักษาเยียวยาคนป่วยได้ ต้องเรียนร่างกายนี้ให้เข้าใจถึงกลไก ทุกส่วน จึงจะสามารถรักษาคนไข้ได้ ไม่ว่าทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน วงการแพทย์จะทิ้งร่าง กายไม่ได้ ถ้าวิชาแพทย์ทิ้งการศึกษาระบบกลไกของร่างกายเสียแล้ว ก็เป็นอันศึกษาผิดวิชาการ แพทย์ ทางสรีรวิทยา
     นักปฎิบัติธรรม ถ้าจะทิ้งการพิจารณาร่างกายเสียแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นเครื่องดำเนินมรรค ปัญญา

     ร่าง กายที่ประกอบขึ้นด้วยส่วนที่เป็นรูป และส่วนที่เป็นนาม ถ้าผู้ปฎิบัติไม่พิจารณาให้เห็นแจ้ง ด้วยปัญญาอันชอบแล้ว คำว่า นิพพิทา วิราคะ นั้น จะเป็น เบื่อหน่าย คลายกำหนัด อะไร

      นิโรธ ซึ่งเป็นตัวปัญญา จะไปดับทุกข์ที่ไหน เพราะเราไม่เห็นทุกข์ที่ดับของทุกข์ก็ไม่รู้ ไม่เห็น
      พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ พระองค์ต้องพิจารณากายนี้เป็นเครื่องดำเนินมรรค ปัญญา เพราะในอุทานธรรม บทว่า อเนกชาติสํสารํ เป็นต้นนั้น พระองค์ได้ประจักษ์อย่างแน่นอน ว่า การเกิดนั้นเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป

     พระองค์ หักกงกรรม คืออวิชชา เสีย ความเกิดของพระองค์จึงไม่มีต่อไป กงกรรมคืออวิชชา มันอยู่ที่ไหน ถ้ามันอยู่ในจิตของเรา จิตของเรามันอยู่ที่ไหน
      จิตมันก็คือหนึ่งในห้าของปัญจขันธ์ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของนามนั่นเอง

      ผู้ปฏิบัติต้องใคร่ครวญพิจารณาอย่างนี้ จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินตามมรรคภาวนา ไม่มีอารมณ์ อย่างอื่นนอกจากกายนี้ ที่จะดำเนินมรรคภาวนา ให้เกิดปัญญาขึ้นได้

 

 

หลวงปุ่มั่นไ่ม่ค่อยอธิบาย
ธรรมะให้พิสดาร

      
หลวงปู่แหวน เล่าถึงการสอนธรรมะของหลวงปู่มั่น ดังนี้ :-

       หลวงปู่มั่น นั้นเวลาแนะนำสั่งสอนศิษย์ ท่่านไม่ค่อยอธิบายธรรมะให้พิสดารนัก
       หลวงปู่มั่น ท่านให้เหตุผลว่า ถ้าอธิบายไปมาก ผู้ปฎิบัติัมักไปติดคำพูด กลายเป็นสัญญา
        ต้องปฎิบัติให้รู้ ให้เกิดแก่จิตใจของตนเอง จึงจะรู้ได้ว่า คำว่าทุกข์นั้นเป็นอย่างไร คำว่าสุข นั้นเป็นอย่างไร คำว่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะ นั้นมีความหมายเป็นอย่างไร

      สมาธิอย่างหยาบเป็นอย่างไร สมาธิอย่างละเอียดเป็นอย่างไร ปัญญาที่เกิดจากสัญญาเป็น อย่างไร ปัญญาที่เกิดจากการภาวนาเป็นอย่างไร

      เหล่านี้ผู้ปฎิบัติต้องทำให้เกิด ให้มีขึ้นในตน จึงจะรู้
      ถ้ามัวถือเอาแต่คำอธิบายของครูอาจารย์แล้ว จิตก็จะคิดอยู่ในสัญญา ไม่ก้าวหน้า ในการภาวนา

      เพราะ เหตุนั้น หลวงปุ่มั่น จึงไม่อธิบายให้พิสดารมากมาย ท่านเพียงแนะให้รู้ทาง แล้วต้อง ทำเอง เมื่อเำิกิดความขัดข้องจึงมารับคำแนะนำอีกครั้งหนึ่ง

      การปฎิบัติเช่นนี้ เป็นผลดี แก่ศิษย์ผู้มุ่งปฎิบัติเพื่ออรรถ เพื่อธรรมอย่างแท้จริง


 

 
 

๘๒. หลวงปู่มั่น
       ท่านทำตนให้เป็นตัวอย่าง

      
ใน การบำเพ็ญสมาธิภาวนา ของหลวงปู่แหวน เพื่อครั้งจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น ที่นาหมี นายูงในปีนั้น ท่านจึงได้เร่งควมเพียรอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้รับความเยือกเย็นทางด้านจิตใจมาก เป็นพิเศษ

      ทั้ง นี้เพราะ ความเพียร เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลวงปู่มั่น เป็นตัวอย่างในการเร่งทำความ เพียร ไม่ว่่าท่านจะอยู่ในอิริยาบถใดๆ ต้องอยู่ด้วยภาวนาทั้งสิ้น

      เกี่ยวกับเรื่องภาวนานี้ หลวงปู่มั่น ท่านย้ำเตือนเสมอไม่ให้ศิษย์ประมาท โดยละความเพียร

     หลวง ปู่แหวน ย้ำว่า " เราอยู่ร่วมกับท่าน ต้องเอาองค์ท่านเป็นตัวอย่าง ถึงแม้จะทำไม่ได้อย่าง ท่าน แต่ก็เป็นศิษย์ที่มีครู มีแบบแผน มีแบบอย่าง มีตัวอย่างในทางดำเนิน"

 

 

 

๘๓. ต้องการเข้ากราบ
      ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ

      
ท่าน เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทน์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาสวิหาร กรุงเทพ มหานคร เป็นพระมหาเถระที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ให้ความเคารพเป็นอย่างมาก และถือเป็นครู บาอาจารย์ที่ให้ความรู้ทางด้านปริยัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการปฎิบัติภาวนา เป็นอย่างดี

       ท่า่นเจ้าคุณ พระอุบาลีๆ ได้พูดถึงหลวงปุ่มั่น คราวเดินทางไปภาคเหนือ และพำนักด้วยกัน ที่วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่ว่า

      " พระอย่างท่านมั่น เป็นพระที่หาได้ยากยิ่ง ท่านเป็นพระที่ปฎิบัติจริง และรู้ธรรมตามที่พระ พุทธเจ้าสอนไว้จริงๆ อาตมา แม้จะเป็นผู้ใหญ่กว่าท่่าน แต่ก็เคารพเลื่อมใสธรรมของท่าน อยู่ภายใน
       ท่่านมั่นเอง มีความอ่อนน้อม ถ่อมตนต่ออาตมามาก จนละอายท่านในบางครั้ง ท่านไม่เคย แสดงอากัปกิริยากระด้าง วางตัวเย่อหยิ่งแต่อย่างใดให้เห็นเลย นอกจากวางตัวแบบผ้าขี้ริ้ว ซึ่งเห็นแล้ว อดเลื่อมใสอย่างจับใจไม่ได้ทุกๆครั้งๆไปเท่านั้น"

       ที่ กล่าวมาเป็นความสัมพันธ์ และเคารพในคุณธรรมซึ่งกันและกัน ระหว่างท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

      ที นี้มาว่า ถึงเหตุที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ต้องการเข้าพบท่านเจ้าคุณพระุุอุบาลีๆ นั้น ก็เนื่องด้วยกิตติศัทพ์ทางด้านการเทศน์และการปฏิบัติธรรม ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้ขจรขจายไปทั่วในมณฑลภาคอิสาน ในสมัยนั้น ทั้งพระภิกษุสามเณร อละคฤหัสถ์ผู้ใคร่ต่อ ธรรมปฎิบัติ ต่างก็กระหายที่จะได้ฟังธรรมอบรมจากท่าน

      ด้วยเหตุั้ นั้น หลวงปู่แหวน จึงได้ตัดสินใจเดินทางจากอุดรธานี เข้ากรุงเทพๆ เพื่อกราบมนัส การท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ซึ่งพักนักที่วัดบรมนิวาส

 

 

 

๘๔. เดินทางเข้ากรุงเทพๆครั้งแรก

      
ครั้งนั้นอยู่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพๆ นับเป็น คร้ืิงแรกในชีวิตของท่าน

      หลวงปู่ เดินทางจากจังหวัดอุดรธานี มายังจังหวัดนครราชสีมาด้วยเท้า ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่ มาโดยลำดับ
       ในสมัยนั้นประชาชน ส่วนมาก ยังสับสนระหว่างการนับถือผี กับกานนับถือ พระไตรสรณาคมน ์  

       ทุก หมู่บ้าน หลวงปู่ไปพบ จะมีศาลเทพารักษ์ ซึ่งเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ศาลปู่ตา ประจำอยู่เป็นส่วนมาก ในปีหนึ่งๆ จะต้องมีการเซ่นไหว้ ประจำปีกันครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำเป็น งานใหญ่
       นอกจากนี้ ยังมีการกราบไหว้ เฉพาะรายอีก เป็นต้นว่า ถ้ามีใครเจ็บป่วย หรือวัวควายหาย หรือล้มตาย ชาวบ้านก็จะไปบวงสรวงเซ่นไหว้ ศาลปุ่ตากัน

      ศาลปู่ตา มักตั้งอยู่ชายป่า ใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านต่างก็กลัวเกรง ไม่กล้าเข้าไปในป่าแถวนั้น กล้ัวผีปู่ตา เล่นงาน

      หลวงปุ่แหวน เช่นเดียวกับพระธุดงค์ทั้งหลาย ชอบไปอาศัยพักปักกลดตามดงปู่ตา นั่นเอง หลวงปู่บอกว่า เป็นการดีอย่างหนึ่ง เวลาเข้าไปพักอยู่ในดงเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่มารบกวน จิงสบายใจ ในอิริยาบถ เวลาภาวนาก็สงบดี

      ข้อดีอีกอย่างก็คือ เมื่อพวกชาวบ้านเห้น่า พระเข้าไปอยู่ในดงปุ่ตาโดยไม่มีอันตรายใดๆ พวก เขาก็อัศจรรย์และเลื่อมใส จึังเป็นโอกาสที่พระจะได้แนะนำ ให้เขารู้จักไตรสรณคมน์ และรู้จัก รักษาศีลต่อไป

      แต่ บางแห่ง เมื่อหลวงปุ่ เข้าไปพักในดงปุ่ตา พวกชาวบ้านไม่พอใจที่จะให้พัก ก็มีพวกชาว บ้านเขากลัวว่า เมื่อพระเจ้าไปพัก พวกผีจะออกมาทำอันตรายแก่ชาวบ้านได้

      ในที่เช่นนั้น หลวงปู่ จะต้องชี้แจงให้ชาวบ้านเช้าใจเหตุผล รวมทั้งหาทางพิสูจน์ ให้เห็นว่า ภูติผีปีศาจ ไม่อาจทำอะไรได้ ถ้าเรายึดมั่น ในพระรัตนตรัย

      หลวง ปู่ บอกว่า ในหมู่บ้านต่างๆ ส่วนมาก มีวัดตั้งอยู่ แต่พระคงไม่ได้สอนให้ชาวบ้าน มี ความเข้าใจที่ถูกต้อง มิหนำซ้ำพระสงฆ์บางที่ยังทำการนับถือเซ่นสรวงภูิตผีปีศาจ ก็มี พระในท้อง ถิ่น จัึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งในทางจิตวิญญาณ ให้แก่ชาวบ้านได้

      เมื่อพระในท้องถิ่น ไม่ได้สอนชาวบ้าน พวกเขาจึงนับถือผีอย่างเอาจริงเอาจังไปด้วย

 

 

 
 

๘๕. ถึงนครราชสีมา
      บิณฑบาตไม่พอฉัน

      
เมื่อ หลวงปุ่แหวน เดินทางเข้าเขตจังหวัดนครราชสีมา ก็ประสบกับปัญหาการบิณฑบาต กล่าวคือ บางแห่งเวลาไปบิณฑบาต ได้เพียงข้าวเปล่าก็มี ได้ข้าวกับพริกก็มี ได้ข้าวกับมะเขือก็มี
       หลวงปู่ เล่าว่า " เมื่อได้มาอย่างไร ก็ฉันไปอย่างนั้น ฉันไปตามมีตามได้"

       เพราะการเลี้ยงชีวติของพระเราเนื่องด้วยผู้อื่น จึงต้องทำตัวให้เป็นผุ้เลี้้ยงง่าย ไม่ควรทำตัว ให้มัวเมามักมาก ในอาหารจนเกินเลย จะทำให้เกิดความลำบากแก่ตนเอง

      ส่วนมากชาวบ้านเขามี เขาบริโภคกันอย่างไร เขาก็จะใส่บาต มาอย่างนั้น

      พระ ผู้้เป็น ทักขิไณยบุคคล จึงไม่ควรเป็น ปฎิสังขาโย ในเวลาบริโภคอาหาร หรือปัจจัยสี่ที่ ทายกเขาถวายมาด้วยศรัทธา ไม่เช่นนั้น อาจจะทำศรัทธาให้เสื่อม ตนเองก็จะประสบกับความ ยุ่งยาก เดือดร้อน เพราะปัจจัยสี่หาไม่ได้ ตามต้องการ หรือถูกอัธยาศัย

      ซึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ตามความประสงค์ของนักบวชเรา ผู้ดำรงชีวิตด้วยความเป็นอยู่อย่าง ง่าย ที่พระสัมมาสัมพูทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกทั้งหลายก็ดี ท่านได้ดำเนินมาเป็นตัวอย่าง แล้วใน อดีตกาล "

 

 

 
 

๘๖. เข้ากราบท่านเจ้าคุณพระอุบาลี

     
เมื่อ หลวงปู่ เดินทางเข้าไปถึงตัวจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ท่านได้โดยสารรถไฟ เข้ากรุงเทพๆ (สมัยนั้นทางรถไฟ สายอิสานเพิ่งมีไปถึงจังหวัดนครราชสีมา เท่านั้น)

      เมื่อหลวงปู่ เข้าไปกราบท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ และท่านเจ้าคุณๆ ทราบว่า หลวงปู่เ็ป็นศิษย์ ของหลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเจ้าคุณๆ ก็ยินดี ให้การต้อนรับด้วยความเตตายิ่ง
      ท่านเจ้าคุณพระอุบาลี ถามถึง หลวงปู่มั่นว่า ปัจจุบันนี้อยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไร เพราะท่าน ไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน

      หลวงปุ่แหวน กราบเรียนให้ท่านเจ้าคุณๆทราบ เรื่องทุกอย่าง
      เมื่อท่่านเจ้าคุณพระุอุบาลีๆ กล่าวปฏิสันถารพอสมควรแล้ว ท่านได้ให้หลวงปุ่ไปพักที่กุฎิ หลังหนึ่ง และหลวงปู่หาโอกาสเข้าไปกราบสนทนา กับท่า่นเจ้าคุณๆทุกวัน

      เมื่อ ท่านเจ้าคุณๆว่างจากแขก หรือว่างจากธุระการงานของท่าน ท่านจะเล่าถึงความสัมพันธ์ เกี่่ยวข้องกับหลวงปู่มั่น ให้ฟัง พร้อมกับสรรเสริญความเด็ดเดี่ยว ในธรรมปฎิบัคิของหลวงปุ่มั่น

      หลวง ปุ่แหวน ได้พักอยู่วัดบรมนิวาส หลายวัน จึงมีโอกาสได้ฟังธรรม จากท่านเจ้าคุณพระ อุบาลีๆ มีโอกาสได้กราบเรียนถามปัญหาาข้อสงสัย ในด้านธรรมปฎิบัติบ้าง ในทางด้านพระวินัย บ้าง

      ท่าน เจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้อธิบายข้อสงสัยของหลวงปู่ได้อย่างชัดเจนต ดูท่านมีความปราด เปรื่องสมกับกิตติศัพท์ ที่เล่าลือกันจริงๆ

      บาง วัน โอกาสดี ท่า่นเจ้าคุณๆ จะเล่าถึงสภาพพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย บ้าง ในประเทศพม่าบ้าง ในเชียงตุงบ้าง ทำให้หลวงปู่ ได้รับรู้เรื่องแปลกๆ จากต่างแดน ที่ไม่เคยได้รู้ มาก่อนในชีวิต หลวงปู่ให้ความสนใจมาก

      หลวง ปู่แหวน ได้กราบเรียนถาม ท่านเจ้าคุณๆ ถึงเส้นทางที่จะไปยังประเทศพม่าและเชียงตุง ซึ่งท่านเจ้าคุณ ได้เล่าอธิบายโดยละเอียด  
       จากเหตุการณ์ ที่ได้ยินได้ฟัง เรื่องราว ในต่างแดน ครั้งนี้เอง ที่ดลใจให้หลวงปุ่แหวน ได้จาริกไปประเทศอินเดีย พม่า เชียงตุง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั้นเอง รวมทั้งในปีต่อๆมาด้วย

       จากที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง ว่า หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านธุดงค์คู่ไปต่าง แดนด้วยกันโดยตลอด ท่านไปหลายประเทศ จนกล่าวได้ว่า หลวงปุ่ทั้งสอง องค์ได้จาริกธุดงค์ทั้ง ในและนอกประเทศ ไปมากกว่า พระธุดงค์องค์ใดๆ เท่่าที่ทราบกัน

      จาก การที่ลงมากรุงเทพๆ ของหลวงปู่ ในครั้งนั้นทำให้ท่านมีความสัมพันธ์กับท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นอย่างดีจนตลอดอาขุขัยของท่าน และหลวงปู่แหวน ให้ความเคารพ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ในฐานะเป็นพระอาจารย์อีกท่า่นหนึ่ง

 

 

 

๘๗. จาริกเข้าไปใน
      ประเทศพม่า

      
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั้นเอง หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมโม ได้จาริกไปใน ประเทศพม่า เลยเข้าไปถึงประเทศอินเดีย
        หลวงปู่แหวน ได้เล่าถึงการเดินทางว่า:-

        หลวงปู่ทั้งสอง เดินทางออกจากประเทศไทยไปทางด่่านแม่สอด จังหวัดตาก ข้ามแม่น้ำเมย ไปขึ้นทางฝั่งพม่าทีด่านศุุลกากรพม่า
        หลวงปู่ เช้าไปถามเจ้าหน้าที่พม่า ถึงการเดินทางเข้าประเทศ แต่พูดกันไม่เข้าใจ
        เจ้าหน้าที่บอกว่า " เก๊กซะมะซิบู" ซึ่งหมายถึงว่า ไม่เป็นไร คือ เขายอมให้หลวงปู่ทั้งสอง เดินเข้าประเทศเขาได้

       หลวง ปู่เดินทางผ่านป่าเขาไปถึงเมืองชื่อ ขลุกขลิก พักอยู่ ๑ คืน พอรุ่งเช้าออกบิณฑบาต ฉันเสร็จ ไปที่ท่าเรือ ได้โดยสารเรือไป มะละแหม่ง
       เรือไปถึง มะละแหม่ง ประมาณ ๗,๐๐ น วันรุ่งขึ้น แล้ว หลวงปู่โดยสารเรือช้ามฟากไปขึ้น ทางเมาะตะมะ

      ที่เมาะตะมะ มีดอยอยู่ลูกหนึ่ง เรียกว่า ดอยศรีกุตระ มีเจดีย์อยู่บนยอดดอย ประชาชนขึ้นไป นมัสการกันมากไม่ได้ขาด
       เมื่อขึ้นไปบนยอดดอบ จะมองเห็นทิวทัศน์ เมืองเมาะตะมะ เกือบทั้งหมด
       สำหรับเมือง มะละแหม่งนั้น เป็นเมืองท่าเรือ เช่นเดียวกับสมุทรปราการของเรา
       หลวงปู่ ว่าอย่างนั้น

 

 

 

๘๘. การบิณฑบาตในพม่า

      
หลวงปู่เล่าถึงการบิณฑบาตในพม่าดาังต่อไปนี้
        เมืองพม่า มีพระมาก แต่บิณฑบาตได้ไม่พอฉัน
        การใส่บาตรในเมืองพม่านั้น ผู้ที่จะใส่บาตรไม่ได้ออกมาจากบ้าน มาใส่ตามถนนเหมือน บ้านเรา
        ผู้ที่จะใส่บาตร เขาเตรียมอาหารใส่บาตร ไว้บนบ้าน พระต้องขึ้นไปรับบาตรกันบนบ้าน

        ทีแรก หลวงปู่ไม่รู้ธรรมเนียม จึงบิณฑบาตไม่ได้ฉัน
        วันต่อมา มีพระไทยใหญ่รูปหนึ่งสังเกตุเห็น จึงเข้ามาถามหลวงปู่ว่า " เจ้าปุ๊นได้สะปิซอม ไหม " หลวงปู่ตอบว่า ไม่ได้เลย

        พระรูปนั้น จึงบอกว่า " ตามผมมา ผมจะพาไป"
        หลวงปู่ จึงเดินตามพระไทยใหญ่รูปนั้นไป พอถึงบ้านที่จะใส่บาตร พระท่านก็พาขึ้นไปบน บ้าน จึงรู้ว่าเขาใส่บาตรกันอยู่บนบ้าน อาหารที่ใส่บาตร ก็ไม่มีอะไรมาก มีข้าว ๑ ช้อน กับแกงถั่ว ๑ ช้อน
        เดินไปบิณฑบาต ๑๐ หลีังคาเรือน ก็ได้ข้าวยังไม่พอฉัน ต้องเดินไปไกล

       บางวันเดินไปไกลมาก เมื่อหิวขึ้นมา และเห็นปลอดคน ก็หยุดฉันเสียก่อน แล้วจิงบิณฑบาต ต่ออีก
       ส่วนน้ำดื่มนั้น ของเขามีมาก เขาทำก๊อกน้ำสาธรณะไว้ทั่วไปตามถนน ท่านก็ได้อาศัยน้ำจาก ก๊อกเหล่านั้น
       หลวงปู่บอกว่า " การปฎิบัติธรรมอยู่เมืองพม่า ถ้าจะอยู่เอามรรคเอาผลกันแล้ว อยู่ไม่ได้ เพราะอาหารไม่พอ "

      ที่ เมาะตะมะ หลวงปู่ได้พบพระเขมร รูปหนึ่ง ซึ่งมาอยู่พม่าหลายปี ท่านบอกกับหลวงปู่ว่า " บิณฑบาตที่นี่เต็มที เดินบิณฑบาตจนอ่อนใจ บางวันได้ข้าวไม่พอฉัน สู้เมืองไทยไม่ได้ บิณฑบาต มาฉั้นแล้วยังมีเหลือ ให้สัตว์เลี้ยงได้กินอิ่มอีกหลายตัว แต่ที่นี่จะทำอย่างนั้นไม่ได้ แม้จะเลี้ยงตนเอง ก็เกือบเอาตัวเองไม่รอด"

 

 

 
 

๘๙. พูดถึงพระพม่า

     
หลวงปู่พูดถึงพระพม่า ที่ท่่านพบเห็น่า :-
       พระพม่า เวลาสนทนากัน มักพูดกันด้วย โลกุตรจิต โลกุตรมรรค โลกุตรผล ซึ่งจำเอาแผนที่ จากพระอภิธรรมนั่นเอง เอามาพูดจาสนทนากัน

      เพราะ ในเมืองเขาจะสอนแผนที่กัน สอนอภิธรรมกัน ( คือสอนแต่เนื้อหา ซึ่งเป็นภาคปริยัติ)
      ฉะนั้น เวลาพระเขาสนทนากัน จึงมักพูดแต่ธรรมะชั้นโลกุตระ ซึ่งก็เพี่ยงแต่จำตำรามาพูด เท่านั้น ส่วนจิตนั้นจะเป็นโลกุตระ หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

      หลวงปุ่บอกว่า " พระเหล่้านั้น เขาเรียนรู้แต่แผนที่ ไม่ได้สอนให้ไปศึกษาดูภูมิประเทศ เหมือนกับพระกรรมฐานเรา"
      ( อันนี้ผู้เขียนพูดเองว่า การพูดการสอนนั้น สามารถพูดถึงพระนิพพานได้อย่างไม่ติดขัด แต่การปฏิบัติจะำทำได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
       การศึกษาทางพระพุทธศาสนาจึงต้อง  รู้ ทำ แล้ว เข้าถึง ด้วย ดังที่พระท่านว่า มีปริยัติ ปฎิบัติ และปฎิเวธ นั่นเอง )

 

 

 
 

๙๐. เดินทางเข้า
      ประเทศอินเดีย

      
หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ พักอยู่ที่ดอยศรีกุตระ เมืองเมาะตะมะ พอสมควรแล้ว ก็ลงเรือ ข้ามฟาก กลับมาเมืองมะละแหม่ง
        พักที่มะละแหม่ง ๓ วัน แล้วโดยสารเรือ ไป กัลกัตตา ประเทศอินเดีย ขึ้นรถไฟไปเมือง พาราณสี แล้วนมัสการสังเวชนียสถาน และปูชนียสถาน ที่สำคัญต่างๆ

       จาก การบอกเล่าของ หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป บอกว่า หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ท่านเดินทางไป เนปาล อยู่ทางเหนือของอินเดีย และทางใต้นั้นท่านได้ลงเรือสำเภาข้ามไปที่เกาะ ศรีลังกาด้วย

      หลวง ปู่บอกว่า การท่องเที่ยว อยู่อินเดีย นานไม่ได้ เพราะมีปัญหาาเนื่องด้วยอาหาร และการ บิณฑบาต จึงต้องเดินทางกลับมาจำพรรษาในเมืองไทย

 

 

 
 

๙๑. เดินทางกลับเมืองไทย

       
ใน การเดินทางกลับเมืองไทย หลวงปู่กลับมาตาทางเดิมคือ จากอินเดีย ท่านโดยสารเรือ จากัลกัตตา มาขึ้นที่มะละแหม่ง ของพม่า แล้วก็โดยสารเรืออีกต่อ มาขึ้นที่ ชลิกขลิก
        ต่อจากนั้น ท่่านเดินเท้า กล้บประเทศไทย มาตามเส้นทางเดิม เมื่อถึงด่าน แล้วข้าม แม่น้ำเมย เข้ามายังฝั่งไทย ตรงด่านแม่สอด จังหวัดตาก

       หลวงปู่ พักอยู่ที่แม่สอดพอมีกำลังแล้ว ก็เดินธุดงค์ภาวนาอยู่ในเขตอำเภอสามเงา จังหวัดตาก แต่ไม่ได้จำพรรษา

       หลวงปู่เล่่าว่าชาวบ้านแถวนั้นเลี้ยงสุนักไว้ ดุมาก เมื่อท่านไปบิณฑบาต บางวันถูกสุนัข กัดเอา
       เจ้าของเขาก็ไม่ไล่สุนัข เขาถือว่า สุนัขดุนั้นดี จะได้เฝ้าบ้านได้

      ที่ จังหวัดตากนี้เอง หลวงปู่่ ถูกสุนัขกัดที่ขาทำให้แผบอักเสบเรื้อรัง หลวงปู่ต้องทรมานกับ แผลนี้อยู่นาน และเป็นแผลเป็นมาตลอดชีวิตท่าน

 

 

 

๙๒. จาริกไป
      เชียงตุง เชียงรุ้ง

      
หลวง ปู่แหวน สุจิณฺโณ กับพระสหจรของท่าน คือ หลวงปุ่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อสมัยที่ยังเป็น พระหนุ่ม ท่่านชอบเที่ยวธุดงค์แสวงวิเวกไปตามที่ต่างๆ ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ เท่าที่ท่่าน มีโอกาสและสามารถจะไปได้ถึง

      จึงกล่าวกันว่า หลวงปู่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ ท่องธุดงค์ไปมากที่สุด ในบรรดา พระธุดงค์ ทั้งหมด
      ถ้ารวมเวลาที่หลวงปู่ทั้งสององค์ เดินธุดงค์ทั้งหมดก็ร่วม ๕๐ ปี ค่อนชีวิตบรรพชิตของท่าน

      หลวงปุ่บอกว่า การเดินทางไกลสมัยก่อน ไม่ได้เป็นกังวลห่วงเรื่องรถเรื่องเรือ เพราะการ คมนาคมด้้วยยานพาหนะสมัยใหม่นั้นไม่มี

      การไปมาได้สะดวกสบายมืออยู่ทางเดียวเท่านั้น คือเดินไปและวลากลับก็เดินกลับ

      ครู บาอาจารย์บางท่านได้พูดในเชิงขบขันว่า การเดินทางของพระธุดงค์ในสมัยก่อน ใช้รถ อยู่ ๒ อย่าง คือ รถ " มอเตอร์ขา" กับรถยี่ห้อ " ออสตีน" เท่านั้น

      หลังจากออกพรรษาแล้ว(ผู้เขียนประมาณว่าน่าจะเป็นปี พ.ศ.๒๔๖๕ ในปลายเดือนตุลาคม หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ได้จาริกธุดงค์ไป เชียงตุง เชียงรุ้ง
     ท่านออกจากเขตไทย ทางด่าน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ข้ามเขตพม่า
      ทางฝั่งพม่าสมัยนั้น มีประชาชนอาศัยอยุ่ไม่มากนัก
      หลวงปู่ เดินไปตามทางล้อเกวียน ในบางแห่งก็ลัดไปตามป่าตามเขา

      ภูมิประเทศส่วนใหญ่ ที่หลวงปุ่ผ่านไป ล้วนแต่เป็นป่าเขา มีต้นไม้ลำต้นสูงใหญ่ปกคลุมอยุ่ ทั่วไป

      หลวงปุ่ทั้งสอง พำนักปักกลดไปเรื่อยตามรายทาง จนไปถึงเมืองเชียงตุง
      หลวงปุ่บอกว่า เมืองเชียงตุงตั้งอยู่ในหุบเขา มีภูเขาเป็นกำแพงธรรมชาติล้อมรอบ พลเมือง ส่วนมากเป็นชาวไทยใหญ่ มีพม่าอยู่บ้าง นอกนั้นเป็นชนพื้นเมืองเผ่าอื่นๆ

      เชื้อสายเจ้านครเชียงตุง เลื่อมใสท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์มาก เชื้อพระวงค์ผู้ใหญ่ ยังปฎิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด

      ด้าน การศาสนา พระภิกษุสามเณรช ก็มีการประพฤติปฎิบัติตามพระวินัยดี เพราะได้ท่าน เจ้าคุณพระอุบาลีๆ ไปแนะนำสั่งสอนไว้ เมื่อสมัยที่ท่่านไปจำพรรษาอยู่เชียงตุง

      พลเมืองเชียงตุงพูดได้สองภาษา คือภาษาไทยใหญ่กับภาษาพม่า
      ประชาชนส่วนใหญ่ มีอัธยาศัยไมตรีดี ขอบการบุญกุศล ดูแลอุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรดี
      
      อากาศในฤดูหนาวค่อนข้างหนาวเย็น เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในที่มีภูเขาล้อมรอบ
      การไปเชียงตุงในครั้งนั้น หลวงปุ่ไม่ได้จำพรรษา

 

 

 
 

๙๓. จาริกไปแสนหวี
       ฝีฝ่อ หนองแล

      
จาก เชียงตุง หลวงปุ่ได้จาริกขึ้นไปทางหนืออีกต่อไป ภูิมิประเทศเป็นป่าทึบ มีป่าโปร่งสลับ อยู่บ้าง มีธานน้ำและสัตว์ป่านานาชนิด ในเวลากลางคืน อากาศหนาวเย็นมาก
       เมื่อพ้นจากเขตเชียงตุงขึ้นไปทางเหนือแล้ว ผู้คนจะเป็นพวกชาวเขาเผ่าต่างๆ เผ่าที่มีความ เจริญมากกว่าเผ่าอื่นๆ ได้แก่ พวกจีนฮ่อ

       หลวงปู่ ได้จาริกขึ้นไปถึงเมืองแสนหวี ฝีฝ่อ และ หนองแส เมืองเหล่านี้ เป็นที่อยู่ของพวก จีนฮ่อ

      บางแถบที่หลวงปู่ผ่านไปไม่มีแม่น้ำโขง ไหลผ่าน พื้นที่เป็นที่ราบในหุบเขา

      พอจวนจะเข้าพรรษา คือช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน จะมีฝนตกชุกมาก ไม่สะดวกที่ จะพำนักในแถบนั้น หลวงปุ่ทั้งสอง จึงได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย

 

 

 
 

๙๔. พูดถึงท่านเจ้าคุณ
       พระอุบาลี

       
หลวง ปู่แหวน สุจิณฺโณ ไห้ความเคารพและมีความคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณ พระอุบาลี คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาสวรวิหาร มานาน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๔ เมื่อหลวง ปู่ มีโอกาสไปกราบรับฟังการอบรมธรรมครั้งแรก

        และ นับแต่นั้นมา เวลาที่ท่านเจ้าคุณๆ ขึ้นไปทางภาคอิสาร หลวงปุ่แหวน จะหาโอกาสไป กราบและฟังธรรมจากท่านเสมอ เพราะท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ เป็นพระมหาเถระที่มี ความสามารถ ทั้งทางปริยัติและทางปฎิบัติ

        ถ้า มีความขัดข้ัองทางธรรมวินัย เมื่อไปกราบเรียนถาม ท่านจะชี้แจงให้ฟังจนหายสงสัย โดยท่านจะตอบข้อซักถามนั้นๆ ตามที่พระวินัยบัญญัติไว้อย่างชัดเจน

        ตัวอย่าง ครั้งหนึ่งทางสำนักพระราชวัง ได้นิมนต์พระมหาเถระ ไปฉันในพระราชวัง โดย มีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นประธานสงฆ์
         เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับ สนทนาธรรมกับพระมหาเถระอยู่ได้ทรงปราำภในเชิงถามตอนหนึ่งว่า ..
         " ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิการ คือตั้งแต่ตะวันเที่่ยงไปแล้ว จนถึงอรุณวันใหม่ ถือเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๗ แห่งโภชนวรรคนั้น ถ้าเป็นภิกษุผู้ไป อยู่ในต่างประเทศ จะพึงกำหนดเอาเวลาเที่ยงนั้นอย่างไร ?"

       พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสถามพระมหาเถระไปทีละองค์ ยกเว้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าๆ
       พระมหาเถระ ถวายพระพรไปคนละอย่าง หรือไม่ก็อ้อมค้อมชนิดไม่กล้าตัดสินชี้ชัดลงไป

       เมื่อถึงท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า " ท่านเจ้าคุณว่าอย่างไร ?"
       ท่า่นเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ถวายพระพรว่า " ให้ถือเอาเวลาท้องถิ่น ที่ตนเข้าไปอาศัยอยู่"

       พระเจ้าอยู่หัว ทรงผินพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระมหาสมณเจ้าๆ แล้วตรัสว่า " เป็นอย่างไร"
       สมเด็จพระมหาสมณเจ้าๆ ถวายพระพรสั้นๆว่า " ชอบแ่ก่เหต"

      พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ตรัสถามประเด็นนี้อีกต่อไป จึงยุติลงเพียงนั้น



 

 
 

๙๕. ปฎิโมกข์ห้า

      
หลวง ปุ่แหวน เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(ภายหลังได้เป็น พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ เมื่อญัตติเป็นธรรมยุติ) เคยบอกให้หลวงปู่ท่อง ปาฎิโมกข์ โดยถามว่า " ท่านแหวนท่องปฎิโมกข์ได้หรือยัง ?"
       กราบเรียนท่่านว่า ยังท่องไม่ได้ ท่่านเจ้าคุณๆ บอกว่า " ต้องท่องปาฎิโมกข์ให้ได้นะ"
       กราบเรียนท่านต่อไปว่า " กระผมอายุปานนี้แล้ว ความจำอะไรไม่ค่อยดี กระผมจะรักษา ปาฎิโมกข์ทั้งห้าก็พอ"

      ท่านเจ้าคุณถามว่า ปาฎิโมกข์ทั้งห้าคืออะไร
      กราบเรียนท่านว่า " ตา ก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง หู ก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง จมูก ก็เป็น ปาฎิโมกข์อันหนึ่ง ลิ้นก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง และกาย ก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งห้านี่แหละเป็นปาฎิโมกข์ "

      ท่านเจ้าคุณๆ พูดว่า " เออ ถูกละนักบวชเราถ้าปฎิบัติอินทรีย์ทั้ง ห้าให้เป็นปาฎิโมกข์ได้ ผู้นั้น ก็จะเจริญในพรธธรรมวินัยของพระพุุทธเจ้า ถ้ารักษาปาฎิโมกข์ทั้งห้าได้แล้ว ไม่ต้องท่อง ปาฎิโมกข ์ ก็ได้ " 

        ดัง นั้นหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ไม่ได้ท่องปาฎิโมกข์ ก็เพราะเหตุนี้ แต่หลวงปู่เคยเรียนรู้ มูลกัจจายน์มาก่อน เมื่อยกวินัยข้อใดมา ท่านจึงว่า ได้อย่างแม่นยำทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย

 


    

 

๙๖. เล่าเรื่องไม้สีฟัน

     
หลวงปู่แหวน เล่าเรื่องไม้สีฟันพระ ให้ลูกศิษย์ฟังดังนี้
      ในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า พรมพระยาวชิรญาณวโรรส กำลังนิพนธ์ (เขียนหนังสือ) วินัยมุข อยู่ พระองค์อธิบายถึงสิกขาบทที่ว่าด้วยไม้สีฟัน จึงเกิดสงสัยว่า จะเป็นไม้ชนิดใด มีลักษณะเป็นอย่างไร
      ทรงรับสั่ง ถามพระเณรทั้งหลาย ต่างก็กราบทูลไปคนละอย่าง ไม่ตรงกัน จะเอาเป็นข้อยุติ ไม่ได้ ยังไม่ได้คำอธิบายเป็นที่พอพระทัย
      จึงให้ไปนิมนต์ท่่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จากวัดบรมนิวาส มาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า

      " ทนฺตโปนา ไม้สีฟันนั้น ท่่านเจ้าคุณๆ เคยได้ยินไหมเป็นอย่างไร ? "
      ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ กราบทูลว่า " เคยเห็นเคยใช้อยุ่ทางภาคอิสาน พระเถระในสาย พระอาจารย์มั่นใช้กันอยู่ทั่วไป ทำจากไม้สองอย่าง คือ ทำจากไม้โกทา หรือกนทา กับชนิดดี ทำ จากไม้จันทน์หอม ด้านหนึ่งทุบให้เป็นฝอยละเอียดใช้สีฟัน อีกด้านหนึ่งเหลาให้แหลม ใ้ช้จิ้มฟัน ถ้าต้องการขูดลิ้น ก็ฉีกออกเป็นชิ้นบางๆ ใช้ขูดลิ้นได้ ถ้าเป็นไม้โกทา เวลาเคี้ยวจะมีรสขม นิดหน่อย ป้องกันกลิ่นปากได้ดี ขับเสมหะได้้ด้วย

       สมเด็จๆ รับสั่งให้ท่านเจ้าคุณๆ หามาให้ทอดพระเนตร ท่านเจ้าคุณๆ จึงสั่งขึ้นไปทางจังหวัด อุบลราชธานี ให้ทำไม้สีฟัน จากไม้จันทน์หอม และไม้โกทา ส่งลงไปให้ท่า่นที่วัดบรมนิวาส กรุง เพพๆ แล้วท่านก็ำนำไปทูลถวายสมเด็จๆ ต่อไป

      เมื่อสมเด็จๆ ได้ทองพระเนตรและทรงทดลองใช้ดูแล้ว จึงตรัสชมกับท่่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ว่า " พระทางอิสานช่างเข้าใจพระวิน้ัยดีแท้ "

 

 

 

๙๗. นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ
      มาอยู่เชียงใหม่

      
ท่าน เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เคยไปจำพรรษาที่เชียงตุง ได้ไปแสดงธรรมโปรดเจ้า ผู้ครองนครเชียงตุงจนเลื่อมใส ถวายตนเป็นศิษย์อุปัฎฐาก เป็นเหตุให้ทางสำนักนครเชียงตุง ประพฤติธรรมกันโดยทั่วหน้า
        แม้ปัจจุบัน เชื้อวงค์นครเชียงตุง เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ก็ยังคงปฎิบัติธรรมกันอยู่

       ในครั้งนั้น นอกนอกท่า่นเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จะได้โปรดเจ้านาย วงค์นครเชียงตุงแล้ว ท่านยังได้ปรับปรุงการปฎิบัติพระวินัย ของพระสงฆ์ในเชียงตุง ให้ดีขึ้น หลายอย่าง ตามคำขอร้องของเจ้าผุ้ครองนครเชียงตุง

         เืืมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ กลับจากเชียงตุงแล้ว ท่านได้ขึ้นไปพักภาวนาอยู่ที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
         ประจวบกับสมัยนั้น วัดเจดีย์หลวง ในตัวเมืองเชียงใหม่ กำลังทรุดโทรม หาพระผุ้เป็นหลัก ไม่ได้ ประชาชนก็เหินห่างจากวัด เพราะพระภิกษุสามเณร ประพฤติตนไม่เหมาะสม

       ทางฝ่ายบ้านเมืองมี เจ้าแก้วนวรัตน์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี ( อาบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ จังได้ปรึกาากันว่า จะหาพระ เถระผู้ใหญ่ที่ไหน เืพื่อจะได้นิมนต์มาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อจะได้ขอให้ท่า่นช่วยปรับปรุงวัด และ พระภิกษุสามเณร ให้เข้ารูปเข้ารอบขึ้น

     ทางฝ่ายบ้านเมืองเห็นพ้องกันว่า สมควรจะอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระุอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทน์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพๆ มาอยู่ จึงได้เตรียมมอบหมายให้ผู้เดินทางไปนิมนต์

      ประจวบกับ ขณะนั้น ได้ทราบย่าวว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ พักวิเวกอยุ่ที่ดอยสุเทพ จึงได้พา กันไปกราบ และเรียนให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งนิมนต์ให้ท่านมาำจำพรรษา ที่วัดเจดีย์หลวง เื่พื่อจะได้ปรับปรุงวัดให้เรียบร้อย และเรียกศรัทธาของประชาชน ให้กลับคืนมา

      แต่การนิมนต์ครั้งนั้นเป็นการนิมนต์ท่านแบบไม่เป็นทางการ ทำนองเกริ่นให้ท่านรับทราบ และท่านเจ้าคุณๆ ก็ยังไม่ได้ตอบรับ แต่ประการใด เพียงบอกว่า ท่านจะขอรับไว้พิจารณา ต่อเมื่อ กลังถึงกรุงเทพๆ แล้วจะพิจารณาอีกครั้ง

 

 

 

๙๘. ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ
      รับนิมนต์

      
เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ พักภาวนาอยู่ดอยสุเทพ พอสมควรแล้ว ก็เดินทาง กลับกรุงเทพๆ
       ประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๐ ทางเชียงใหม่โดยเจ้าแก้วนวรัตน์ ได้เดินทาง ไปนิมนต์ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ อย่างเป็นทางการด้วยตนเอง การติดต่อนิมนต์จึงสำเร็จด้วยดี

       ในการเดินทางไปถึงเชียงใหม่ ท่่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้เลือกผู้ที่จะติดตามไปกับท่าน อย่างพิถีพิถัน เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางนั้นสูงมาก
         ในช่วงนั้น หลวงปู่มั่น ภุริทตฺโต ได้เดินทางเข้ากรุงเทพๆ มีความประสงค์จะปลีกวิเวก แสงหาโมกธรรม ไปตามลำพังองค์เดียว และได้มอบหมายให้ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ปกครอง ดูแลคณะสงฆ์ภาคอิสานแทนท่าน
        ท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จึงได้ขอให้หลวงปู่มั่น ไปพำนัจจำพรรษาที่เชียงใหม่ ด้วย และร่วมเดินทางในครั้งนี้

       ศิษย์ อีกท่านหนึ่ง ที่ด้รับคัดเลือกให้ร่วมเดินทาง ได้แก่ หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งท่านมี ความยินดีอย่างยิ่ง โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ รับความไว้วางใจจากครูบาอาจารย์มากถึง ขนาดนั้น

        หลวงปู่แหวน บอกว่า การนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ในสมัยนั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือน สมัยนี้ต้องใช้เวลานาน แต่ก็ไม่มียาพาหนะหรือวิธีเดินทาง อย่างอื่น ที่จะสะดวกสบาย ไปกว่านี้แล้ว

 

 

 

 

๙๙. จัดการปรับปรุง
      วัดเจดีย์หลวง

      
การ ไปจำพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวง ของท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ครั้งนั้น ท่่านได้ เทศนาสสั่งสอนอบรมพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งนำพระิภิกษุสามเณร ทำความ สะอาดและปรับปรุงบริเวณวัตถุ จนดูสะอาดเรียบร้อย ดูเจริญหูเจริญตา

      นอกจากนี้ เวลากลางคืน ท่านก็ได้ให้การอบรมธรรมทุกคืน ทำให้ได้ผลดีขึ้นมาอย่างรวด เร็ว คือพระภิกษุสามเณรประพฤติอยู่กับร่องกับรอย วัดดูสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย อุบาสก อุบาสิกา และประชาชน ก็มาทำบุญฟังธรรมกันมากชึ้น สามารถเรียกศรัทธากลับมาได้ตาม ความประสงค์

      เื่มื่อออกพรรษาแล้ว ท่่านเจ้าคุณๆ กับพาพระเณรวิเวกตามเขตอำเภอใกล้เคียง
      บางครั้ง ในฤดูแล้งนอกพรรษา ท่า่นก็ลงไปทำธุระที่กรุงเทพๆ พอจวนจะถึงวันปวารณา เข้าพรรษา ท่านก็กลับ ขึ้นมาจำพรรษาที่เชียงใหม่

      วัดเจดีย์หลวง ในสมัยของท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จึงได้รับการสนับสนุน จากประชาชน ที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต

      หลวง ปุ่แหวน ก็อยู่ดูแลช่วยสนองงาน ท่่านเจ้าคุณๆ ตามกำลัง บางครั้ง ท่านก็ตาม หลวงปู่มั่น ออกแสวงหาวิเวก ตามอำเภอนอกๆ ตามโอกาส

 

 

 

 

๑๐๐. ญัตติเป็นธรรมยุต

       
ใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ นี้เอง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้พิจารณาเห็นว่า หลวงปู่ แหวน มีความตั้งใจในการประพฤติปฎิบัติ มีความวิริยะอุตสาหะ ปรารภความเพียรสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ มีข้อวัตรปฎิบัตรดี เหมาะสมตามสมณสารูป มีอุปัชฌายวัตรและอาจาริยวัตร ดีสม่ำเสมอ ปลาย มีอัธายศัยไม่ขึ้นไม่ลง และมีความคุ้นเคยกันมานาน

       วันหนึ่ง ท่่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้พูดกับหลวงปุ่แหวนว่า
       " อยู่ด้วยกันก็นานมาแล้ว ควรจะได้ญิตติเสีย เพื่อจะได้เข้าร่วมสังฆกรรมกันได้ ไม่ต้องคอย บอกปาริสุทธิ์ ในวันอุโบสถ เหมือนเช่นทุกวันนี้

       ครั้งแรกหลวงปู่ กราบเรียน ท่่า่นเจ้าคุณๆว่า ขอเวลาปรึกษาเพื่อน คือหลวงปู่ตื้อ ดูก่อน
       ในช่วงนั้น หลวงปู่ตื้อ ยังท่่องธุดงค์อยู่ตามลำพัง ยังไม่ได้ขึ้นไปเชียงใหม่

       แต่ ด้วยเหตุผลของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ที่อธิบายให้ฟังในขณะนั้น ท่่านจึงตัดสินใจ ญิตติเป็นพระธรรมยุติที่พัทธสีมาวัดเจดีย์หลวง นั่นเอง โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ( จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูศรีพิศาลสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูพีสีพิศาลคุณ( ทอง โฆสิโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 

 

 
 

๑๐๑. เหตุที่หลวงปู่แหวน
       ยังไม่ญัตติในครั้งแรก

      
การ ที่หลวงปู่แหวน ยังไม่ยอมญัตติเป็นพระธรรมยุต ในครั้งแรก โดยจะรอปรึกษากับ หลวงปุ่ตื้อ อจลธมฺโม ก่อนนั้น เพราะถ้าท่่านตัดสินใจไปคนเดียว ภายหลังอาจถูกเพื่อนต่อว่า เอาได้ ว่าทำอะไร ไปแล้วไม่ปรึกษากัน
         เพราะหลวงปู่ตื้อ ท่่านเป็นสหธรรมิก ที่ร่วมท่องธุดงค์ทั้งในและนอกประเทศ ด้วยกันเกือบ จะ ทุกแห่ง เมื่อมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัสินใจ จึงต้องปรึกษากันให้ดีเสียก่อน

        อีก อย่างหนึ่ง ขณะนั้น หลวงปู่แหวนเอง ก็อยู่ในขั้นพระเถระผู้ใหญ่ พอสมควรแล้ว เพราะท่านมีพรรษา ๒๐ พระที่มีพรรษามากขนาดนั้น จะตัดสินใจทำอะไรต้องมีความรอบคอบ
        แต่ด้วยความเคารพในท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ รวมทั้งด้วยเหตุด้วยผล เมื่อท่่านเ้จ้าคุณๆ เอ่ยปากให้โอกาส หลวงปู่ จึงตกลงญัตติเป็นพระธรรมยุติ โดยไม่รอหลวงปูตื้อ
        ภายหลังเมื่อหลวงปู่ตื้อ มาถึงเชียงใหม่แล้ว ท่านก็ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุต ที่วัดเจดีย์หลวง เช่นเดียวกัน

       ใน สมัยนั้น พระฝ่ายมหานิกาย ที่มีอายุพรรษามาก ที่ยอมตนเป็นศิษย์ปฎิบัติธรรม กับหลวง ปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุต ก็มาก และที่หลวงปุ่มั่น ท่่านบอกว่าไม่ต้องญัตติก็มี หลายองค์

       หลวงปู่มั่น ท่านให้เหตุผล ที่ไม่ต้องญัตติว่า
        " มรรค ผล นิพพาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะนิกาย แต่ขึ้นอยู่กับกับการประพฤติปฎิบัติของ บุคคลนั้"

       หลวง ปุ่มั่น ท่านบอกลูกศิษย์ที่ไม่ต้องญัตติว่า สำหรับผู้ที่ตั้งใจจริงแล้ว ให้ไปช่วยสั่งสอนหมู่ คณะในฝ่ายมหานิกายในด้านการปฎิบัติภาวนาต่อไป

       สำหรับ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ที่เป็นชาวเหนือ ที่เ็ป็นฝ่ายมหานิกาย ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ หลวงปู่คำแสน คุณาลงฺกาโร วัดดอนมูล(สันโค้งใหม่) อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และพระครูสุภัทรคุณ(หลวงปู่คำปัน สุภทฺโท) วัดสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

 

 

 

๑๐๒. การเที่ยวธุดงค์
        ในภาคเหนือ

      
หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ท่่านถูกกับอากาศทางภาคเหนือ เหมือนกัน ซึ่งกล่่าวได้ว่า อากาศทางภาคเหนือ เป็นสัปปายะ สำหรับท่่าน
        ในการบำเพ็ญภาวนา ช่วงที่อยุ่ทางภาคเหนือนั้น หลวงปู่ได้จาริกไปตามป่าตามเขา แถว จังหวัด เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ เป็นส่วนมาก

       หลวงปุ่สามารถเล่าถึงภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ในภาคเหนือ ตอนบนได้อย่างละเอียด
       ส่วนทางภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน นั้น หลวงปู่ เคย เที่ยวธุดงค์บ้างเป็นครั้งเป็นคราว ไม่เหมือน ๔ จังหวัดที่กล่าวมา ซึ่งท่่านจาริกไปหลายๆครั้ง

       บาง แห่ง หลวงปุ่ ก็อยู่จำพรรษา บางแห่งก็พักบำเพ็ญเพียรภาวนา เฉพาะในฤดูแล้ง แห่งละ ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง หรือ ๑ เดือนบ้าง

       การ จาริกธุดงค์ของหลวงปู่ นั้นต้องพบกับอุปสรรคนานาประการ ซึ่งหลวงปู่ ก็สามารถผ่านพ้นไปได้ ด้วยพลังจิตที่เข้มแข็ง มุ่งมั่น และด้วยปัญญาบารมีของท่าน ซึ่งศิษย์รุ่น หลังได้ถือเป็นแบบอย่างในการปฎิบัติ จนบังเกิดผลสำเร็จในทางธรรมเป็นจำนวนมาก

       เรื่องการ เดินธุดงค์ของหลวงปู่แหวน นั้น ผู้เขียนได้บรรยายในเรื่องของหลวงปู่ตื้อ หลาย เหตุการณ์ด้วยกัน จึงของดเว้นการกล่าวซ้ำ ขอให้ท่า่นที่สนใจไปหาอ่านเอาเอง

 

 

 
 

๑๐๓. ธุดงค์จากเชียงราย
       ไปลำปาง

       
ครั้งหนึ่งหลวงปู่แหวน ออกธุดงค์องค์เดียว เดินทางจากเชียงรายไปลำปาง
         หลวงปู่เดินทางมาถึงพะเยา ( สมัยนั้นเป็นอำเภอ ขึ้นอยุ่กับจังหวัดเชียงราย) พักที่วัดพระ เจ้าตนหลวง ๓-๔ วัน เพื่อพักผ่อนให้มีกำลัง

       ช่วง ที่หลวงปู่ออกจากพะเยา จะไปลำปาง ก็มีรถลากไม้จะไปเส้นทางนั้นพอดี พวกรถได้ นิมนต์หลวงปู่ขึ้นรถไปด้วย ขณะนั้นเป็นช่วงเดือน ๗(มิถุนายน) เข้าหน้าฝน มีฝนตกชุก รถออก ไปถึงแถวอำเภองาว ก็เกิดติดหล่มขึ้นไม่ได้

       พวกคนรถนิมนต์ให้หลวงปู่พักอยู่กับพวกเขาก่อน ให้แก้ไขเอารถขึ้นจากหล่มได้ค่อยเดิน ทางต่อไป
        หลวงปู่ กล่าวขอบใจพวกเขา แล้วบอกว่า จะค่อยๆเดินล่วงหน้าไปก่อน จะไปพักหมู่บ้าน ข้างหน้า
        ขณะที่หลวงปู่เดินทางนั้น มีฝนตกพรำๆ ตลอดเวลา พอตกเย็น ก็ถึงหมู่บ้านแ่ห่งหนึ่ง เข้า ไปอาศัยพักที่ศาลาใกล้หมู่บ้าน วันรุ่งขึ้น ก็ออกบิณฑบาต ฉันเสร็จก็ออกเดินทางต่อไป

        สมัย นั้น ถนนระหว่างพะเยา -ลำปาง เป็นทางลากไม้ ในฤดูฝนรถจะหยดลากไม้ั เพราะติด หล่ม ลากไม้ไม่้ได้ ดังนั้น เส้นทางจึงเดินลำบากมาก ต้องผ่านลำธาร ผ่านซอกเขา และป่าดงดิบ มีทากดูดเลือดอยู่ทั่วไป

 

 

 

 

๑๐๔. พักค้างคืนที่
        ศาลเจ้าพ่อประตุผา

      
หลวงปู่เดินทางมาถึง ศาลเจ้าพ่อประตุผา เมื่อเวลาใกล้ค่ำพอดี จึงอาศัยนอนที่ศาลเจ้าพ่อ นั้นเอง
       ศาลเจ้าพ่อประตุผา ในสมัยนั้น เขาสร้างเป็นตัวเรือนไม้ขนาดใหญ่ พอที่คนจะขึ้น ไปนอนได้

       หลวง ปู่ ใช้ผ้าอาบปัดฝุ่นและใบไม้ที่พื้นออก แล้วเอาผ้าอาบปูบนพื้นกระดาน กางกลด และจัดบริชารเรียบร้อยแล้ว ก็ออกไปสรงน้ำที่ลำธารใกล้ๆนั้น ซึ่งมีอยุ่ทั่วไปในฤดูฝน

       เวลากลางคืน หลวงปู่บอกว่า เงียบสงบดี ท่า่นใช้ผ้าสังฆาฎิ หนุนศีรษะ ต่างหมอนเวลานอน
       เมื่อหยุดพักพอหายเหนื่อยแล้ว หลวงปู่ก็ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตาให้เจ้าที่เจ้าทาง และ สรรพสัตว์ แล้วเดินจงกรมบ้าง นั่งภาวนาบ้าง สลับกันไป

       หลวง ปู่เล่าว่า เวลากลางคืน พวกเสือมาร้องแถวใกล้ๆ ที่ท่านพัก เสียงเป๊บๆ ขานรับกัน ฟังเสียงแต่ละตัวไม่ใช่เล็กๆ สามารถกินวัวได้อย่างสบาย

       เสียงร้องรับกันเป็นทอดๆ ประเดี๋ยวตัวนั้นร้อง ประเดี๋ยวตัวนี้ร้อง เหมือนคนกุ่หากัน อยู่ไม่ ไกลจากที่ท่านพัก

       พอตกค่ำ อากาศหนาวเย็นมาก ท่านต้องเดินจงกรม และนั่งภาวนาทั้งคืน

 

 

 
 

๑๐๕. จับไข้ระหว่างเดินทาง

       
พอรุ่งสว่างได้อรุณ หลวงปู่ เก็บบริขาร แล้วออกเดินทางต่อไป บันทึกการเดินธุดงค์ช่วงนี้ มีดังนี้:-

      ตก บ่ายรู้สึกอ่อนเพลียมาก หนักศีรษะคล้ายจะเป็นไข้ รวมบรวมกำลังเดินทางต่อไป จะพักก็ ไม่ได้เพราะอยู่กลางป่าเขา ไม่มีหมู่บ้านเลย
      เดินไปได้ประมาณ ๒ ชั่วโมง รู้สึกอ่อนเพลียมาก อาการไข้เริ่มปรากฎชัด ขารู้สึกว่าจะก้าว ต่อไปไม่ไหว อ่อนไป$