vipassana - หลวงพ่อปาน
  หน้าแรก
  ศูนย์พิทักษ์ศาสนา
  พุทธประวัติ
  พระอรหันต์
  พระอริยบุคคล
  พระไตรปิฎก
  ศาสนาในโลก
  ศาสนาพุทธ
  ภิกษุ-สมณะ
  การปกครองสงฆ์ไทย
  พระศรีอาริย์โพธิสัตว์
  นรก
  18 อภิญญา
  19 กฎแห่งกรรม
  19.1 กฏแห่งกรรม
  20 แก้ กรรมเก่า
  21 วิบากกรรม
  22 ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5
  23 ลดกรรม 45
  24.1 คู่กรรม คู่บารมี
  Titel der neuen Seite
  28 กรรมฆ่าตัวตาย
  กรรมให้ผลอย่างไร ?
  เหตุให้กะเทย
  อาถรรพ์สวาท
  31 กรรมเก่ากรรมใหม่
  กรรมบท 10
  34 อกุศลกรรม 10
  กิเลส1500ตัณหา108
  35 ความตาย
  เยี่ยมเมืองนรก
  38 โอปปาติกะ
  43 ตายจะไปเกิดที่ไหน
  สวรรค์
  คนเหนือดวง
  บุญ
  บำเพ็ญ วิปัสนา
  ปฏิบัติกรรมฐาน
  ญาณ 16
  อสุภกรรมฐาน
  Home
  กรรมฐานแก้กรรม
  ธรรมที่อุปการะสมาธิ
  วิธีเจริญภาวนา
  วิริยบารมี ,ปัญญา
  63 มโนมยิทธิ
  65 วิปัสสนูปกิเลส
  ศีล สมาธิ ปัญญา
  69 ศีล 5 . 8 .10. 227
  ศีล 5 แบบละอียด
  9.3 ศีล พระธุดงค์
  มงคลสูตร ๑๐
  อานาปานสติ
  มงคล ๓๘ ประการ
  พฺรหฺมจริยญฺจ
  มรรคมีองค์ 8
  สังโยชน์ ๑๐
  สติปัฎฐาน ๔
  ปฏิจจสมุปบาท
  วิชชาจรณสัมปันโน
  จิตประภัสสร
  ฟัง หลวงปู่มั่น
  ฟัง พระโชดกญาณ
  ฟัง หลวงพ่อชา
  ฟัง หลวงพ่อพุธฐานิโย
  ฟัง หลวงพ่อจรัญ
  ฟัง หลวงปู่เณรคำ
  ฟัง พระพรหมคุณา
  ฟัง หลวงปู่พุทธะ
  ฟัง สมภพโชติปัญโญ
  ฟัง พระมหา วชิรเมธี
  ฟัง ดร.สนอง วรอุไร
  ฟัง แม่ชีทศพร
  เกิดมาทำไม
  ติดต่อโลกวิญญาณ
  หลวงปู่แหวน แผ่เมตตา
  หลวงพ่อปาน
  พุทธสุภาษิต ร้อยผกา
  เปรียบศาสนา
  เตือนสติผู้ปฏิบัติ
  พระดูหมอผจญมาร
  หนีบาป
  บริจาคเลือด
  ขยะในใจ
  วิวาห์ ทารุณ
  วิธีช่วยคนใกล้ตาย
  หลวงพ่อวิโมกข์
  การประเคน
  การจุดธูปบูชา
  การแผ่เมตตา
  วิธีใช้หนี้พ่อแม่
  คุณบิดา-มารดา
  วิธีกราบ
  อธิษฐาน
  แด่เธอผู้มาใหม่
  แขวนพระเพื่ออะไร
  เลือกเกิดได้จริง
  ทำนายฝัน
  พระเจ้าทำนายฝัน
  เสียงธรรมะ
  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
  นิทานธรรมะ
  ฟังเสียง หนังสือ
  ฟัง นิทานอีสป
  ละครเสียงอิงธรรม
  เสียง อ่านหนังสือ
  เสียง ทางสายเอก
  หนังสือธรรมะ
  ฟังบทสวดมนต์
  เทศน์มหาชาติ
  เพลงสร้างสรรค์
  สารบัญคำสอน
  เรื่องจริงอิงนิทาน ลี้ลับ
  แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ
  แนะนำ วิธีป้องกัน โรค
  F 1 บำบัดความเครียด
  F 2 ความวิตกกังวล
  F 3 วิธีรักษา โรคต่างๆ
  F 4 ตรวจสุขภาพผู้หญิง
  F 5 มะเร็ง
  F 6 ทำแท้งเถื่อน
  F 7 เป็นภูมิแพ้
  F 8 การช่วยชีวิตฉุกเฉิน
  ข่าว บันเทิง
  M 1 ดูทีวีออนไลน์
  M 2 ฟังวิทยุ
  M 3 หนังสือพิมพ์วันนี้
  M 4 หอ มรดกไทย
  M 6 ที่สุดของโลก
  M7 เรื่องน่ารู้
  M 9 ตอบ-อ่าน
  M 10 ดูดวง..
  M 11 ฮวงจุ้ย จีน
  ค้นหา ข้อมูลช่วยเหลือ
  S 1 ท่องเที่ยวไทย
  S 2.1 สถานีขนส่ง - Bahnhof
  S 2.2 GPS
  S 4 เวลา อากาศ โลก
  S 5 กงสุลใหญ่
  S 6 เว็บไซต์สำคัญ
  วัดไทยในต่างแดน
  S 8 ราคาเงินยูโรวันนี้
  S 9 ราคาทองคำวันนี้
  S 10 แปล 35 ภาษาไทย
  S 11 บอกบุญ ทำบุญ
  D 1 Informationen Thailand
  D 2 Buddha
  D 4 Super foto
  Z 1 Clip คำขัน
  Z 2 Clip นิทานธรรมะ
  Z 4 Clip เรื่องจริง
  Clip กรรมลิขิต
  Z 6 Clip หนัง Kino
  การใช้ชีวิตคู่
  เกมส์คุณหนู
  "สุข" แม้ในยาม เศร้า
  ธรรมะเพื่อชีวิต เสียงอ่าน
  รวมบทความธรรมะ
  ค่าน้ำนม
  ฟังเสียงสวดมนต์
  ศาลาปฏิบัติกรรมฐาน
  Kontakt
หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน (ปาน โสนันโท) วัดบางนมโค อ. เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ อาตมาบันทึกด้วยเสียงเมื่อกำลังป่วยหนัก พ.ศ. ๒๕๑๕ อาการป่วยขณะนั้นคิดว่าจะไม่มีเวลามาคุยกับท่านทั้งหลายอีก ด้วยอาการเครียดมาก กินไม่ได้ ขนาดกินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาทันที แต่ก็พยายามรวบรวมกำลังใจบันทึกเสียงไว้ ด้วยประโยชน์ที่คิดในขณะนั้นก็คือ


๑. เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบตามความเป็นจริงว่า คนที่ตายไปแล้วไม่สูญ ยังมีการสืบต่อ รับภาระในการเสวยสุข เสวยทุกข์ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริง โดยเอาอาการตายของผู้เขียนเป็นเครื่องยืนยัน

๒. พิสูจน์การตายแล้วไม่สูญ มีการพิสูจน์ได้ตามหลักสูตรของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ถ้าเราเอาจริงกันก็ไม่มีอะไรเป็นของยาก ขอให้พิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริง ทำพอดี และทำให้ถูก รู้จักควบคุมกำลังใจให้พอเหมาะพอดีจะพิสูจน์ได้แบบสบาย

๓. เพื่อรับรองฌานสมาบัติและมรรคผลว่า ขณะนี้ยังมีอยู่ ไม่ได้สลายตัวไปตามหนังสือบอกวัตร ที่ท่านผู้ทรงคุณประเภทไม่เอาไหนแต่งไว้ ทำให้ความเข้าใจของท่านผู้ประสงค์ดีคลาดเคลื่อน จะได้ปฏิบัติจนถึงที่สุดของความดีที่มีอยู่ และสร้างเสริมใหม่

ผู้เขียนคิดว่าหนังสือนี้มีผลช้า คือว่า กว่าท่านผู้อ่านจะสนใจในธรรมปฏิบัติก็อาจจะต้องใช้เวลาหลังจากที่คุณอรนงค์ คุณะเกษม พิมพ์แจกแล้ว อย่างเร็ว ๑๐ ปี หรืออย่างช้า ๒๐ ปีล่วงไปแล้ว ความคิดผิดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพอหนังสือนี้ออกแจกงานศพเพียง ๗ วัน ก็ปรากฎว่านักบุญมาหากันไม่ขาดสาย ดีใจมากที่หนังสือนี้มีผลเร็วขยายตัวออกเกินคาด เป็นกระจกส่องใจท่านพุทธศาสนิกชนได้ดี เพราะความโง่เง่าของผู้เขียน คิดว่าคนที่มีอารมณ์เข้าถึงธรรมมีปริมาณน้อย จึงคาดกาลเวลาไว้อย่างนั้น ที่แท้แล้ว ปัจจุบันคนที่มีอารมณ์เข้าถึงธรรมมีมาก และเข้าในสภาพเอาจริงเอาจัง จำนวนมากที่เห็นน่าจะมีโอกาสลาโลกเสียเลยได้แบบสบาย เป็นที่ปลื้มใจบอกไม่ถูกที่หนังสือที่ออกมาได้ด้วยการสละชีวิต ด้วยอารมณ์จิตที่เคร่งเครียดต้องต่อสู้กับทุกขเวทนา ต้องเร่งเวลาพูด ต้องตัดตอนสำคัญออกมาก ด้วยเกรงว่าจะขาดใจตายเสียก่อนหนังสือนี้จบ เมื่อจบก็จบแบบไม่สมบูรณ์แบบ เพราะร่างกายทรงไม่ไหว แต่ถึงกระนั้นก็มีผลมหาศาล

ในโอกาสนี้ต้องขอชมท่าน พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ ที่ใช้เวลาคัดลอกจากเสียงมาเป็นตัวหนังสือ และคุณอรอนงค์ คุณะเกษม และคนอื่น ๆ ที่ร่วมกันจัดพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มจนเป็นที่สนใจของท่านสาธุชน จนหนังสือไม่พอกับคนอ่าน ขณะนี้มีท่านผู้มีศรัทธาหลายท่านได้รวบรวมทุนกันจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ เพื่อสนองความต้องการของท่านผู้สนใจ

อาตมาขออนุโมทนาในความตั้งใจดีของทุกท่านที่ร่วมทุน รวมกำลังทรัพย์ออกค่าพิมพ์เผยแพร่ ความดีนี้จงสนองให้ทุกท่านที่สละทรัพย์ร่วมในการพิมพ์ จงเป็นผู้เห็นธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วโดยฉับพลันเถิด
หลวงพ่อของเรามักเล่าเรื่องของตัวท่านกับเรื่องของหลวงพ่อปานให้ลูกศิษย์ฟัง อยู่เสมอ ๆ จนทำให้พวกเราอยากเขียนหรือทำเป็นหนังสือเอาไว้แจกในโอกาสหลัง ๆ แต่เมื่อนึกถึงประวัติอาจารย์ต่าง ๆ ที่ขลัง ที่มีผู้เขียนขึ้นในภายหลังจากที่อาจารย์นั้น ๆ มรณภาพไปแล้ว ก็นึกออกว่าผู้อ่านไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องนั้นโดยสนิทใจ เพราะอาจฟังมาผิดพลาดอาจจำคลาดเคลื่อนเนื่องจาเวลาล่วงเลยไปนาน หรือถ้าหนักหน่อยก็คิดว่าปั้นเรื่อง ตกแต่งเพิ่มเติมเอาเองส่งไปเลย

เรื่องที่หลวงพ่อเล่าเป็นเรื่องสนุก ๆ มีหลายเรื่อง จนอยากจะบันทึกไว้ถ่ายทอดให้ผู้อื่นที่ไม่มีโอกาสดีอย่างพวกเราได้อ่านบ้าง แต่ก็เกรงว่าจะถ่ายทอดมาได้ไม่สมบูรณ์ หรือทำให้ผู้อ่านเกิดความคลางแคลงดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้น จึงพากันรบเร้าให้หลวงพ่อเป็นผู้เขียนบันทึกเองก่อนที่ท่านจะทิ้งพวกเราไป ท่านทนการรบเร้าของพวกเราไม่ไหว ท่านก็เลยรับเขียนบันทึกให้

วิธีเขียนบันทึกของท่าน ได้ทำเป็น ๒ ตอน ตอนแรกที่ท่านพิมพ์ดีดมาเอง แล้วเราก็จัดพิมพ์โรเนียวแจกกันอ่านเป็นตอน ๆ ระหว่างพรรคพวก พักเดียวสุขภาพของหลวงพ่อที่ไม่สมบูรณ์อยู่แล้วก็ทนไม่ได้ พสกเราจึงเปลี่ยนวิธี คือ ให้หลวงพ่อเล่าเรื่องแล้วบันทึกเสียงไว้ พวกเรารับเทปมาถ่ายทอดเป็นอักษรและทำโรเนียวแจกกันต่อไปอีกทีหนึ่ง วิธีนี้เบาแรงหลวงพ่อไปพอสมควร

ต่อมา คุณอรอนงค์ คุณะเกษม ขออนุญาตหลวงพ่อจัดพิมพ์แจกในงานศพคุณพ่อของเธอ จึงได้มีการแก้ไขสำนวนต่าง ๆ แล้วให้หลวงพ่อตรวจอนุมัติอีกทีหนึ่ง การแก้ไขนี้ไม่สมบูรณ์นัก ดังนั้น ร่องรอยของการใช้ภาษาแบบคนเล่านิทานให้กันฟังด้วยปากจึงยังมีเหลืออยู่เป็น อันมาก อันที่จริงพวกเราก็อยากปล่อยไว้ให้เป็นอย่างนั้น คือ ให้เหมือนของเดิมของท่านมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสำนวนเขียนหรือสำนวนพูด

หลวงพ่อเป็นพระชั้นมหา ความรู้ทางปริยัติของท่านจึงเป็นที่มั่นใจได้ว่าถูกต้อง นอกจากนั้น ท่านยังเก่งทางปฏิบัติ มีฌานและญาณต่าง ๆ อยู่มากหลายอีกด้วย ในขณะที่ท่านพิมพ์เรื่องก็ดี บันทึกเสียงก็ดี ท่านมักจะเห็น (และได้ยิน) "ท่าน" ผู้อื่น ที่พวกเราธรรมดามองไม่เห็นได้มาร่วมวงในการเขียนและการบันทึกเสียงอยู่เสมอ ๆ บางเรื่องหลวงพ่อก็ไม่ได้ประสบเองหรือได้ยินมาก่อน แต่ "ท่าน" มาเล่าให้ฟังในขณะที่เขียนหรือบันทึกนี่เองก็มี ด้วยเหตุนี้ ในบางแห่งจึงมีบทสนทนาสด ๆ ระหว่างหลวงพ่อกับท่านผู้มาปรากฎตัวให้ท่านเห็นในขณะนั้น ๆ ปนอยู่ด้วย

"ท่าน" ต่าง ๆ เหล่านั้น สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เหมือนพวกเราก็อาจจะงงงวยว่าหมายถึงใครกัน แน่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือท่านผู้อ่าน จึงขอชี้แจงไว้ดังต่อไปนี้

"หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" เป็นชื่อของหลวงพ่อของเรา ผู้ทำการบันทึกเรื่องราวนี้ ตัวท่านเองบอกว่าจะลงชื่อจริงก็ได้ แต่พวกเรามีความเห็นว่าไม่สมควร เพราะเกรงจะมีคนไปรบกวนท่านในทางโลกมากเกินไป (ไม่ใช่หวงอาจารย์) เลยตั้งนามปากกาให้เสีย โดยปรกติ หลวงพ่อปานเรียกท่านว่า "ไอ้ลิงดำ" หลวงพ่อของเราไม่ยินดีในการแสดงฤทธิ์ แต่ยินดีในการแสดงธรรมเพื่อพาคนเข้าถึงพระนิพพาน

"สมเด็จ" หมายถึง พระพุทธเจ้า มีหลายพระองค์ด้วยกัน

"พระ" หมายถึง หลวงพ่อปาน บางทีก็หมายถึงพระพุทธเจ้า

"ลุงพุฒิ" หมายถึง พญายมราช ท่านผู้นี้ในสมัยหนึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกับหลวงพ่อ

"ท้าวมหาราช" หมายถึง จัตุโลกบาลทั้งสี่ มีท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวกุเวร (เวสสุวัณ)

"หมอนิด" หมายถึง "คุณอรอนงค์ คุณะเกษม" เธอผู้นี้มีญาณพิเศษในบางครั้ง มีความสามารถในการรักษาโรคในบางครั้ง หลวงพ่อจึงเรียกหมอนิด บางทีก็ใช้สมญาว่า "หมอบิด" คือ บิดตะกูด

คำชี้แจงอีกข้อหนึ่งที่จัดว่าจำเป็น คือ การสะกดการันต์ ทั้งบาลีและไทย ซึ่งผู้ถอดเทปมาเป็นอักษรยืนยันว่าต้องมีที่ผิดอย่างไม่เป็นปัญหา ถ้าอ่านพบก็โปรดทราบว่า เป็นข้อบกพร่องของผู้ถอดเทป ไม่ใช่ของหลวงพ่อ

คำเตือนที่ขอร้องให้เชื่อ นี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นอีกข้อหนึ่ง คำเตือนนี้ให้ไว้สำหรับผู้ไม่มีความเชื่อถือเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ เรื่องนรก สวรรค์ ฯลฯ โดยเฉพาะ เรื่องที่ต้องการเตือนก็คือ ถ้าไม่เชื่อก็พึงเก็บไว้เป็นข้อสงสัยภายในใจ ระวังอย่ากล่าวคำปรามาสหรือลบหลู่เป็นอันขาด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง หลวงพ่อเคยเล่าว่า พระอรหันต์ท่านมีคุณอนันต์ โทษมหันต์ ที่ว่าโทษมหันต์นั้นก็คือ ใครไปล่วงเกินท่านเข้า ตัวเองก็จะได้รับโทษแรงโดยอัตโนมัติ เช่น ถ้าท่านประณามพระอรหันต์ว่าเป็นบ้าเข้า ท่านก็จะไปเกิดเป็นคนบ้าเสียเอง ๕๐๐ ชาติ โดยอัตโนมัติ ดังนี้เป็นต้น แม้ไม่ต้องถึงพระอรหันต์ เอาแค่พระโสดาบัน ก็แย่พอดู

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ฟังอะไรแล้วอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องตรึกตรองให้เห็นจริงเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ พวกเราก็อยากจะชี้ว่าคำสอนของท่านข้อนี้ ย่อมใช้ได้ในทางตรงกันข้าม คือฟังอะไร อย่าเพิ่งไม่เชื่อ ให้ตรึกตรองเสียก่อนว่าไม่จริง จึงค่อยไม่เชื่อ

หลวงพ่อเป็นพระที่มุ่งนิพพาน ท่านรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต ดังนั้น มุสาวาทาจึงไม่มีแน่ และหลวงพ่อจะเป็นพระอริยะหรือเปล่า ถ้าเป็น เป็นชั้นไหน พวกเราไม่มีทางทราบได้แน่นอน แต่วิสัยคนมีปัญญาควรระวังไว้ก่อนว่า ท่านอาจเป็นพระอริยะ ดังนั้น จึงไม่ควรกล่าวปรามาสแม้จะไม่เชื่อก็ตาม
หลวงพ่อบอกว่าเรื่องลึกลับเหล่านี้จะลงความเห็นด้วยการใช้เหตุผลของมนุษย์ สามัญไม่ได้ ท่านท้าให้พิสูจน์กันได้ด้วยตนเองให้ได้ วิชชา ๓ เป็นอย่างน้อยเสียก่อน แล้วท่านจะรู้ได้เองว่าจริงหรือไม่จริง

เชื้อโรค ท่านจะดูด้วยตาเปล่าให้เห็นนั้นไม่ได้ นรก สวรรค์ก็เช่นกัน ถ้าหากพูดตามภาษาสมัยใหม่ อาจกล่าวว่า "อยู่ในมิติที่ ๔" ซึ่งคงจะทำให้พอนึกสลัว ๆ ถ้าท่านยังหาทางเข้ามิติที่ ๔ ไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งลงความเห็นว่ามิติที่ ๔ นั้นไม่มี

อนึ่ง ในบันทึกนี้หลวงพ่อกล่าวไว้หลายตอนว่า "มีในหนังสือแล้ว ให้ไปเปิดดูเอง" หนังสือนี้ได้แก่หนังสือ "คู่มือการปฏิบัติพระกรรมฐาน" ซึ่งท่านแจกให้บรรดาลูกศิษย์และผู้สนใจในทางธรรมไปเป็นส่วนมากแล้ว จึงขอแจ้งไว้ให้ทราบ ณ ที่นี้ด้วย
ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่ท่านผู้อ่านโดยทั่วกัน

***เมื่อข้าพเจ้าตาย*** 
วันนี้ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ เห็นว่าร่างกายพอมีแรงบ้าง หลังจากที่มันทำท่าจะพังมาประมาณ ๔ เดือนเศษ เมื่อมันกลับฟื้นคืนสภาพมาเกือบจะปกติ เวลาพอมีว่าง เพราะตัดสินใจว่า นับแต่นี้ไปจะทำตนเป็นคนที่ไม่มีพันธะผูกพัน หมดหนี้จากงานก่อสร้าง หมดหนี้จากกิเลสตัณหา คือตัดความทะเยอทะยานใด ๆ ทั้งสิ้น ตั้งท่ารอความตายที่แท้จริงจะมาถึง วางภาระเสียทั้งหมด เวลาจะตายจะได้ตายอย่างคนไม่มีห่วง งานที่จะทำต่อไป และทำจนสิ้นลมปราณก็คือรักษาสมณธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ด้วยชีวิต แนะนำศิษย์ด้วยธรรมชั้นสูง งานนี้แม้ไม่มีใครจ้างก็ทำ จะทำตนเป็นคนมีงานอย่างเดียว งานประเภทอื่นถ้าจะพึงมี เช่น งานก่อสร้าง ก็จะทำประเภทถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ใครให้ทุนก็ทำ หรือชอบใจก็ทำ ไม่ชอบใจไม่ทำ เพราะงานอดิเรกอย่างนี้ ทำมาหลายสิบล้านบาท เป็นผลสำหรับกามาวจรสวรรค์ งานประเภทนี้มีมากเพียงพอ หรือเกินพอแล้ว งานด้านที่สูงกว่านั้นนิดหนึ่ง คืองานด้านสังคมสงเคราะห์ ส่วนวัสดุก็ให้มาแล้ว มีจำนวนเงินนับล้าน งานด้านศีลธรรมก็ทำเอง และสงเคราะห์มาเกินความจำเป็น งานด้านรักษาอารมณ์ ก็ทำมาแล้วเกิน ๓๐ ปี เห็นว่างานทุกประเภทที่พระสงฆ์ชั้นสวะอย่างผู้เขียนจะพึงทำ ทำมาพอแล้ว ดูเหมือนจะเกินไปเสียด้วย เมื่อรู้ตัวว่าพอก็จะเลิกสนใจ งานประเภทใดที่ล่วงสมณธรรม จะตัดให้หมด คนเลวจะเลิกสังคม เมื่อจะตายจะมัวอาลัยกับคนและสัตว์ ตลอดจนสิ่งไม่มีชีวิต ความหลงว่าอะไร ๆ เป็นของเรา เป็นความฉลาดของคนที่คิดว่าตนจะไม่ตาย สำหรับคนที่รู้ตัวว่าตนเองจะตาย จะมีอะไรเหลือไว้อีกสำหรับทรัพย์สิน ตัดใจแล้ว ตายเมื่อไรก็สบายใจ หมดทุกข์ หมดกังวล __________________

---เขียนเรื่องตัวเอง---

หนังสือนี้ไม่ใช่ตำรา สำนวนที่เขียนก็ไม่ได้อิงสำนวนตำรา เป็นหนังสือคุยกับเด็ก การพูดกับเด็ก พูดภาษาตำราเด็กฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อท่านอ่านแล้ว จงอย่าเอาไปเป็นตำรา เพราะเป็นมุมหนึ่งของชีวิตเมื่อตายเท่านั้น การตายของแต่ละคน จะเอาสิ่งที่ตนพบเห็นหรือได้มาจะให้เหมือนกันทุกคนไม่ได้ ด้วยสิ่งที่พบเห็นหรือได้มา จะได้หรือจะพบตามกำลังความดีที่ตนทำไว้ ในส่วนกามาวจรสวรรค์ คือ สวรรค์ ๖ ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี รวม ๖ ชั้น เป็นที่อยู่ของอากาศเทวดา หรือพรหมอีก ๒๐ ชั้น หรือที่ต่ำลงมา ได้แก่ ภูมิเทวดาหรือรุกขเทวดา หรืออบายภูมิ ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ท่านที่ตายแล้วไปพบ จะพบแต่ภูมิที่ตนมีส่วนความดีหรือความชั่วเข้าถึงเท่านั้น ส่วนอื่นที่มิใช่วิสัยของตนที่จะเข้าถึง จะพบไม่ได้ และแต่ละภูมิ แต่ละชั้น มีความเป็นอยู่ ความสุข กิจการงานปฏิบัติ ก็ไม่เหมือนกันเสมอไป เว้นไว้แต่พระนิพพานที่ใคร ๆ ก็มีสภาวะเหมือนกัน จงอย่าเอาเรื่องในหนังสือนี้ไปเถียงกับคนอื่นที่มีความเห็นไม่ตรงกับหนังสือ นี้ ด้วยความไม่ประสงค์ให้เป็นตำรา เพียงเล่าเรื่องที่เคยตาย และสิ่งที่พบมาของมนุษย์ชั้นเลวคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าท่านยึดเอาเป็นตำรา ก็จะกลายเป็นสร้างระบบศาสนาขึ้นแข่งกับพระพุทธเจ้า ด้วยความรู้ทั่วไปทุกภพ พระพุทธเจ้าท่านรู้จริง รู้ตรง และกล่าวสอนไว้ครบแล้ว เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจึงถูก อย่าเอาของหลวงตาเลว ๆ องค์หนึ่งที่มีความดีไม่เท่าหนึ่งในหลายพันล้านของพระพุทธเจ้าไปเป็นสรณะเลย จะกลายเป็นสหายของท่านเทวทัตไป

เรื่องที่เขียนนี้ เป็นการเขียนแก้ว่าง และเล่าเรื่องของตนเองก่อนสิ้นลมปราณ เห็นว่า จะดีกว่าคนอื่นเขียนเมื่อสิ้นลมปราณแล้ว เพราะคนอื่นที่เขียน เขาก็จะเลือกเขียนแต่ที่ตอนดี ตอนใดเลวไม่เขียน เขาไม่กล้าเขียน ถ้าขืนเขียนชาวบ้านชาวเมืองก็จะหาว่ากลั่นแกล้งคนตาย เมื่อไม่เขียน เปรตก็จะกลายเป็นเทวดาไปหมด เห็นว่าไม่ถูก ความดีความชั่ว ใครจะรู้เรื่องของใครแน่นอน เมื่อเห็นว่าเขียนเองดีกว่า เขียนได้สบาย จะด่าจะประจานตนเองอย่างไรก็ได้ชาวบ้านไม่เกี่ยว และเขียนได้ละเอียดดีกว่าคนไม่รู้ความจริงเขียน แม้แต่เจ้าของเรื่องเขียนเรื่องของตนเอง ก็เขียนให้ครบไม่ได้ ด้วยจำไม่ได้ทั้งหมด แล้วใครที่ไหนเล่าจะมานั่งบรรยายเรื่องของคนที่ตายไปแล้วให้ครบถ้วน เรื่องของเรื่องก็เป็นอันว่า คนที่เขียนแทนเมื่อตายแล้วเป็นนักยกเมฆเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เลือกยกเอาแต่ตอนที่ดีหรือเห็นว่าดี เมื่อพูดกันตามประสาชาวบ้าน ก็ต้องพูดว่าเขียนโกหกกันไม่น้อยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ สู้เขียนเองไม่ได้ การเขียนเริ่มวันนี้ มันจะจบเมื่อไรก็ช่างมัน มีแรงก็เขียน ไม่มีแรงก็นอน จะจบก่อนตายหรือตายก่อนจบก็ตามใจ

---ตายครั้งที่ ๑---

เรื่องตายนี้ ตายมาหลายครั้ง ไม่ใช่ลองตายหรืออยากตาย มันตายเอง ตายแล้วก็กลับฟื้น การตายทุกครั้งตายด้วยโรคทางเดินอาหารไม่ดี โรคท้องผุ หรือกระเพาะลำไส้ผุ มาพูดเรื่องตายเลยดีกว่า ประวัติดั้งเดิมการเขียน เขียนไปมันก็ไม่พ้นเรื่องของคนตาย จะเป็นเทวดาระดับไหนก็ตาย ลงมาเกิดเดินดินกินข้าว หรือกินขนมปัง กินถั่ว กินงาอะไรก็ตาม มันก็เจ๊งกันตอนตายเหมือนกันหมด อย่าเอาเลวมาเขียนให้เป็นดีเลย ถ้าดีจริงแล้ว ไม่มีใครมาเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม หรือเข้านิพพานสบายกว่าแยะ เมื่อเกิดมาเพื่อแก่เจ็บตายเหมือนกันก็ยังจะมาเขียนประวัติโกหกชาวบ้าน ว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ จะเอาประโยชน์ตรงไหน โกหกเท่าไร ถ้าเราทำเลวมันก็ไม่ดีขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราทำดี ใครจะประณามอย่างไร มันก็ไม่เลว เลิกโกหกกันดีกว่า หรือใครจะโกหกต่อไปก็ตามใจ ไม่ขัดคอใคร

การตายครั้งที่ ๑ เป็นการตายเมื่อวัยเด็ก อายุ ๑๒ ปี เคยบอกกับใครต่อใครว่าอายุ ๑๗ ปีมาก่อน นั่นเป็นเรื่องของคนที่จำประวัติตนเองไม่ได้ เมื่อเขียนนี้ ท่านแม่มาบอกจึงทราบชัดว่าการตายครั้งแรกไม่ใช่อายุ ๑๗ ปี ตายเมื่ออายุ ๑๒ ปี ด้วยโรคอหิวาตกโรค โรคนี้แปลตามศัพท์แปลว่า โรคลมที่มีพิษเหมือนงู ก่อนตายตอนป่วยก่อนวันตาย ๑ วัน ตอนนั้นอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า ตอนบ่ายก่อนวันตาย นักเลงสุราเขาหาหอยโข่งพล่ามากินกับเหล้า เมื่อเขาทำเสร็จ ก็เข้าวงเหล้ากับเขา แต่ทว่าไม่ได้กินเหล้า ชอบกินหอยโข่งพล่า เนื้อมันอร่อยมาก เขาพล่าแบบขี้เมา กินเสียจนอิ่มเต็มอัตราศึก เมื่ออิ่มแล้วก็ออกไปวิ่งเล่น มันไม่มีอะไรแสดงว่าท้องจะเสีย แต่ทว่าขณะนั้นชาวบ้านกำลังตายด้วยอหิวาต์กันเกลื่อน พระพบคนตายเป็นปกติประจำวัน ด้วยเมื่ออหิวาต์เกิด หมอมีกำลังอ่อนกว่าโรค โรคก็เลยครองเมือง ชอบใจคนไหนก็ยึดคนนั้นได้ตามใจชอบ กลางคืนหาคนเดินเที่ยวเตร่กันไม่ได้ ตำบลนั้นและตำบลใกล้เคียงเงียบสงัด หนุ่มสาวที่เคยหิวรัก ปกติตอนเย็นเมื่อว่างงานเห็นเดินไปมาหาสู่กันตามปกติ แต่ตอนที่เทวดาอหิวาต์มาและคนตายมาก ๆ เข้า หาหนุ่มสาวหิวรักเดินไม่ได้เลย กลางคืนเงียบและรู้สึกเยือกเย็นอย่างไรชอบกล สุนัขหอนตั้งแต่ตอนค่ำเกือบตลอดแจ้ง คนในบ้านใกล้เคียง ต่างเกรงความตายทั่วกัน



ตอนนั้นพระชักจะมีราคา ที่ว่านี้ไม่ใช่พระสงฆ์ เป็นพระพุทธเจ้าต่างหากที่ว่ามีราคา ไม่มีใครไปหาซื้อ แต่ทว่ามีคนสนใจบูชากันมาก ด้วยมองเห็นความตายใกล้เข้าปลายจมูกเข้าทุกที ทุกบ้านพากันบูชาพระ ที่บูชานั้นไม่ใช่เคารพในคุณพระพุทธ พระธรรม ตามที่ได้ยินเสียง บางคนบ่นบูชาออกเสียงดังได้ยินว่า เจ้าประคู้ณ กรุณาปัดเป่าโรคร้ายนี้ให้ออกไปพ้นบ้านพ้นเมือง แล้วแกก็ออกชื่อคนในบ้าน เมื่อประกาศชื่อเสร็จก็ลงท้ายว่า ขอพระโปรดป้องกัน อย่าให้คนที่ออกชื่อนี้ตายเพราะโรคนี้เลย เป็นอันว่าจุดธูปนั้นไม่ใช่บูชาความดี เป็นการจุดธูปเรียกพระพุทธเจ้ามาใช้ให้เป็นยามป้องกันโรคร้าย หรือใช้ให้พระพุทธเจ้าไปขับโรค ยามปกติแกก็ไม่บูชา เรื่องของคนที่จะเห็นคนอื่นดีก็ตอนที่ตนมีทุกข์ พอมีสุขเข้าก็มักจะลืมกัน นี่ว่ากันถึงคนเลว คนอกตัญญูไม่รู้จักคุณคน ส่วนคนที่ดีนั้น มีพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ คนประเภทนี้เป็นพ่อคนแม่คนทั้งโลกหายากมาก มีน้อยกว่าคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน ด้วยคนที่มีพรหมวิหาร ๔ เป็นคนมีบารมีสูงประสงค์นิพพานชาตินี้ก็มีหวังไปได้ไม่ยากเลย
__________________

---ความตายปรากฎ---

เมื่อวันรุ่งขึ้น ตอนเช้าเวลาประมาณ ๙ น. ก็เริ่มปวดท้อง แล้วท้องก็ถ่าย มันถ่ายแบบไม่มีเสียงสะบัดเป็นสัญลักษณ์ของอหิวาตกโรค เมื่อถ่ายครั้งแรกก็เรียนให้ท่านแม่ทราบ ท่านจัดหายามาให้ และใช้ให้คนรีบไปตามลุงที่เป็นหมอ ด้วยลุงเป็นหมอที่มีชื่อเสียงมาก มีความรู้ทั้งแผนโบราณและปัจจุบัน กว่าท่านลุงจะมาท้องก็ถ่ายเป็นวาระที่ ๓ เวลาประมาณ ๘.๕๐ น. ดูนาฬิกาที่บ้านเห็นเกือบ ๙ น. มีอาการเพลียมาก แรงไม่มี ท้องก็ปวดมาก ภายในมีความร้อน ความปวดของท้องปวดมาถึงผิวหนัง ผ้าที่นุ่งต้องวางทาบไว้ จะขมวดหรือรัดเข็มขัดทำไม่ได้ด้วยมันปวดเกินกว่าที่จะทำอย่างนั้นได้ เมื่อท่านลุงมาถึง ท่านก็ฉีดยาให้ ๑ เข็ม ค่อยมีอารมณ์ใจสบาย เมื่อท่านให้กินยาแล้ว ท่านแม่ก็หยิบพระพุทธองค์ที่ฉันรักมากที่สุดมาวางไว้ทางขวามือ พอมองเห็นถนัด ท่านจุดธูปที่มีกลิ่นหอมมาก เห็นจะเป็นธูปแขก มันหอมชื่นใจจริง ๆ เมื่อท่านแม่จัดเรื่องพระเสร็จ ท่านก็บอกว่า ลูกภาวนาว่าพุทโธนะลูก ภาวนาไว้ จำรูปพระให้ติดตา เมื่อหลับตาจงนึกถึงภาพพระ เมื่อลืมตาจงดูพระไว้ ภาวนาไว้ พระจะช่วยให้ลูกหายเร็ว ๆ และจะไม่เจ็บท้อง

เรื่องภาวนาพุทโธนี้ ท่านแม่สอนและบังคับเป็นปกติ เมื่อยามปกติท่านจะบังคับให้บูชาพระก่อนนอน ให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วก็ว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้วให้ภาวนาว่า พุทโธ ๓ ครั้ง ต้องว่าให้ท่านได้ยินจึงจะนอนได้ เมื่อเด็ก ๆ ฉันกลัวผี ท่านแม่บอกว่า พระพุทโธผีกลัว เมื่อกลัวผีจงภาวนาว่าพุทโธ ผีจะไม่หลอก เมื่อกลัวผีเมื่อไรฉันก็ภาวนาพุทโธเสมอ ไม่ใช่ภาวนาเอาบุญ ฉันภาวนากันผีหลอก จะเป็นบุญบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ มาตอนนี้ท่านให้ภาวนาว่าพุทโธ เป็นการภาวนารักษาโรค และภาวนากันตายด้วย ถ้าโรคหาย มันก็ต้องไม่ตาย เมื่อท่านแม่สั่ง ฉันก็ภาวนา ฉันอยากให้อาการปวดท้องหาย มันทรมานฉันเหลือเกิน ฉันมองดูพระองค์ที่ฉันรัก ฉันรักท่านมาก สีท่านเหลืองอร่าม หน้าก็ยิ้มสวย กลิ่นธูปก็หอมตลบ ฉันสบายใจ เมื่อหลับตา ฉันเห็นภาพพระลอยที่หน้าฉัน ภาวนาไปไม่กี่นาที อาการทางท้องที่ปวดรู้สึกคลายลง พร้อมกับเห็นภาพพระที่ลอยตรงหน้าสวยมากขึ้นทุกที เดิมเป็นสีเหลืองธรรมดา ต่อมาเพิ่มความสดใสขึ้นทีละน้อยจนเห็นชัด ต่อมาเกิดเป็นแสงประกายคล้ายเพชรอย่างดีที่ถูกแสงไฟ และเป็นประกายแพรวพราวไปทั้งองค์ ใจฉันเพลิดเพลินกับความสวยของภาพพระเลยลืมความเจ็บปวดเสียสิ้น มันไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเลย เวลาผ่านไปประมาณ ๙ น. เศษ ฉันลืมตามองดูคนที่มาและภาพต่าง ๆ สายตามันเห็นสั้นเข้าทุกที ชั่วเวลา ๒-๓ นาที มันก็เกิดมองอะไรไม่เห็นเลย แต่ใจสบาย สิ่งที่เสียดายมากที่สุดก็คือ ฉันมองไม่เห็นพระ

ฉันรู้สึกเสียใจที่ฉันไม่สามารถมองเห็นพระองค์ที่ฉันรัก ฉันเลยหลับตาเสีย ความรู้สึกสมบูรณ์ สติสัมปชัญญะปกติ อาการปวดไม่มี แต่ฉันห่วงพระ เสียดายภาพพระพุทธเจ้าที่ฉันรัก ฉันเลยคิดเอาว่า เมื่อไม่เห็นก็ไม่เป็นไร แม่เคยบอกว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเราภาวนาว่าพุทโธ พระท่านจะไปหาทันที ไปในร่างทิพย์ ฉันคิดได้ ฉันเลยภาวนาเรียกพระ ใจฉันอยากเห็นท่าน ขอให้ท่านมาหาฉัน พอภาวนาได้สัก ๓ รอบ ปรากฎว่าพระมา ท่านไม่ใช่พระพุทธ เป็นพระสงฆ์ มีรูปร่างสวยมาก นิ้ว แขน ขา ทุกส่วนกลมไปหมด ไม่เหลื่อมเหมือนของฉัน ริมฝีปากท่านแดงน้อย ๆ กำลังน่ารัก เนื้อเต็มไม่มีส่วนพร่อง ท่านเห็นฉัน ท่านยิ้มน้อย ๆ แต่ท่านไม่พูด ท่านยิ้มตลอดเวลา ปกติฉันจะชอบคนยิ้ม ฉันเองฉันก็ชอบยิ้มให้คนอื่นที่ฉันพบ แต่ถ้ายิ้ม ๓ คราวเขาไม่ยิ้มรับ ฉันจะไม่ยอมยิ้มให้อีกเลย ตรงนี้ไม่ใคร่ดี แต่เป็นเรื่องของคนมีกิเลส ว่ากันตามอารมณ์ปกติของคนมีกิเลส ท่านผู้อ่านอย่าเอาไปปฏิบัติตาม มันเป็นกรรมที่เป็นอกุศล จะเอาก็เลือกเอาแต่ตอนที่ดี มาพูดกันถึงภาพพระต่อไป ฉันรักท่านมาก ท่านสวยและสวยขึ้นเป็นลำดับ



               
                        
 
ต่อมาท่านมีแสงออกจากตัว มี ๖ สี มองดูคล้ายพระอาทิตย์ทรงกลด แต่สวยมากกว่าจนเทียบกันไม่ได้ ตัวท่านเองแทนที่จะเป็นสีเหลือง กลับมีสีเป็นประกายทั้งองค์ ฉันมองจนลืมตัว มองไปมองมาปรากฎว่า ตัวฉันกลายเป็นคน ๒ คน คือ คนหนึ่งไปยืนอยู่ข้างคนเดิม ตัวใหม่นี้สวยกว่าตัวเก่ามาก ฉันมองดูเนื้อฉันใสเหมือนแก้ว มีผ้านุ่งเป็นสีทอง เสื้อสีทอง มีแก้วประดับผ้าหมดทั้งผืน มองดูเนื้อฉันสีทองมาจับ แลเป็นสีทองทั้งตัว บนหัวมีชฎาทองประดับแก้ว แก้วที่ประดับเสื้อผ้าและชฎามีแสงสว่างออกมาก ฉันลองขยับเขยื้อนตัว มันคล่องแคล่วมีความเบาผิดปกติ การเคลื่อนไหวสะดวกมาก ดูตัวที่นอน ฉันก็ทราบว่ามันเป็นตัวของฉัน แต่มันไม่สวย น่าเกลียดน่ากลัวมาก ฉันไม่รักมันเลย มันไม่มีลมหายใจ ฉันไม่ชอบและไม่ห่วงมัน ฉันหันไปดูพระ ท่านหายไปเสียแล้ว เดินวนไปเวียนมาอยู่พักหนึ่ง เห็นมันสบาย ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เมื่อย มีความสบาย ชักอึกอัดใจที่ยืนอยู่บนบ้าน อยากจะลงไปเดินเล่นหลังบ้าน ด้วยที่นั่นเย็นสบายดี แต่การไปนอกบ้านปกติต้องลาท่านแม่ จึงเข้าไปไหว้ท่าน ลาท่านไปหลังบ้าน ท่านไม่ยอมพูดด้วย ท่านมองแต่เจ้าคนนอน เอามือไปจับตัวท่าน ท่านก็ไม่เหลียวมามอง ไปลาลุงท่านก็ทำแบบเดียวกัน ไปหาใครก็ไม่มีใครเขาสนใจ เมื่อไม่มีใครสนใจก็เลยถือเอาโอกาสไม่ลา เดินลงบันไดบ้านแล้วเลี้ยวออกไปยืนข้างทางผ่านหลังบ้าน รู้สึกสบายใจมาก ขณะที่ยืนอยู่หลังบ้าน ได้ยินเสียงบางคนบนบ้านที่สนใจกับเจ้าคนที่นอนอยู่นั้นร้องไห้ รู้สึกแปลกใจคิดว่าเขาร้องไห้ทำไม เห็นเขาร้องไห้แต่เมื่อมีญาติตายหรือเสียของรัก นี่ไม่มีใครตายสักคน เขาร้องไห้ทำไม คิดแล้วก็ไม่สนใจ มายืนอยู่หลังบ้านครู่หนึ่ง ไม่ถึง ๑๐ นาทีกะเวลาโดยประมาณ เห็นคนเดินมาจากทางทิศใต้เป็นแถวยาวเหยียด ฉันคอยอยู่ข้างทาง คิดในใจว่าพวกนี้เขาจะไปไหนกัน

เมื่อพวกเขามาใกล้ เห็นชาย ๔ คนคุมมา คน ๔ คน นุ่งผ้าเขียวเหมือนกัน ตัวใหญ่และสูงมาก พวกที่เดินตาม หัวแค่เอวเขาเท่านั้นเอง ฉันก็เลยทำตัวใหญ่มั่ง ใหญ่และสูงเท่าเขา ชาย ๔ คน ๆ หนึ่งเดินนำหน้า มีสมุดข่อยในมือ สองคนเดินขนาบข้าง ๒ ข้าง คนที่ ๔ เดินท้ายแสดงว่าควบคุมกันหนี เมื่อหัวหน้าใหญ่มาหาฉัน ฉันเข้าไปยกมือไหว้เขา ถามเขาว่าลุงจะไปไหนกันครับ เขามองหน้าฉัน แล้วเขาก็เปิดสมุดข่อย เขาบอกว่าหนู ชื่อเธอไม่มีในบัญชี เข้าบ้านเถิดหลาน เดี๋ยวแม่จะบ่นหา แล้วเขาก็จูงมือฉันมาที่บันไดบ้าน เขากลับไปนำขบวนเดินต่อไป ฉันแปลกใจ คิดว่าตาลุงนี่ท่าจะอย่างไรเสียแล้ว ถามว่าไปไหน ดันเปิดบัญชีแล้วบอกว่าไม่มีชื่อในบัญชี เรื่องอะไรที่แกจะมาบังคับเรา ต้องถามเอาความให้ได้ จึงเดินตามแกออกไป เห็นคนที่ผ่านหน้าเป็นคนที่เคยรู้จักกันหลายคน ทราบว่าเขาตายไปหลายวันแล้ว ก็เลยสงสัยว่าเมื่อเขาตายไปแล้วเขามาเดินอยู่ได้อย่างไร พอถึงคนที่ขนาบข้างและคนท้ายถามเขาอย่างนั้น เขาทำอย่างเดียวกันก็เลยสงสัยใหญ่ คิดว่าตาเฒ่าหัวงูพวกนี้มันบ้าหรือดี เรีาถามอย่างหนึ่งแต่ทำอย่างหนึ่ง ดีละ พวกแกปกปิดฉัน ฉันก็มีมือมีเท้า ฉันจะต้องรู้ว่าพวกแกเดินขบวนไปทางไหนกัน เมื่อเขาเดินห่างไปประมาณครึ่งกิโลเมตร ก็สะกดรอยตามเขาไป เดินไปทางทิศเหนือไปไม่ได้ไกลนักก็เข้าป่าไผ่ มีทางเล็ก ๆ เดินลดเลี้ยวคดเคี้ยวไปตามทาง แล้วมีเขาต่ำ ๆ ขวางทางเป็นระยะ ๆ ข้ามเขาลงเขาไปประมาณ ๑๐ ลูก

ในที่สุดก็ถึงเขาใหญ่และสูงมาก มันยาวเพียงใดไม่ทราบ ด้วยมันยาวมากสูงมากเสียอีกด้วย หัวหน้าเขาขึ้นไป เมื่อถึงยอดเขาก็กางบัญชีออกตรวจพล เมื่อถึงคนสุดท้ายเขาบอกว่าครบ ก็พอดีฉันโผล่ขึ้นไป ทั้ง ๔ คนรู้สึกว่ามีอาการตกใจมาก แกถามว่าพ่อหนูมาทำไม ก็ได้บอกแกว่า เมื่อผมถามลุงว่าลุงไปไหน ลุงไม่บอกผม ผมก็ต้องตามมาดูให้หายสงสัย แล้วถามแกว่าพวกนั้นเขาไปไหนกัน แกฟังแล้วก็พากันหัวเราะฟันขาวด้วยตัวแกดำมาก แกพากันบอกว่า ลุงไปรับพวกนั้นเขามาส่งนรก จะว่าเลวก็ไม่เชิงนะ คนที่ลงนรกมีเกียรติขนาดเทวดามารับ มันไม่เลวจริง ๆ ใครอยากไปบ้างก็เชิญตามสบาย แต่ลูกแกะไม่ขอร่วมทางไปด้วย ถามแกว่าคนที่เอามาส่งนรกเขาทำความผิดอะไร แกบอกว่าคนพวกนี้เคยถูกลงโทษในนรกมาแล้ว เมื่อหมดโทษเขาให้ไปเกิดเพื่อทำความดีกลับทำตนเลวทราม ไม่เคารพศีลธรรม ขาดความเมตตาปรานี เมื่อทำชั่วอีกเขาก็นำมาลงโทษอีก ว่าแล้วแกก็ชี้ให้ดูทางทิศเหนือต้องลงจากเขาลงไปก่อนจึงจะถึงผืนแผ่นดินใหม่ นรกไม่ได้อยู่ใต้ดินตามที่คิดหรือพูดกัน มีพิภพต่างหากจากมนุษย์ มองตามแกลงไปเห็นผืนดินใหญ่ ใหญ่โตกว้างขวาง ยังมีที่ว่างมาก ใครจะไปปลูกบ้านที่นั่นก็ได้ถ้าหากหาซื้อที่ยาก ที่นั่นเขาแจกฟรี คนไม่อยากไปเขายังมารับลงไปเลย แสดงว่ามีมากกว่าความต้องการของคน หรือว่านักจัดสรรที่จะไปจับจองจัดสรรบ้างก็จะดีเหมือนกัน

มองลงไปเห็นที่ทั้งที่ มีอาคาร ๓ หลัง มีคนยืนอยู่ทางด้านซ้ายจากที่มองลงไปยืนอยู่หลายพันคน มีคนตัวโต ๆ อย่างพวกตาลุงเยอะแยะยืนถือหอกหน้าถมึงทึง แสดงว่าควบคุมพวกนั้นอยู่มากมาย อาคารในจำนวน ๓ หลัง ๆ กลางและลึกเข้าไปเป็นหลังใหญ่ที่สุด มีคนเข้าออกไม่ขาดสาย คนเข้ามีพวกตาตัวโตเดินนำเข้าไปทีละกลุ่ม มีพวกที่สวนออกมามีพวกตัวโตเดินนำหน้า เมื่อออกจากอาคารเดินเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออก เรื่องทิศนี้เทียบทางเมืองมนุษย์ สำหรับเมืองนรก สวรรค์ พรหม นิพพานไม่มีพระอาทิตย์เป็นเครื่องวัดทิศทาง เมื่อเห็นคนเข้าคนออกก็นึกสงสัยว่าพวกนี้เขาเข้าออกอาคารหลังนั้นเพื่ออะไร จึงถามตาลุงหัวหน้าหมู่ว่า ลุงครับ พวกนั้นเขาเข้าไปในบ้านหลังนั้นทำไม และพวกที่ออกมานั้นดูท่าทางอิดโรยหน้าตาเศร้าสร้อยเขาไปทางไหนกัน พอถามเท่านี้ตาลุงหัวหน้าหมู่แกแสดงท่าทางเป็นคนรู้ขึ้นมาทันที แกบอกว่าเมืองนี้เขาเรียกว่าเมืองนรก แกชี้ไปทางคนที่ยืนคอยอยู่มีจำนวนหลายพันคน แกบอกว่าทุกคนที่ยืนคอยอยู่นั้นเขาคอยการตัดสินของพญายมราช พวกที่เข้าไปเขาถูกพญายมฯ ชำระคดีแล้ว นายนิรยบาลแปลว่า ผู้รักษากฎหมายเมืองนรก ก็นำไปลงโทษตามโทษานุโทษที่พวกเขาทำไว้


พูดแล้วแกก็ชี้มือไปทางทิศตะวันออก แกบอกให้มองตามมือแกชี้ เมื่อมองตามไป เห็นทุ่งกว้างหาที่สุดมิได้ มีแสงไฟพุ่งขึ้นสูง บริเวณแสงไฟก็ไกลแสนไกล ไม่รู้ว่าที่สุดของบริเวณอยู่ที่ไหน แกบอกว่า ตรงนั้นแหละที่เรียกว่านรก เป็นสถานที่ลงโทษสัตว์คนที่ทำชั่ว ลมปราณสิ้นแล้ว เขาก็นำมาลงโทษกันที่นี่ ถามแกว่าเขาลงโทษนั้นเขาทำอะไรบ้าง แกบอกว่าที่ต้องโทษเหมือนกันหมดคือ ถูกเผาไฟเหมือนกัน แต่ความร้อนของไฟไม่เท่ากัน คนที่ทำชั่วมากไฟมีความร้อนมากกว่าคนที่ทำความชั่วน้อย นอกจากไฟยังมีประหารด้วยอาวุธ แต่ทว่าพวกนี้ไม่มีการตายต้องเจ็บต้องร้อนตลอดเวลา เป็นการลงโทษเพื่อให้เข็ดหลาบ เมื่อแกบรรยายความตามเรื่องของแกแล้วก็ออกปากขออนุญาตลงไปดู พวกแกทุกคนต่างแสดงอาการเดือดร้อนมาก ร้องออกมาพร้อมกันว่า ไม่ได้ หลานชาย อย่าลงไป ไม่ได้ ถ้าหลานลงไปลุงทั้ง ๔ คนจะถูกลงโทษอย่างหนัก

ถามว่าเพราะอะไรลุงจึงจะถูกลงโทษ และใครเป็นคนลงโทษลุง แกบอกว่า เพราะกฎของเมืองนี้มีอยู่ว่า คนที่จะตาย (ออกจากร่าง) ก่อนที่จะตาย ถ้าภาวนา พุทโธ หรือ อรหัง คนประเภทนี้ ถ้าลุงอนุญาตให้เข้าไปในแดนนรก พญายมฯ จะลงโทษลุงทั้ง ๔ อย่างหนัก ก็บอกแกว่า เมื่อลุงไม่ได้จับผมไป ผมไปเองลุงจะถูกลงโทษอย่างไร มันไม่ใช่ความผิดของลุง แกตอบว่า ไม่ได้ เพราะหลานมาขณะที่ลุงพาคนมา ถ้ามาเองและลงไปเองไม่เป็นไร ไม่เนื่องด้วยลุง พอทำท่าจะลุกขึ้นเดินลงไป พวกแก ๔ คนพากันยืนเกาะแขนกันกั้นไม่ให้ลง นึกขำในใจคิดว่าเทวดานี้ทำเหมือนเด็ก ๆ เมื่อออกปากอยากดูการลงโทษ แกบอกว่าได้ แกถามว่าอยากดูนรกขุมไหน ถามแกว่านรกมีกี่ขุม แกตอบว่าขุมใหญ่มี ๘ ขุม นรกบริวารมีอีกขุมละ ๑๖ ขุม ยมโลกียนรกมีอีก ๑๐ ขุม บอกแกว่าอยากดูนรกขุมใหญ่ ๑ ขุม จะได้ทราบว่าเขาทำกันอย่างไร แกชี้มือบอกว่านรกขุมที่ ๑ อยู่ตรงนี้ พอแกชี้ก็เห็นชัดเหมือนกับยืนดูอยู่ที่ปากขุม ภาพในนรกขุมนี้ไม่มีอะไรน่าสนุกเลย คนลงไปนอนอยู่ในทะเลเพลิงไฟสูงกว่าหัวหลายเท่า มีสรรพาวุธนานาชนิดสับฟันตลอดเวลา เสียงร้องระงมไปหมด ไฟก็ไหม้ อาวุธก็ประหาร ตายก็ไม่ตาย ขนาดถูกหอก ๓ - ๔ เล่มแทงทะลุพรุนไปหมด ไฟก็เผา ก็ไม่มีใครตาย ถูกฟันตัวขาดมันก็กลับติดกันทันที ไม่รู้จักตาย ดูแล้วก็สลดใจ

ชมพอเห็นพอที่จะคุยกับนักปราชญ์ประเภทดีแต่สอนชาวบ้านได้นิดหน่อย ตาหัวหน้าหมู่ก็บอกว่า หมดเวลาแล้ว ทางเมืองมนุษย์เกือบสว่างแล้ว หลานต้องรีบกลับ แกบอกใกลับก็เกิดจำทางเดิมไม่ได้ ตาลุงจึงให้คนที่คุมท้ายแถวมาส่ง แกคงโมโหที่ทำให้แกลำบาก แกจับขา ๒ ขาเอาตัวเหวี่ยงขึ้นบ่าแก แกพาแบกวิ่งขึ้นเขาลงเขา พอมาถึงหน้าบ้าน เห็นประตูบ้านแกก็เสือกหัวเข้าประตู พร้อมกับด่าว่า เอ้า...อ้ายห่า เข้าไป เสือกตามไปทำไมไม่รู้ พากูลำบากด้วย แล้วแกก็หายไป พอตาลุงเสือกหัวเข้าประตูบ้านก็มีความรู้สึกทางร่างกาย ลืมตาขึ้น เห็นคนเต็มบ้าน รู้สึกกระหายน้ำจัด เห็นพ่อหนุ่มคนหนึ่งอายุเกือบ ๓๐ ปีมานั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ออกปากขอความกรุณาแกเพื่อให้แกหาน้ำให้สักขัน จะกินให้สมกับที่กระหาย บอกแกว่า น้าครับผมขอน้ำสักขัน แกคงฟังไม่ถนัด แกก้มลงเอาหูมาใกล้ปาก ก็ออกปากขออีกครั้งว่า น้าครับ ขอน้ำผมสักขันเถอะครับ พอแกได้ยินเข้าเท่านั้น แทนที่จะไปหาน้ำมาให้ แกโดดผลุงข้ามตัวไปสัก ๑ วา แกร้องเสียงดังว่า ผีหลอก ดูเถอะ ท่านผู้อ่าน มนุษย์มันเป็นอย่างนี้ นั่งอยู่ข้าง ๆ ตั้งนานไม่กลัว พอฟื้นคืนชีพกลับถูกหาว่าเป็นผี เรื่องของคนนี่มันสับสนบอกไม่ถูก

เมื่อทุกคนเขาได้ยินเจ้าทิดหัวเหม่งขี้ขลาดเกินคนร้องว่าผีหลอก ทุกคนก็เข้าใจว่าฟื้นแล้ว ด้วยเมื่อหลังจากตายแล้วไม่นาน พระผู้ทรงคุณธรรมพิเศษได้ฌานสมาบัติท่านมา ท่านมีศักดิ์เป็นลุง ท่านห้ามทุกคนทำกิจทุกอย่างแก่ร่างกาย ท่านบอกให้ปล่อยไว้ตามนั้น เด็กจะฟื้นคืนชีพก่อนสว่าง คนที่อยู่กันเต็มบ้านคืนนั้นเขาอยากเห็นการฟื้น รวมทั้งเจ้าทิดจอมขี้ขลาดตาขาวคนนั้นด้วย ต่างก็ล้อมวงกันเข้ามาตามธรรมเนียมไทยมุง ท่านลุงที่เป็นพระมีคำสั่งให้คนเอาน้ำสะอาด สมัยนั้นก็น้ำฝนเป็นน้ำสะอาดอันดับ ๑ เอามาให้ ๑ ขันขนาดใหญ่ ฉันก็กินเสียจนหมดขัน เมื่อกินแล้วก็ลุกขึ้นคุยตามธรรมเนียมของคนตายแล้วฟื้น อาการป่วยที่เป็นเมื่อก่อนตายไม่มีอาการปรากฎเลย ไม่ทราบว่ามันหายไปทางไหน ร่างกายสบาย ทุกคนต่างก็สนใจเรื่องที่ไปพบมา ต่างก็ถามท่านแม่ว่าเรียนมาจากไหน ท่านแม่ก็บอกว่า เรียนมาจากหลวงพ่อปาน วันนั้นท่านแม่เอ งก็ต้องบรรยายเรื่องภาวนาเสียจนเหนื่อย วันต่อมาพวกกลัวตายพากันมาเรียนเป็นการใหญ่ แต่ใครจะได้อะไรไปบ้างเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ส่วนฉันไปแล้วเขาไม่ให้ไปนรก เมื่อฟื้นแล้วความชินของอารมณ์ ความมั่นใจในพระพุทธคุณ ทุกวันฉันอยากเห็นพระองค์นั้น ก็เป็นเรื่องแปลก เมื่ออยากเห็นท่านคราวไร เป็นเห็นท่านชัดเจนทุกครั้ง และการไปนรกฉันไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลย อยากไปเมื่อไรก็ไปได้ทุกที ฉันไม่รู้ว่าเข้าฌานกันอย่างไร พออยากไปนรก ฉันจำได้ว่าก่อนเห็นนรกฉันเห็นพระองค์นั้นก่อน แล้วฉันก็กลายเป็นคนมีตัว ๒ ตัว แล้วฉันก็ไปนรกได้ ฉันจำได้และฉันก็ปฏิบัติตามนั้นเป็นปกติตลิดมาจนบวชพระ คือ ทุกครั้งที่ฉันอยากไปนรกฉันก็นึกถึงพระองค์นั้นก่อน เมื่อเห็นท่านฉันก็บอกว่าฉันจะไปเที่ยวนรก พอท่านยิ้มฉันก็ไปปรากฎตัวที่เมืองนรกทุกคราว ไม่เห็นต้องตั้งท่าตั้งทางทำพิธีรีตองอะไรเลย การไปนรกเป็นปกติของฉันทำให้ฉันเป็นคนเลว เพราะเมื่อท่านแม่กับท่านยายนิมนต์พระมาเทศน์ท่านชอบเทศน์เรื่องนรกสวรรค์ เมื่อเทศน์จบแล้ว ถามท่านว่าท่านเคยเห็นนรกสวรรค์หรือเปล่า ท่านบอกว่าไม่เคยเห็น ถามท่านว่าเมื่อไม่เคยเห็นแล้วเอาอะไรมาเทศน์ ท่านบอกว่าอ่านจากตำรา เมื่อพูดเรื่องที่ไปเห็นมา ท่านหาว่าเป็นเรื่องโกหก เลยเกลียดพระ คิดว่าพระพวกนี้หลอกลวงชาวบ้านหากิน ไม่เห็นมีอะไรดีสักนิด คุยเป็นผู้รู้เอาเปรียบชาวบ้าน ไม่ทำมาหากินแล้วมานั่งโกหกชาวบ้านว่าตนเป็นผู้วิเศษ เล่าเรื่องนรกสวรรค์ให้ฟัง แต่ตัวเองไม่เคยเห็นเลย เรื่องที่เราเห็นกลับหาว่าเป็นเรื่องโกหก เลยทำให้เกลียดพระ ไม่อยากไหว้พระ ตามความรู้สึกขณะนั้นคิดว่า เอาอาหารให้พระพวกนี้ให้หมาที่บ้านดีกว่า มันช่วยเป็นยาม พระกินแล้วก็ไป เวลาจะให้ก็ต้องประเคน ต้องไหว้ กินเสียของแล้วหาคุณประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เลยไม่อยากไหว้พระ ส่วนพระพุทธไหว้ พระที่เป็นลุงท่านรู้สวรรค์นรก องค์นี้ไหว้ องค์ไหนก็ตามถ้ามาบ้านต้องถามว่าเห็นนรกสวรรค์หรือเปล่า ถ้าบอกว่าไม่เห็นไม่ยอมประเคนเด็ดขาด ของที่เขาจัดถวายก็ไม่ยอมประเคน ใครจะประเคนก็ตามใจ แต่ฉันไม่ยอมประเคนเด็ดขาด ต่อมาเมื่อพบคู่ปรับ คือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์นี้ไหว้ได้สุดตัว เพราะจะเอาอะไรก็ได้ นรก สวรรค์ หรือนิพพาน ท่านกล้ายืนยันทุกประตู เรื่องที่ไปเห็นมาท่านพูดถูกหมด แล้วยังท้าทายทุกอย่าง อย่างไหนท่านทำได้ อยากจะเรียน ไปสวรรค์ พรหม หรือระดับนิพพาน ท่านบอกว่าท่านมีครบทุกอย่าง พระดีท่านมี แต่พระประเภทหากินหลอกชาวบ้านก็มี ฉันมันเลวเองที่ไปหาว่าพระท่านไม่ดี ไม่อยากไหว้พระ ปฏิปทานี้อย่าเอาไปปฏิบัติตาม ปล่อยให้ฉันระยำไปคนเดียวก็แล้วกัน __________________



---ผลของความตายครั้งที่ ๑---

วันนี้วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ฉันไม่มีเวลาว่างมากนัก เพราะมีคนเขาเอาเรือมาให้เจิม อาชีพเจิมเรือดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีคนชอบเอาเรือมาให้เจิม เมื่อเขาให้เจิมก็เจิม เจิมแล้วมันเป็นอย่างไรฉันก็ไม่เข้าใจ เขาว่ากันว่าเรือที่เจิมแล้วหากินคล่อง แต่ตามที่ฉันคิด ฉันคิดว่าเมื่อเจิมแล้วเจ้าของเรือหรือรถที่มาให้เจิมเป็นคนเกียจคร้านไม่ ขยันหากินหรือเป็นคนขยันแต่ไม่ฉลาดในการติดต่อ ฉันคิดว่าเรือหรือรถที่ฉันเจิมให้ไปคงไม่มีผลตามที่เขาพูดกัน เมื่อเขาเชื่อว่าดี ฉันก็ทำให้เขา อย่างน้อยก็อาจเป็นสาเหตุสร้างกำลังใจให้แก่เจ้าของเรือหรือรถที่มาเจิม เรื่องกฎของกรรมเดิมมองเห็นยาก เลยไม่มีใครอยากมอง ผลงานที่จะดีมีผลหรือไม่ดีไม่มีผล มันเป็นกฎของกรรมในอดีต จะเป็นอดีตใกล้ปัจจุบันคือทำเดี๋ยวนั้นเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีมีผล หรืออดีตไกลปัจจุบันคือเวลาผ่านไปนานหน่อยจึงได้ผล


กรรม แปลว่าการกระทำ เราทำให้ลูกค้าคือคนที่มาซื้อของ ๆ เราถูกใจ ชอบใจในเรา อย่างนี้เรียกว่า กุศลกรรม คือทำด้วยความฉลาด การที่ทำให้คนที่มาซื้อของไม่ชอบใจเรียกว่า อกุศลกรรม แปลว่าทำด้วยความโง่ เรื่องของกรรมคนมักจะมองข้ามไป เห็นเป็นเรื่องปรัมปรา เข้าใจว่าเก่าเกินไป เลยมองผ่านไป ความดี ความชั่ว รวยหรือจน ไม่ใช่เรื่องของเทพเจ้าบันดาล มันเป็นเรื่องที่เราทำ แต่เมื่อเราไม่ไว้วางใจตัวเราเองก็เลยต้องอาศัยพระอาศัยเจ้าเป็นกำลังใจ ก็ดีเหมือนกัน เป็นการหาที่พึ่งทางใจ แต่ถ้าคนนำ ๆ ไปในทางที่ผิดก็จะเลยทางดีไป ถ้าคนนำ ๆ ไปในทางที่ถูกก็มีผลไม่น้อย

เพราะคนมีที่เกาะ แม้จะเกาะพลาดไป แต่คนนำฉลาดในการนำก็สามารถนำให้เข้าทางที่ถูกได้ เช่น การเจิมรถเจิมเรือ ถ้าคนเจิมบอกให้เจ้าของรถเรือเกาะแต่แป้งหรือสีที่ทาให้ เป็นการนำผิด เมื่อทาแป้งหรือสีให้แล้วแนะนำให้ขยัน พูดดี มีความระมัดระวัง บอกให้ยึดอะไรสักอย่างหนึ่ง จะเป็นเจ้าหรือพระก็ตามที่เขาเคารพนับถือพอเป็นหลักใจ ผลของการเจิมก็ได้ผล แต่ถ้าคนเจิมมุ่งเอาดีเกินไป ให้จุดธูปบูชาอย่างเดียว ก็ดูเหมือนจะเป็นการแนะแนวที่ไม่ควรเกินไป ผลของการเจิมดีหรือชั่วอย่างไร ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องของเจ้าของเรือหรือรถนั่นเอง ถ้าโง่เจิมกี่ล้านครั้งก็ไม่มีผล ถ้าฉลาดไม่เจิมเลยก็รวยมหาศาล เรื่องการเจิมขอผ่านไป เมื่อมันชนเข้าก็เขียนเปะปะไว้อย่างนั้นเอง จะได้ทราบว่าพระยิ่งแก่ยิ่งงานมาก แต่ถ้าพระเมางานก็มีหวังลงนรก
__________________

---ท่องนรก---

คิดจะผ่านผลงานที่ฟื้นแล้วเข้าสู่เกณฑ์อุปสมบท ก็พอดีท่านอาจารย์ใหญ่มาเตือนว่าไม่ควรผ่าน เพราะถ้าผ่านหนังสือจะหาผลยาก เราไม่ได้เล่านิทาน แต่ในการพูดตามความจริงไม่ใช่เรื่องที่จะกลัวการกล่าวหาว่าอวดวิเศษ ความจริงถ้าเรามีความวิเศษ ถ้าจะอวดก็ไม่ใช่ของแปลกเพราะมีอวด พระพุทธเจ้าท่านไม่ห้าม ท่านห้ามแต่พวกไม่มีของวิเศษแต่โกหกชาวบ้านว่ามีต่างหาก คนที่เขามีจริงก็เลยไม่อยากอวด เรื่องที่เล่าสู่กันฟังนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้วิเศษ เป็นกฎของผลกรรม ท่านว่าพูดได้เต็มที่ไม่ต้องกลัวใครว่า ถ้าเขาไม่เชื่อ เชิญเขาทำอย่างเมื่อเป็นเด็ก แล้วเชิญลองตายดู เมื่อตายแล้วถ้ามีผลไม่เหมือนกันจะปรับกันอย่างไรก็รับการปรับด้วยประการ ทั้งปวง ท่านผู้อ่านจะลองทำอย่างเด็กไร้เดียงสาไม่รู้จักธรรมวินัย ทำไปแบบนกแก้วนกขุนทอง พูดตามคนสอน แต่ไม่รู้เรื่องที่พูดอย่างฉันทำเมื่อสมัยเด็กบ้าง ทำให้ได้อย่างนั้น แล้วก็ตายจริงหรือลองตายได้ เพราะผลตอนนั้นฉันมารู้เมื่อบวชแล้วว่า มันเป็นฌานและมโนมยิทธิ จะลองตายได้อย่างสบาย ตายนานตายเร็วก็ได้ ตายประเดี๋ยวเดียวหรือตายนานนับชั่วโมง ตายนับวันได้ ตายไปหาสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านว่ามีแต่เราไม่เห็นไปค้นให้พบตามต้องการ มันเป็นการตายเล่นโก้ ๆ และมีประโยชน์


ทดสอบคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างสบาย กรรมแบบนี้พระประเภทบวชเพื่อหนีสงสารท่านทำได้ทุกองค์ ไม่มีอะไรเป็นของแปลก เว้นไว้แต่พระที่บวชตามประเพณีหรือบวชนอกแบบไม่เข้าใจ จึงทำไม่ได้ เพราะกฎของพระที่บวชนั้นจำต้องปฏิบัติศีล สมาธิ และวิปัสสนาครบถ้วน เมื่อทำได้ครบถ้วนแล้ว กิจที่เด็กไร้เดียงสาทำได้เรื่องอะไรพระที่เป็นนักปราชญ์จะทำไม่ได้ เว้นไว้แต่ท่านจะไม่ทำเพราะเห็นว่ามีผลช้า ท่านจะมุ่งเอาอรหันต์ขั้นสุกขวิปัสสโก ก็เป็นภาระของท่านที่จะเว้นกรรมอย่างนี้เสีย เรื่องที่เด็กทำได้ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ไม่เคยปรากฏมีในประวัติศาสตร์

เมื่อฟื้นคืนชีพแล้วฉันก็ชอบรักษาอารมณ์ เมื่อขณะฉันจะตายนี่ท่านอาจารย์ให้เล่าให้ฟังฉันก็ต้องเล่าให้ฟัง แต่ทว่าตอนนั้นเป็นเพียงปฏิปทาของเด็กอายุ ๑๒ ปี และฉันก็รักษามาจนถึงวันบวชพระ ฉันรักษาอารมณ์อย่างนั้น ฉันชอบการท่องเที่ยวอย่างนั้น ฉันรักพระองค์ที่รูปร่างสวย มีรัศมีสว่างผ่องใส ฉันต้องเห็นท่านทุกวัน บางวันถ้าฉันว่าง ฉันเห็นท่านวันละหลายชั่วโมง ท่านเป็นพระใจดี ฉันเรียกท่านเมื่อไรท่านมาหาฉันทันที เมื่อท่านมาหาฉัน ท่านยิ้มสวย รูปร่างท่านก็สวย ผิวกายผุดผ่อง รัศมีก็สว่างสวยงาม ถ้าฉันอยากจะเห็นตัวท่านเป็นเพชรทั้งตัว เพียงนึกอยากเห็นท่านเป็นเพชร ไม่ต้องออกปาก ตัวท่านก็เป็นเพชรทันที ท่านใจดี ฉันรักท่านมาก ทุกวันถ้าถูกใครว่าฉัน ฉันไม่สบายใจ ฉันก็หาที่ปลอดคนเรียกท่านให้มาหา วิธีเรียก ฉันยกมือไหว้ฟ้าแล้วก็กราบ ภาวนาว่า พุทโธ ๓ คำ เมื่อครบ ๓ คำ ท่านมาหาฉันทันที พอมาท่านยิ้ม เมื่อเห็นท่านยิ้ม ฉันก็หมดความทุกข์ใจ ถ้าฉันอยากไปดูนรก ฉันก็บอกท่านว่าผมอยากไปดูนรก เมื่อบอกท่านแล้วท่านไม่พูด ท่านยิ้ม พอท่านยิ้มฉันก็ไปถึงที่เคยไปกับตาลุง ๔ คนทันที ไม่ทราบว่าไปได้อย่างไร ฉันคิดว่าอาการยิ้มของท่านเป็นการส่งฉันไป วันเวลาไม่แน่นอน จะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

ดีไม่ดีเวลาที่ฉันกินข้าวคนเดียวหรือดายหญ้า สวนที่ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี บ้านยายฉันอยู่ที่นี่ ฉันไปอยู่กับยายฉัน ฉันอยากไปนรก ฉันก็วางมีด วางงานเสีย ภาวนาว่า พุทโธ ๓ คำ ท่านก็มาหา ฉันบอกว่าฉันจะไปดูนรก ท่านก็ยิ้ม ฉันก็ไปนั่งตรงที่ฉันนั่ง เมื่อฉันอยากเห็นนรกขุมไหนเขาทำอะไรกัน ฉันก็เห็นตามใจนึก เหมือนกับฉันไปอยู่ในสถานที่นั้น แต่ทว่าฉันไม่เคยขอให้ท่านส่งไปสวรรค์หรือพรหมโลก เพราะฉันไม่มีความรู้ เคยไปนรกก็ไปแต่นรก แต่ทว่าเมืองนรกก็มีคนลงไปใหม่ทุกวัน ฉันจะเล่าเรื่องคนดีที่ว่าเป็นนักปราชญ์สอนชาวบ้านเรื่องนรกสวรรค์ และเคยหาว่าฉันไปนรกได้เป็นเรื่องโกหก แต่ท่านเองเป็นพระใหญ่ เขาเรียกท่านว่าท่านเจ้าคุณ พอท่านตายฉันไปดักดูท่านที่ทางเข้าเมืองนรก พบท่านไปทางนั้น เขารับท่านไป ท่านมีวาสนาใหญ่ กรรมส่งท่านลงอเวจี กรรมอะไรของท่าน ฟังกันต่อไป
__________________

---พระใหญ่ลงอเวจี---


หลังจากฉันฟื้นจากการตายได้ไม่ครบ ๑ ปีดี พระที่ท่านยายกับท่านแม่ชอบนิมนต์มาเทศน์และเป็นพระองค์เดียวกันกับที่ท่าน หาว่าฉันมีอารมณ์ใกล้บ้า เพราะชอบเอาเรื่องของคนตกนรกมาเล่าให้ท่านยายฟังเกือบทุกวัน ทั้งนี้เพราะท่านยายชอบฟังเรื่องคนตกนรก และเขาทำอะไรมาจึงลงนรก เพราะท่านยายชอบฟังเรื่องนรกนี่เอง ฉันก็เลยต้องลงนรกเป็นประจำวัน เวลาไปนรกฉันไปไหนไม่ได้ นอกจากยืนอยู่ที่ยอดเขาที่ตาลุงแกสั่งว่าห้ามเข้า ความจริงมีสิทธิ์จะไปได้ แต่ทว่าตอนนั้นฉันเป็นเด็กไม่รู้เรื่องธัมมะธัมโมอะไรกับเขาเลย ปกติก็เป็นคนเคารพในคำสั่งของท่านยายและท่านแม่เคร่งครัดอยู่แล้ว เรื่องคำสั่งไม่เคยละเมิด เว้นไว้แต่เป็นเรื่องที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เลยไม่ถูกลงโทษเพราะขัดคำสั่ง แม้อยู่โรงเรียนเรื่องขัดคำสั่งไม่เคยถูกลงโทษเลย เมื่อไปเมืองนรกก็เลยไม่กล้าขัดคำสั่งตาลุง แต่ก็ทำให้ตาลุงคนนั้นลำบากไม่น้อยเพราะถ้าฉันเกิดสงสัยไม่เข้าใจอะไร ฉันก็นึกถึงตาลุงคนนั้น เมื่อนึกถึงแก ๆ ก็มาหาทันที ถามอะไรแกก็บอกให้ฟังละเอียดตามที่ต้องการรู้

เมื่อฉันได้ยินข่าวว่าท่านเจ้าคุณที่คุณยายนับถือมากตาย ท่านเจ้าคุณองค์นี้ฉันไม่ไหว้และไม่ยอมประเคนของ ด้วยเกลียดท่านที่ท่านหาว่าเรื่องนรกที่ฉันเล่าให้ท่านยายฟังเป็นเรื่องโกหก พกลม ตัวท่านเองท่านพูดว่า บวชมา ๓๐ ปีเศษแล้วไม่เคยเห็นนรกสักนิด ฉันเลยเกลียดท่าน ด้วยคิดว่าพระแบบนี้หลอกลวงชาวบ้านหากิน เป็นความคิดของเด็กโง่ที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรม เลยไม่ยอมเคารพ แม้แต่นิ้ว ๑๐ นิ้วก็เสียเวลาที่จะยกมือไหว้ท่าน เมื่อท่านมา ท่านยายให้ประเคนของก็ไม่ยอมประเคน โดยเรียนท่านยายต่อหน้าท่านว่า พระที่มีความสามารถไม่เท่าเด็กไม่อยากให้อะไร ท่านโกรธมาก เพราะท่านเป็นเจ้าคุณ วัดอยู่ฝั่งพระนคร ท่านมีศักดิ์ใหญ่ แต่ท่านจะทำอะไรฉันได้ในเมื่อฉันไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านยายก็ไม่กล้าขัดใจฉัน เมื่อทราบข่าวว่าท่านเจ้าคุณตาย ท่านยายไปเยี่ยมศพท่าน ไม่ได้ชวนฉันไป ฉันว่างเพราะไม่มีคนสั่งงาน ฉันก็ไปนั่งเล่นที่ชานบ้าน บ้านอยู่ริมน้ำ มีต้นจากที่ปลายสะพาน ๑ ต้น ฉันไปนั่งในต้นจาก เอากระดานพาดทางจาก ด้วยจากต้นนั้นท่านยายปลูกไว้นานแล้ว ต้นใหญ่มาก เมื่อลมพัดเย็นสบายใจก็เลยคิดว่าท่านเจ้าคุณท่านตายแล้วท่านจะไปทางไหน จะไปถามตาลุงดู จึงนึกถึงพระรูปสวยองค์ที่เคยมาหาฉัน พอภาวนาว่าพุทโธ ๓ คำ ท่านก็มาหา ท่านยิ้ม ก็กราบเรียนท่านว่าผมอยากไปดูนรก ท่านยิ้มอีกครั้ง ฉันก็ปรากฏตัวอยู่บนยอดเขาลูกที่เคยไป เมื่อไปก็นึกถึงตาลุง ๆ ก็มาหา แกถามว่าหลานต้องการพบทำไม บอกแกว่าได้ข่าวพระตาย ๑ องค์ มีชื่อว่า.... เขาชื่อว่าอะไรจะบอกชาวบ้านทำไม ไม่บอกให้รู้ แต่บอกให้ตาลุงรู้ เมื่อตาลุงทราบแล้วแกก็บอกว่าเขาตัดสินแล้ว ขณะนี้อยู่ในอเวจี ถามแกอีกว่าพระตกนรกด้วยหรือ แกตอบว่า พระตกนรกเป็นประจำ เพราะพระบวชแล้วไม่ทำตัวเป็นพระก็ต้องตกนรก ถามแกว่า พระเทศน์สอนชาวบ้านเรื่องนรกสวรรค์ได้ ทำไมต้องตกนรก แกตอบว่า ก็พระดีแต่สอนชาวบ้าน ตัวเองไม่ปฏิบัติตนตามที่สอนเขา บอกให้คนอื่นทำดีแต่ตัวไม่ทำด้วย พระอย่างนี้ลงนรกหมด และมีโทษหนักมาก ฉันอยากเห็นท่านเจ้าคุณ ก็บอกตาลุงว่าผมอยากเห็นท่านเจ้าคุณ แกก็บอกว่าได้ แล้วก็ร่ายเวท แกยกมือขึ้นเท่านั้นเองก็ปรากฏว่าภาพอเวจีมาปรากฏใกล้ตัวฉัน ฉันเห็นท่านเจ้าคุณฉันก็จำได้ ภาพของท่านที่ปรากฏมีดังนี้



๑. ยืนกางแขน มีหอกปักจากเพดานเหล็กด้านบนปักติดอยู่ที่มือทั้ง ๒ ข้าง ปลายด้ามหอกติดเพดาน หัวหอกติดพื้นเหล็กด้านล่างที่เป็นพื้น
๒. หอกปักด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ตรงหัวสลับกัน ส่วนหอกด้านปลายและด้ามตรึงติดกำแพง

เรื่องหอกเว้นพรรณา เป็นอันว่าปักยึดจนขยับเขยื้อนไม่ไหว ถามท่านลุงว่า ท่านเจ้าคุณมีโทษอะไร มีหอกปักตรึงแล้วมีเปลวไฟละเอียดร้อนมากกว่านรกทุกขุมพุ่งมาเผาตลอดเวลา ตาลุงบอกว่าลุงจะไม่บอก จะให้ท่านบอกเอง แล้วตาลุงก็บอกให้แกขึ้นมาหา พอตาลุงเรียกปรากฏว่าเครื่องพันธนาการหลุดหมด ไฟดับ ท่านเดินขึ้นมา ท่านเห็นฉันเข้า ท่านกล่าวขออภัย ท่านลุงบอกว่าการขออภัยขณะนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะโทษที่เหยียดหยามผู้ทรงฌาน คำนี้ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันคิดว่าเมื่อฉันจะมาฉันเดินไปที่ชานบ้านไปที่สะพานติดกับชาน ฉันเอากระดานพาดก้านจาก เพราะเหตุนี้กระมังที่เขาเรียกว่าผู้ทรงฌาน แต่ฉันก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้กับตาลุง ตาลุงบอกให้ท่านเจ้าคุณนรกบอกเรื่องที่ตนทำผิดเมื่อตายแล้วลงอเวจี ท่านเจ้าคุณบรรยายให้ฟังดังนี้

๑. เมื่อบวชแล้วไม่สนใจในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ สมถะ วิปัสสนา ไม่เคยสนใจ ผิดความหมายพระ ด้วยพระเป็นสรณะที่พึ่งระดับ ๑ ใน ๓ ระดับ เมื่อทำตนไม่สมควรจัดเป็นความผิด คือ เป็นคนลวงโลกหลอกชาวบ้านว่าเป็นพระ เอาเปรียบชาวบ้าน

๒. ศึกษาพระปริยัติธรรมแล้วไม่ยอมประพฤติธรรม มุ่งเอาความรู้ไปสอนชาวบ้านเป็นทางนำทรัพย์สินให้เกิดแก่ตน ไม่เคยนำทรัพย์นั้น ๆ ไปสงเคราะห์ส่วนสาธารณประโยชน์หรือบำรุงพระศาสนา เอาไปซื้อที่ดิน ซื้อทอง ให้กู้ อันเป็นวิสัยของฆราวาส พระท่านห้ามไม่ให้ทำ แต่ฝืนทำ

๓. เมื่อมีทรัพย์ก็มีความทะยานอยากได้ยศ เมื่อมียศแล้วก็เมายศคิดว่าตัววิเศษ แม้แต่ผู้ทรงฌาน แกพูดแล้วแกก็ชี้มาที่ฉัน ก็ยังกล้าคัดค้านเหยียดหยาม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง

๔. ในฐานะที่ท่านเป็นพระทรงสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ สมัยนั้นพระราชาคณะไม่มีสะพรั่งเหมือนดอกเห็ดอย่างสมัยนี้ ใครเป็นพระครูหรือเจ้าคุณศักดิ์ศรีท่านใหญ่น่าดู เจ้าคุณหายากเหมือนหาหัวอุตพิดและมีพิษมาก เพราะจะไปที่ไหนต้องต้อนรับกันอย่างเจ้า (เจ้าไม่มีศาล) เมื่อเป็นพระมีศักดิ์ใหญ่ อำนาจก็ต้องใหญ่ ครองความใหญ่ไว้มาก ลูกน้องใต้บังคับบัญชาก็มาก ใครอยากได้ยศได้ตำแหน่งก็ต้องเสียเงินตามอัตราของตระกร้าใหญ่ ต้องนิมนต์เทศน์ติดเงินก้อนใหญ่ ๆ เวลามาขอยศขอตำแหน่งก็ต้องหาพานมาประเคนมีแบงค์ใบใหญ่ ๆ ท่านก็เลยกลายเป็นพระมหาเศรษฐีใหญ่ มีลูกหนี้ใหญ่ ๆ คือมีเงินให้กู้มาก ๆ มีทองจำนำเส้นใหญ่ ๆ มีกระเป๋าใส่เงินใบใหญ่ ๆ แล้วก็เลยตกนรกขุมใหญ่ มีความทุกข์ทรมานใหญ่ รวมความแล้วท่านเป็นพระใหญ่ หลอกลวงใหญ่ เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ตกนรกขุมใหญ่สมกับวาสนาบารมีใหญ่
ได้ถามท่านว่า ขณะนี้มีทรัพย์สินอะไรที่พอเป็นเครื่องยืนยันความใหญ่ของท่านบ้าง ท่านตอบว่า ตามที่คณะกรรมการสำรวจสิ่งของที่ได้แล้วขณะนี้ มีเงินสดอยู่ ๗๓,๐๓๒.๗๕ บาท ทองคำที่รับจำนำไว้ ๓๕ บาท ทองคำที่ซื้อไว้เองเพื่อเตรียมหมั้นแม่สาวน้อยเจ้าของร้านขายของมีค่า น้ำหนัก ๕๐ บาท ของที่คณะกรรมการตรวจพบไม่ได้ คือ เงินกู้ที่ชาวบ้านไปกู้อีก ๔ หมื่นบาทเศษ อันนี้ไม่มีหลักฐาน ถามท่านว่าของที่ว่ามีขณะนี้อยู่ที่ไหน ท่านบอกว่าคณะกรรมการควบคุมไว้ ถามท่านอีกว่าวันนี้คุณยายไปเยี่ยมศพท่าน คุณยายจะทราบเรื่องนี้ไหม ท่านตอบว่าทราบ เพราะคณะกรรมการเขาเขียนทรัพย์สินที่ค้นได้ใส่แผ่นกระดาษประกาศไว้ ดีใจที่ได้หลักฐานมายืนยันกับยาย

๕. ที่ท่านว่าเป็นกรรมหนักในฐานะที่ท่านเป็นพระปลอม คือ บวชแต่ตัว และมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุข มีพระที่มีศีลบริสุทธิ์บ้าง มีสมาธิตั้งมั่นบ้าง มีวิปัสสนาดีที่เป็นอริยเจ้ามาไหว้ท่าน ท่านก็เลยทำใหญ่ในฐานะเป็นเจ้าคุณ กรรมนี้อีกข้อหนึ่งที่ชวนท่านลงอเวจี
เมื่อได้เรื่องแล้วก็ดีใจมาก ลาตาลุงกลับ ท่านเจ้าคุณก็ลงนรกไปตามตำแหน่งใหญ่ของท่าน เมื่อคุณยายกลับก็เอาเรื่องทรัพย์สินของท่านเจ้าคุณออกบรรยาย คุณยายตกใจมาก ถามว่า พ่อเล็กรู้มาได้อย่างไร เรียนท่านว่าเมื่อคุณยายไปฝั่งโน้น ฝั่งพระนคร ชาวธนบุรีเรียกว่าฝั่งโน้น สมัยนั้นจากตลิ่งชันก็ไปลำบาก ต้องมีเรือยนต์หรือไปเรือโดยสาร ที่บ้านไม่มีเรือยนต์ก็ต้องอาศัยเรือโดยสารขนาดเล็กของพระยาภิรมย์ภักดี ออกเป็นเวลา วันหนึ่งเรือออกไม่เกิน ๕ เที่ยว การที่จะแอบอ่านป้ายเอามาเบ่งนั้นไม่มีทางทำได้แน่ เมื่อคุณยายท่านฟังแล้วท่านจึงแปลกใจถามว่าทราบมาได้อย่างไร จึงเรียนท่านว่า เมื่อคุณยายไปเยี่ยมศพท่านเจ้าคุณ ผมก็ไปสืบทางเมืองนรก พบท่านเจ้าคุณลงอเวจี ท่านลุงเรียกมาให้เล่าความประพฤติเมื่อท่านมีชีวิต ท่านเจ้าคุณบอกให้ฟัง ผมจึงทราบ เมื่อพูดจบท่านยายก็เรียกน้าสมใจที่ไปด้วยให้เอากระดาษจดทรัพย์สินท่านเจ้า คุณที่คณะกรรมการเขียนประกาศไว้ น้าสมใจอ่านให้ท่านฟัง เมื่ออ่านแล้วน้าสมใจก็บอกว่าตรงกันทุกอย่าง ท่านยายถึงกับเปล่งอุทานว่าไม่น่าเลย พระใหญ่พระโตทำไมเลวทรามอย่างนี้ พ่อเล็กไม่เคารพนั้นถูกแล้ว ยายเองเสียอีกยังโง่กว่าพ่อเล็ก



นี่เป็นมุมหนึ่งของนรกที่ใคร ๆ ก็สามารถจะเห็นได้ถ้าบวชเพื่อความเป็นพระ แต่ถ้าท่านบวชกันเพื่อแสวงหาความรู้มาเป็นอาชีพ หรือเพื่อยศศักดิ์ เพื่อลาภผล เพื่อเป็นเหยื่อล่อสตรีที่เห็นว่าดีว่างาม ท่านไปตามท่านเจ้าคุณองค์นี้ ถ้าบวชแล้วปฏิบัติตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้เมื่อวันบวชว่า "นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต" เขียนตัวหนังสืออาจพลาดจังหวะบ้างก็ช่างมัน แปลความว่า ท่านทั้งหลาย ข้าฯ ขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน เป็นอันว่าท่านที่บวชเพื่อเข้าถึงพระนิพพานทุกองค์ เรื่องเห็นนรกสวรรค์เป็นเรื่องกล้วย ๆ ไม่มีอะไรหนักเลย ถ้าทำไม่เห็นก็จงทำตามแบบเจ้าเล็กเด็กอายุ ๑๒ ปี เอาแบบฉบับของเจ้าเด็กคนนี้เป็นครู มันก็คงไม่ยากอะไรเลย คุณยายหลังจากทราบเกียรติความดีเด่นระดับอเวจีของท่านเจ้าคุณแล้ว ต่อนั้นมาท่านพยายามหาแต่พระที่ควรบูชาเท่านั้น คนที่เป็นนักดูพระก็คือเจ้าเล็กคนเดนตายนั่นเอง เมื่อท่านยายปรึกษาจะหาพระมาเทศน์เจ้าเล็กก็ต้องไปหาตาลุง ตาลุงก็ชี้พระพอที่จะพบได้ในสมัยนั้น อยู่ไม่ไกลเกินไปก็คือ


๑. ท่านพระครูพิทักษ์สุวรรณบรรพต คณะ ๑๑ วัดสระเกศ จ. พระนคร
๒. ท่านอาจารย์พริ้ง วัดมะกอก จ. พระนคร
๓. หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ จ. ธนบุรี
๔. หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ. เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา
๕. หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล อ. บางบาล จ. พระนครศรีอยุธยา
๖. หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อ. บางบาล จ. พระนครศรีอยุธยา
๗. หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน อ. สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี
๘. หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ. บางปลาม้า จ. สุพรรณบุรี

แกบอกว่ามีอีกมาก เป็นพระอริยะก็มี เป็นพระโพธิสัตว์ก็มี ที่บอกมานั้นมีทั้งพระอริยะและพระโพธิสัตว์ ทำบุญด้วยผลมากกว่าการลงทุน ท่านยายเคยรู้จักหลวงพ่อปานมาก่อน เมื่อเห็นหลวงพ่อปานติดอยู่ในบัญชีพระดีก็เลยไม่ไปไหน เกาะหลวงพ่อปานแจ คือ ยึดความรู้ที่หลวงพ่อปานสอนแบบง่าย ๆ ท่านภาวนาคำว่าพุทโธจนท่านสิ้นลมปราณ คือ พอขาดเสียงท่านก็หมดลมพอดี ตอนจะตายถามท่านว่าคุณยายเห็นอะไรครับ ท่านตอบว่าเห็นพระพุทธเจ้า ถามท่านว่าสวยไหมครับ ท่านบอกว่าสวยมาก และท่านก็บอกว่าพระท่านสวยมากขึ้นทุกที ในที่สุดหลวงพ่อองค์ยิ้มท่านก็มา



ท่านใกล้จะสิ้นลมปราณเต็มที แต่ท่านสติดีมาก ท่านยิ้มทั้ง ๆ ที่ปากก็ว่าพุทโธ ท่านบอกว่า พ่อเล็ก หลวงพ่อองค์ยิ้มของหลานมาหายายแล้ว ถามว่าคุณยายอยากไปไหนครับ คุณยายบอกท่าน ท่านพาไปได้ ท่านยายบอกว่ายายไม่อยากเกิด ยายเบื่อเกิด ถามท่านว่าอย่างไร ท่านยายบอกว่า ท่านยิ้มแล้วก็บอกว่าจะเอาไปพักในที่ไม่ต้องกลับมาเกิด ต่อไปจะสบายมาก ท่านยายเรียก พ่อเล็กจุดธูปให้ยาย ๕ ดอก เอาดอกบัวมา ๕ ดอก จุดเทียนด้วย ยายจะเอาไปไหว้พระจุฬามณี ยายเห็นบ้านยายแล้ว พระท่านชี้ให้ดู เมื่อจุดธูปเสร็จบอกท่านให้ทราบ

ท่านบอกว่า ท่านขอลาทุกคน อะไรที่ล่วงเกินกันขอให้ต่างอภัยกันแล้วท่านก็ว่าพุทโธ ๆ ๆ จนท่านสิ้นลมปราณ เมื่อคุณยายตายก็เลยถือโอกาสไปหาท่านลุง เมื่อพบแล้วถามท่านว่าคุณยายไปอยู่ที่ไหน ท่านลุงบอกว่าอยู่ดาวดึงส์ ถามว่าท่านยายจะมาเกิดอีกไหม ท่านลุงบอกว่า บารมีเขาดี เขาจะนิพพานบนสวรรค์ ฉันฟังแล้วไม่รู้เรื่องเลยว่านิพพานเป็นอย่างไร
__________________

---ปฏิปทาของฉันเมื่อเด็ก---



ท่านอาจจะสังสัยว่าเรื่องของฌานสมาบัติต้องมีศีลดี ก็เมื่อเป็นเด็กจะมีศีลวิเศษขนาดไหน เรื่องนี้ฉันยอมรับว่าที่ฉันไปนรกได้ฉันไม่เข้าใจว่าเป็นฌานหรือเปล่า ฉันตายไปแล้ว เมื่อฟื้นขึ้นมาฉันก็ไปตามที่ฉันตายไป มันจะเป็นฌานหรือเป็นระเบียงบ้าน เรื่องนี้ฉันไม่เข้าใจ แต่ทว่าเมื่อฉันเป็นเด็กสิ่งที่ฉันปฏิบัติเป็นปกติจนถึงวันบวชพระก็คือ

๑. ไม่ฆ่าสัตว์ จำได้ว่าเคยฆ่าปลาไม่เกิน ๖ ตัว เพราะผู้ใหญ่บังคับ ต่อมาไม่ยอมฆ่าอีกตลอดมาจนถึงววันบวช เว้นไว้แต่คนที่ข่มเหงฉัน คนเลวที่ฉันคิดไปว่าไม่บาป เป็นความคิดสมัยก่อนบวช

๒. ไม่ลักของใคร

๓. ไม่เป็นชู้ภรรยาใคร แต่ลูกเขานี่ซิคิดว่าไม่ผิดศีล เมื่อเมตตาเขาก็ต้องรับความปรานีอย่างนี้บาปหรือเปล่า ใจตอนนั้นคิดว่าไม่บาปและไม่ได้ฝืนใจใคร ทุกคนสมัครใจร่วมกัน คงไม่เป็นไรมาก

๔. เรื่องโกหก ถ้าจะเอาบ้างแต่ก็ไม่ร้ายแรง ที่โกหกมากก็คือพวกสาว ๆ เพราะไม่โกหกแกไม่เชื่อ เลยต้องโกหก ตามใจคนรักคงไม่บาป

๕. เรื่องของคนเมาหรือการพนัน ปลอดแน่ นอกจากจะลองทดสอบความเมากับน้าคราวเดียว คือ น้าเป็นนายตำรวจจับคนเมามาได้ แกก็บอกว่าที่แกด่าอาละวาดชาวบ้านแกเมาแกไม่รู้เรื่อง เพื่อทดสอบให้แน่ใจว่าคนเมาพูดเองและฟังคนอื่นพูดรู้เรื่องหรือเปล่า สองคนน้าหลานว่าน้ำตาลเมาของเขามา ๑ ไหครึ่ง เห็นรู้เรื่องทุกอย่าง พูดเองก็รู้ คนอื่นพูดก็รู้ ต่อไปเมื่อจับคนเมามาได้และถ้าแกแก้ว่าทำไปเพราะเมา แกไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ถามแกว่าแกชอบเมาอะไร สุราชนิดไหน น้ำตาลเมา น้ำขาว อุหรือเบียร์ เป็นต้น เมื่อแกบอกว่าแกเมาอะไรก็ไปหามาให้แก เมื่อแกกินเมาแล้วก็ซ้อมด้วยไม้กระบอง ตีเสียช่ำมือทุกราย ถ้าแกบอกว่าเจ็บก็ไม่ยอมเลิกตี บอกแกว่าคนเมาไม่รู้เรื่องไม่เจ็บ ล่อเสียอานไปหลายรายการ เพียงรายสองรายก็ปรากฎว่าในเขตของน้าหาคนเมาทำยายากเต็มทน ที่ชอบเมาจริง ๆ ก็พยายามเมาในมุ้ง เป็นการปราบที่มีผลมาก ชาวบ้านสบายใจไปตาม ๆ กัน

นอกจากนี้แล้ว ขณะที่เป็นเด็กและฆราวาสมีอารมณ์แปลก คือ มีความรู้เกิดเองคือ ที่ไหนก็ตามมีอะไรเป็นพิเศษ เช่น คนตาย ของดีกว่าปกติ เมื่อไปนอนคืนเดียวก็ปรากฎว่ารู้หมด ว่าที่บ้านนี้หรือตรงนี้มีคนตายแล้วกี่คน อายุ รูปร่าง อาการป่วยเมื่อจะตาย ตายแล้วไปไหน มันเห็นเองรู้เอง ไม่ได้ทำอะไร เพียงไปนอนเท่านั้น ถ้าไม่เห็นก่อนหลับก็ตอนตื่นใหม่ ๆ คนตายจะมาเล่าเรื่องของตนให้ฟังจนหมด เมื่อสว่างแล้วถามเจ้าของบ้านทุกบ้านพากันยอมรับว่าจริง ปฏิปทาก่อนบวชมีเท่านี้ มันจะเป็นฌานสมาบัติ หรือเรื่องที่รู้มันรู้ได้อย่างไร อ่านตำราแล้วไม่เข้าใจ ถ้าถามพระท่านบอกว่าของเก่าตามมา
เป็นอันว่า เรื่องเมื่อฟื้นจากตายความจริงมีเรื่องมากมาย เขียนสักพันหน้าก็ไม่จบ มันจะมีประโยชน์อะไร เขียนไปเขียนมาก็คุยกับตาลุง ไปสวรรค์ก็ไม่กล้าไป เขียนไปก็เปลืองสายตาคนอ่าน เลิกเขียนดีกว่า เอาเวลาเขียนไว้ตอนเข้าอุปสมบทต่อไป ตอนนี้ขอเอวังเพียงนี้ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน นี้เวลาว่างหายาก ก็ขอพักตอนที่สองไว้เพียงเท่านี้
__________________

***เข้าเขตกาสาวพัสตร์***
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ เป็นวันที่ ๓ ของการบันทึกความทรงจำ การเขียนกำหนดแน่นอนไม่ได้ เพราะว่างก็เขียน สบายใจก็เขียน ถ้าไม่ว่างหรือไม่สบายกายใจก็ไม่เขียน สุดแล้วแต่อารมณ์หลวงตาแก การเขียนนี้ตั้งใจจะเขียนไม่มากนัก เพราะหนังสือหนามากอ่านนานจบ คนขี้เกียจอ่าน เปลืองเงินคนออกสตางค์ค่าพิมพ์ เขียนยาวไปก็ได้ประโยชน์น้อย เพราะไม่ใช่หนังสือสอนวิชาร่ำรวย ไม่ใช่แบบบอกหวยบอกไป เขียนมากก็ไร้ประโยชน์ จะเขียนเท่าที่พอใจ


วันนี้จะเขียนเรื่องเข้าเขตผ้ากาสาวพัสตร์ คือ เข้าบวช ท่านผู้อ่านจงทราบเจตนาในการบวชของฉันเสียก่อน คนอื่นที่เขาจะบวชเขามีเจตนาอย่างไรฉันไม่ทราบ แต่ฉันก่อนบวชฉันมีเจตนาอย่างนี้ คือ ไม่บวชตามประเพณี พอครบอายุจะบวชได้ก็บวช ก่อนที่ฉันจะบวช ฉันอยากหาอาจารย์ต่อวิชาให้ฉัน เพราะปกติฉันไปเที่ยวนรกได้ แต่ไปเพียงแขตแดนนรกกับแดนอิสระ ยังเข้าเขตนรกจริงไม่ได้ เมื่อไปถึงชายแดนก็ต้องไปนั่งจ๋องคอยถามตาลุง อยากเห็นอะไรก็ต้องนึกให้ภาพนั้นมาปรากฎข้างหน้า มันเป็นอย่างนี้มา ๑๐ ปีเศษ เรื่องของคนที่มีตัณหาบังคับสันดานมันมีคำว่าพอที่ไหน เห็นได้รู้ได้แล้วมีความพอใจเมื่อไร อยากลงไปท่องนรกได้ด้วยตนเองก็ไม่กล้าไป เพราะตาลุงแกสั่งไว้ไม่ให้ไป แกห้าม ความดีของตาลุงฉันลืมไม่ได้ ฉันมีธุระไปกวนแกทุกวัน เพราะท่านยายชอบฟังเรื่องคนลงนรก และก็ชอบถามว่าเขาทำบาปอะไรถึงลงนรก แล้วก็ถามต่อไปว่าเราจะช่วยเขาได้ด้วยการทำบุญอย่างไร ฉันก็เลยต้องกลายเป็นพระมาลัยลอยไปลอยมาระหว่างนรกกับมนุษย์เป็นกิจประจำวัน ท่านยายเมื่อทราบว่าใครลงนรก ถ้าเขาผู้นั้นอยู่ไม่ไกลท่านมักจะสอบถามญาติของคนที่ลงนรกว่า เมื่อก่อนตายคนที่ตายทำบาปอย่างที่เคยทราบมาหรือเปล่า เมื่อเจ้าภาพรับว่าเคยทำ ท่านก็จัดแจงทำบุญสงเคราะห์ทันที และตัวท่านเองก็เกาะหลวงพ่อปานแจ เรียนพระกรรมฐานและร่วมบำเพ็ญกุศลเป็นประจำ

ท่านหายใจเป็นหลวงพ่อปานทุกวัน อะไร ๆ ท่านก็ว่าหลวงพ่อปานบอกท่านมา ท่านทำตามทุกอย่าง มีอย่างเดียวที่หลวงพ่อปานไม่บอกแต่ท่านทำก็คือ เรื่องลูกและหลานเจ้าชู้ น้าหลาน ๒ คนเป็นคนมีเมตตาสูง สงเคราะห์สาวเรื่อยตลอดมา คือ พยายามหาเมียมาฝากแม่เสมอไม่รู้ว่ากี่คน เมื่อนำมาท่านก็รับภาระปกครองให้เสมอ บางรายยังเด็กมาก แม่ผัวต้องปอกอ้อยให้ลูกสะใภ้กินก็มี เพราะเมื่อท่านสั่งให้ลูกสะใภ้ปอกอ้อยให้กิน คุณลูกสะใภ้เกิดปอกอ้อยไม่เป็น ภาระปอกอ้อยก็เลยต้องเป็นภาระของแม่ผัว เมื่อมีสาวน้อยและสาวมากมาบ้านมาถามหาท่านน้าหรือเจ้าเล็ก ท่านมักจะออกปากบอกว่าเจ้า ๒ คนหมายถึงน้าหรือเจ้าเล็กไปทำอะไรเอ็งบ้าง ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นหมายถึงมีครรภ์เอ็งบอกแม่นะ แม่จะรับภาระเอง แล้วท่านก็ประกาศเป็นกฎของท่านว่า เจ้า ๒ คนน้าหลานนี้เจ้าชอบเป็นคนเจ้าชู้ ถ้ามีใครเขามาแจ้งว่าพวกเอ็งไปทำเขาตั้งท้องฉันจะรับทันที โดยที่พวกเจ้าจะค้านไม่ได้ นี่เป็นกฎของท่านยาย และท่านก็ทำจริงตามท่านพูด เมื่อมีใครมาแจ้งว่าท่านน้าย่องไปทำให้แกมีลูก ท่านไม่สอบสวน ท่านรับทันที เมื่อน้ามาจากทำงานสอบถามน้าปรากฎว่าจริงทุกราย สำหรับรายการของเจ้าเล็กก็จอมซุกซนเหมือนกัน แต่ทว่ามียาวิเศษไม่ต้องกินไม่ต้องทาไม่ต้องรักษาก็ไม่มีใครมีลูฏ ท่านยายเลยไม่ต้องแบกภาระ การรับลูกสะใภ้แบบสาธารณะนี้หลวงพ่อปานไม่ได้สอนมาแต่ท่านทำของท่าน เมื่อท่านอาจารย์ทราบปฏิปทาเข้าก็ชมเชยเป็นการใหญ่ ท่านเลยทำใหญ่ ท่านบอกว่าที่ท่านทำเห็นใจลูกผู้หญิงด้วยกัน ไม่ประสงค์ชื่อเสียงความดีเด่นอะไร

เมื่อฉันมีศรัทธาอยากจะบวช ที่จะบวชไม่ใช่เลื่อมใสใคร อยากได้อาจารย์ดีที่ต่อวิชาความรู้ให้ได้สิ่งที่ต้องการก็คือ

๑. อยากไปเที่ยวในเขตนรกด้วยตนเอง
๒. อยากไปเที่ยวสวรรค์ เขาว่ามีนางฟ้ามากและสวย ๆ เสียด้วย
๓. อยากไปชมพรหมโลก เห็นคุณยายบอกว่าหลวงพ่อปานท่านว่าเป็นดินแดนที่สวยกว่าเมืองเทวดา

เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อปานท่านก็รับรองทุกอย่าง ท่านว่าท่านไปได้และท่านสามารถสอนให้ไปได้ ถ้าคนที่เรียนจะเรียนกับท่านอย่างโง่ ๆ คือไม่ทำอะไรเกินอาจารย์สั่ง ฉันชอบใจมาก ในอันดับแรกฉันบอกท่านว่าฉันกลัวผี แต่ทว่าฉันสงสัยเรื่องผีว่ามันมีจริงเพียงใด เรื่องของสัตว์นรก ตาลุง หลวงพ่อองค์ยิ้ม ฉันไม่คิดว่าเป็นผี ท่านสามารถให้พิสูจน์ด้วยการภาวนาคาถา ๔ คำ การพิสูจน์คราวนั้นมีคนร่วมพิสูจน์ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงศักดิ์ทางราชการ เมื่อต่างภาวนาไม่เกิน ๕ นาที ทุกคนยอมรับว่าเห็นผีกันทุกคน สำหรับคนอื่นเขาเห็นอย่างไรเป็นเรื่องของเขา ฉันจะแอบไปรู้เรื่องคนอื่นเข้ามันจะเกินพอดี ฉันเองเห็นหลายผี มันเป็นคนที่ฉันรู้จักเสียส่วนใหญ่ที่เขาตายไปแล้วนั่งอยู่ข้างตัวฉัน ที่ไม่รู้จักก็มีบางคนก็เหมือนคนธรรมดา บางคนก็สวยมาก ฉันไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน บางรายสวยเสียจนอยากเห็นบ่อย ๆ เมื่อทุกคนยอมรับว่าเห็น ท่านก็เลยเทศน์เรื่องสวรรค์ นรก พรหม และพระนิพพาน อีก ๔ รายการท่านก็ทำให้เห็นได้ คราวนี้ฉันกับเพื่อนฉันเป็นยอดนักเบ่งด้วยกันเกิดอยากเห็นสวรรค์ขึ้นมาทันที ที่อยากเห็นนั้นไม่ใช่อะไร เขาเล่ากันต่อ ๆ มา และพระก็ชอบเทศน์ว่าบนสวรรค์มีนางฟ้ามากกว่าเทวดา เทวดา ๑ องค์มีนางฟ้าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ สงสารนางฟ้าแกจะเหงา จะหาโอกาสไปเป็นเพื่อนคุยกับแก อ้ายคนเราลงมีใจเลวลงเสียอย่างเดียวมันก็เลวหมดตัว เขาเรียนกรรมฐานกันเพื่อพระนิพพาน แต่ฉันอยากเรียนเพื่อจะไปเป็นผัวนางฟ้า อารมณ์อย่างนี้ถ้ายังไม่ว่าเลว คนประเภทใดที่เลวกว่านี้ยังมีอีกหรือ

เมื่อท่านเทศน์จบท่านถามว่า ใครอยากเห็นสวรรค์ พรหมโลก และพระนิพพานบ้าง ฉันกับเพื่อนเกลออีก ๓ คนยกมือก่อนเพื่อน ท่านเห็นเข้าท่านก็กวักมือเรียกให้เข้าไปหา ท่านถามว่าอยากเห็นจริงหรือ เรียนท่านว่าอยากเรียนขอรับ ท่านบอกว่า สำหรับคณะของเธอ ๔ นี้เรียนได้และได้ผลมากเกินคาด จะเรียนไหม เรียนท่ารนว่าคณะผมพร้อมที่จะเรียนครับ ท่านบอกว่าฉันรับเธอเป็นศิษย์ฉันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ทว่าถ้าเธอเรียนกับฉันเพื่อเอาดีต้องเรียนอย่างคนโง่นะ คือว่าถ้าฉันสอนแบบไหน ให้ทำอย่างไร เธอต้องทำและคิดเท่านั้น การเรียนเอาดีต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เรายอมตายดีกว่าปฏิบัติไม่ได้ผล หรือยอมตายดีกว่าฝ่าฝืนคำสั่งครูบาอาจารย์ เต็มใจรับท่าน เพราะเรื่องการรับคำสั่งแล้วรักษาคำสั่งเป็นของปกติ ไม่มีอะไรหนักใจเลย ด้วยทำมาตั้งแต่รู้ภาษาคน ไม่เคยขัดคำสั่งที่ประกอบด้วยเหตุผล แต่ทว่าคนที่ไร้เหตุผลถ้าสั่งงานก็มักจะพบศอกกลับที่คาดไม่ถึงทุกราย จนเป็นที่รู้กันในวงงานที่ทำ เขาหาว่าบ้า โต๊ะคนบ้า ใครอย่าก้าวก่าย ถ้าขืนสั่งนอกเหนืออำนาจดีไม่ดีชักปืนไล่ยิงเอาเฉย ๆ ใครอย่าไปยุ่งกับคนบ้า



                         

ความจริงเขาหาว่าฉันและเพื่อนบ้า เพราะฉันบ้าระเบียบวินัยก็เลยสบาย เพราะพวกบ้าฝ่าฝืนระเบียบวินัยไม่กล้ายุ่ง เมื่อฉันมีอารมณ์บ้าระเบียบวินัยอยู่แล้ว ท่านบอกอย่างนั้นจะมีอะไรหนักใจ ทุกคนยอมรับอย่างไม่มีอะไรหนักใจ หลวงพ่อท่านยิ้ม ท่านบอกว่าพวกเธอเข้มแข็งมาก เรื่องนรก สวรรค์ พรหมโลก เธอปฏิบัติกับฉันไม่เกิน ๓ เดือนเป็นอย่างช้า ไปได้สบาย ฉันกับพวกกราบท่านและขอเรียนทันที ท่านบอกเรียนได้ แต่ผมยังยาวยังเรียนไม่ได้ ผมมีสภาพเหมือนเขา เธอมีสภาพเหมือนกระทิงเปลี่ยว เมื่อกระทิงเปลี่ยวตัวเมามันและมีอานุภาพมากยังมีเขาอยู่ ทำพระกรรมฐานเอาดียาก และภาระของเธอก็มาก เธอต้องตัดเขาเสียก่อน คือโกนผมเข้าวัดบวชเป็นพระ เมื่อเธอบวชแล้วไม่เกิน ๓ เดือนฉันรับรองว่าเธอทั้ง ๔ ท่องสวรรค์ นรก พรหมโลกได้อย่างสบาย คณะของฉันยิ้มสดชื่นไปตาม ๆ กัน รับรองท่านว่าจะบวชและก็ยอมบวช เรื่องอาชีพไม่อาลัย ไม่จำเป็นต้องอาศัยอาชีพเดิม ถ้าสึกอาชีพเก่าเขาไม่ให้ทำก็ทำสวนกินตามเดิมก็ได้ ที่ดินก็มี สวนของยายก็ไม่มีอะไรน่าวิตก

เป็นอันว่ารับกับท่านว่าจะบวชแน่นอน เดือนกรกฎาคม ๒๔๘๐ เป็นเดือนบวช เดือนที่ตกลงกันเป็นเดือนเมษายน ๒๔๘๐ เมื่อตกลงแล้วท่านแจกหนังสือวิสุทธิมรรคสมาธินิเทศคนละเล่ม ดูเหมือนท่านจะเตรียมมาให้ ท่านให้อ่านให้เข้าใจ เดือนมิถุนายนท่านให้ไปซักซ้อมความเข้าใจกับท่านที่วัด เมื่อท่านสั่งแล้วเวลาใกล้ ๑๔ น. ท่านก็ลาที่ประชุมกลับ พวกฉันก็กลับ นับตั้งแต่รับหนังสือวิสุทธิมรรคมาแล้วก็พยายามอ่าน หนังสือนี้ต้องพยายามอ่านจริง ๆ อ่านรู้เรื่องยากแท้ ๆ ภาษาพระฉันไม่ชินมาก่อน และก็แถมเกลียดพระที่บวชแล้วชอบอวดรู้อวดวิเศษเที่ยวเทศน์สอนชาวบ้านเรื่อง บุญบาปนรกสวรรค์ แต่ตัวท่านเองเมามันดูไม่ได้เลย เป็นพระแล้วยังบ้าลาภ อยากร่ำรวย อยากสวยงาม อยากมียศ อยากให้ชาวบ้านเขาชม เมื่อเทศน์แล้วถามว่านรกสวรรค์ท่านเห็นหรือเปล่า ก็ตอบว่าไม่เห็น

ไม่เคยทำให้เห็นตามที่เทศน์สอนชาวบ้าน แต่เที่ยวสอนคนอื่นเขา เราเห็นมาเองก็ดันมาว่าเป็นเรื่องโกหกพกลมบ้า ๆ บอ ๆ ถ้าหลงทำไปจะบ้าแก้ไม่หาย พระระยำแบบนี้ทำให้ฉันไม่ไหว้พระ ฉัะนเกลียดพวกบ้ารวย บ้ายศ บ้าสรรเสริญ บ้าสวย พระต้องละดันมาเกาะเลว เมื่อเลวเท่ากัน แถมฉันดีกว่าที่เห็นหลวงพ่อองค์ยิ้มได้ ไปนรกได้ ถามตาลุงก็ได้ อยากเห็นอยากรู้เรื่องเมืองนรกตรงไหนก็ได้ เมื่อคนสอนมีความสามารถไม่เท่าฉัน เลวกว่าฉัน บางท่านดันลงอเวจี ฉันจะไหว้จะเคารพให้เสียศักดิ์ศรีฉัน หาทำไมตำแหน่งเจ้าคุณ ดีจริงทำไมไม่กันนรกให้ได้ เป็นอะไรก็ลงนรก เป้นเพื่ออะไร เพราะฉันไม่สังคมกับพระที่ไม่ถูกใจฉัน ๆ ก็เลยไม่ค่อยรู้ภาษาพระ เมื่อมาอ่านวิสุทธิมรรคเข้าก็ชวนนอนหลับเสมอ กว่าจะเข้าใจภาษากันวันเวลาก็ผ่านไปเกือบ ๑๐ วัน พอจะเริ่มรู้ภาษากันบ้าง ท่านผู้ใหญ่ไปหารือกับพระ ฉันบอกว่าพระสวะพระจัญไร ฉันไม่ขอพึ่งบารมี ดีไม่ดีแนะนำผิด เว้นไว้แต่หลวงพ่อปาน ยังไม่อยากไหว้พระองค์อื่นจนกว่าฉันจะเห็นว่าท่านดี เรื่องของกิเลสตัณหาเป็นอย่างนี้ แถมพระท่านก็เป็นทาสกิเลสตัณหาเสียด้วย ก็เลยไม่มีที่พึ่ง

---ซักซ้อมความเข้าใจ---
เมื่อ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๘๐ ก็ไปหาหลวงพ่อปาน ท่านซักซ้อมความจำในกรรมฐาน ๔๐ กองในวิสุทธิมรรค ท่านบอกว่ากรรมฐาน ๔๐ กองในวิสุทธิมรรคมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งหมด เพราะจะปฏิบัติเอาดีกัน ถ้าปฏิบัติอวดชาวบ้านก็ไม่ต้องเรียนมาก ไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ก็ได้ ทำนั่งหลับตาหลอกชาวบ้านไปสักพัก คนที่บ้าพระหลับตาก็จะมากันเป็นแถว เวลาเขามาก็ทำท่าสงบเสงี่ยม พูดน้อย ลืมตาน้อย เท่านี้ลอกหนังหัวชาวบ้านกินสบาย เพราะชาวบ้านคลั่งพระหลับตามีมาก แต่ทว่าการทำอย่างนั้นพระมีหวังลงอเวจีไม่ยาก มันเป็นมายา เธอบวชแล้วจงอย่าทำอย่างนั้น เมื่อมายามี กิเลสก็มี ความดีจะไม่ปรากฏ เมื่อบวชแล้วจงเป็นคนปล่อย อย่าปกปิดความเลว อย่าอวดความดีที่ตนยังไม่มี ดีหรือเลวเท่าไรให้ชาวบ้านเขาเห็นสบาย ๆ จงอย่าหวังการกราบไหว้ของคนอื่น เขาไหว้หรือไม่ไหว้จงอย่าเห็นเป็นสาระ เราบวชเพื่อละ ทำแค่ดี อย่าหวังให้ชาวบ้านชมว่าดี ด้วยชาวบ้านนิยมของปลอม ถ้าหวังคำชมเราต้องทำตนเป็นพระปลอม เวลาตกนรกไม่มีใครช่วยเรา ท่านพูดเท่านี้ก็นึกถึงท่านเจ้าคุณนรกได้ คิดว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ยอมรับตราตั้งจากใคร ด้วยเกรงว่าถ้าลงไปนรก ดีไม่ดีเจ้าคุณนรกแกไปอยู่ก่อนเกิดมีพวก แกอาจนำพวกมาซ้อมเอาได้


   


---แนะนำเรื่องการปฏิบัติ---
ท่านบอก ในหนังสือวิสุทธิมรรค ท่านแนะแนวปฏิบัติไว้ตรงตามพระพุทธพจน์ (พระดำรัสของพระพุทธเจ้า) เรื่องอารมณ์กรรมฐานแต่ละกองต้องจำให้ขึ้นใจ นิมิตแต่ละกองต้องจำให้ได้ อารมณ์ญาณทั้งหมดต้องจำให้ได้ จริตทั้ง ๖ และกรรมฐานหักล้างแต่ละกองต้องจำให้ได้ เคล็ดลับในการดูวิสุทธิมรรคท่านสอนต่อไปว่า พวกเธอทั้ง ๔ ต่างมีบารมีสั่งสมมาจากชาติก่อนมาก ท่านหันมาทางฉัน ท่านบอกว่า เธอปรารถนาพุทธภูมิไว้ และบารมีก็ใกล้จะจบเต็มที เธอต้องศึกษาให้มาก ต้องจำและทำทุกด้านของพระกรรมฐาน เพราะพุทธภูมิต้องเป็นครูเขา ครูถ้ามีความรู้ไม่ครบถ้วนจะทำให้ศิษย์เสียผล อุปนิสัยของคนไม่เสมอกัน ฌานทั้ง ๘ ต้องศึกษาให้ครบ เมื่อดูพระกรรมฐานในวิสุทธิมรรค ก่อนอ่านควรจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธเจ้าและอธิษฐานว่า กรรมฐานกองใดบ้างที่ข้าพเจ้าเคยเจริญมาและได้ผลมาแล้วในชาติอดีต ขอให้มีใจรักกรรมฐานกองนั้น เมื่อดูไปเกิดความพอใจกองใดบ้างจงทำเครื่องหมายไว้ เมื่อดูตลอดแล้วเห็นว่าเรารักหลายกอง แล้วกลับไปดูใหม่ดูเฉพาะกองที่เรารัก ก่อนดูให้อธิษฐานว่ากรรมฐานกองไหนถ้าจะปฏิบัติได้ผลเร็ซขอให้รักกองนั้น มากกว่ากองอื่น เมื่อรักกองไหนมากทำกองนั้นจะมีผลไม่เกิน ๑๕ วันเป็นอย่างช้า เมื่อขณะเจริญพระกรรมฐานที่เรารัก จงจำนิมิตกรรมฐานทุกกองพร้อมทั้งอารมณ์ไว้ให้แม่น เมื่อกรรมฐานกองต้นถึงที่สุด นิมิตกรรมฐานเก่าที่เราเคยได้จะปรากฏ จงยึดเอากรรมฐานกองนั้น ทำต่อไปไม่เกิน ๗ วัน กรรมฐานกองนั้นก็จะถึงที่สุด เมื่อมีนิมิตกรรมฐานกองใดเกิดขึ้น ก็จงทำอย่างนั้นต่อไป การเจริญพระกรรมฐานจะมีผลเกินกว่าที่เธอตั้งใจ

---ผลที่จะได้รับเมื่อปฏิบัติจริง---
ตาม คำแนะนำของหลวงพ่อเป็นความจริงทุกอย่าง เพื่อน ๒ องค์เมื่อทำกรรมฐานกองต้นจบ แกมีนิมิตกสิณเกิดติดต่อกันทั้งหมด ๑๐ กอง แกเลยได้อภิญญาไป ส่วนฉันเมื่อกรรมฐานกองต้นจบ นิมิตเตโชกสิณก็ปรากฏ พบกสิณ ๗ กอง ต่อไปกสิณก็ไม่มาอีก กลายเป็นอสุภบ้าง อนุสสติบ้าง เลยเล่นอภิญญษกับเขาไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องด็อกแด็ก ๆ อยู่กับชาวบ้านจนจะแก่ตายอยู่แล้ว และกำลังทำท่าจะตาย จะเข้าป่า หลวงพ่อท่านก็ว่า แกมีหนี้มากต้องใช้หนี้กรรมไปก่อนหมดหนี้กรรมแล้วไปได้ น่ากลัวป่าที่จะไปคงไม่ใช่ป่าชัฏ อาจจะเป็นป่าช้ามากกว่า เวลานี้ก็เตรียมป่าช้าไว้ในกุฏิแล้ว เห็นป่าคราวใดสบายใจมาก มันสุขใจเหลือเกินที่เห็นป่าช้า

---เมื่อถึงวันบวช---
เมื่อ บวชมีท่านพระครูรัตนภิรมย์ วัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเล็กเป็นคู่สวด หลวงพ่อปานท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมากต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อ หลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า ๓ องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูฏ เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชใหม่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน ๒ องค์พอครบ ๑๐ พรรษาต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ หมายถึงฉัน จงเข้าป่าไปกับเขาแต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมากต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ ๒๐ พรรษาจงออกจากสำนักเดิมเจ้าจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ ฟังดูเถอะ พระแกมีลูกยอแจกเหมือนกัน แล้วพวกฉันก็บ้ายอ พอดีกัน

---อาชีพป่าช้า---
เมื่อ ท่านพระอุปัชฌาย์มีบัญชาอย่างนั้น ปกติตามพระวินัยพระไม่ครบ ๕ พรรษาต้องอยู่ในโอวาทของพระอุปัชฌาย์ตลอดไปจนกว่าจะครบ ๕ พรรษา เรียกว่า นิสัยมุตตกะ คือ พ้นอกพ่อแม่จะเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าดีไม่พอ ท่านอุปัชฌาย์ก็ปล่อยไม่ได้ ต้องโอบอุ้มต่อไป เมื่อบวชระยะต้น ถูกท่านอุปัชฌาย์เรียกอบรมปีละ ๓ ครั้ง ไม่เหมือนสมัยนี้ อุปัชฌาย์กับพระที่บวชให้ไม่เห็นเขาพบกัน บวชให้ได้เงินแล้วก็หายเงียบไป พระพุทธวินัยถ้าเขาจะเลิกใช้กันแล้วกระมัง ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรไม่ทราบ ตามหัวเมืองขณะนี้ไม่ไหวจริง ๆ

เมื่อท่านอุปัชฌาย์มีบัญชาอย่างนั้น ท่านคู่สวดก็ถือเป็นคำสั่ง ฟังพระแก่ไว้บ้างก็ดีท่านปฏิบัติกันอย่างไร พอออกจากโบสถ์ หลวงพ่อปานก็เรียกเข้าอบรมกรรมฐานทันที แม้แต่ส้วมก็ยังไม่ได้เข้า เมื่ออบรมเสร็จเวลาผ่านไปประมาณ ๑ ชั่วโมง ท่านปล่อยให้ระบายถ่ายของเก่า และเตรียมตัว เมื่อเตรียมเสร็จก็พาเข้าป่าช้าทันที เป็นอันว่าออกจากโบสถ์ก็เข้าป่าช้า ท่านว่าบวชเอาดีเขาบวชกันแบบนี้ เมื่อเข้าป่าก็ต้องอาศัยกระท่อมที่เขาเก็บศพ กระท่อมไหนว่างอยู่กระท่อมนั้น ต้องแยกกันอยู่คนละกระท่อม ห่างกันมาก ป่าช้าก็รก มีกระต่าย มีเสือปลา นึกเอาเองแล้วกันว่ามันรกขนาดไหน

เดี๋ยวนี้ป่าช้านั้นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันท่านให้รถเหล็กไถเสียเตียนแล้ว เสียดายเหลือเกิน พระไม่มีป่าช้าดี ๆ อาศัยเจริญสมณธรรมอีก เมื่อทราบว่าทางวัดไถป่าช้าหมด ไปดูด้วยตนเองเห็นเป็นเรื่องจริงก็เลยไม่ได้ไปวัดบางนมโคอีกเลย นับตั้งแต่วันที่เห็นป่าช้าเตียน เพราะหมดสัญลักษณ์ของคนบ้าป่าช้า เมื่อท่านนนำเข้าป่าช้า กว่าจะหากระท่อมว่างได้แต่ละองค์ก็กินเวลานาน เมื่อได้ที่แล้วท่านก็กลับ เมื่อจะกลับท่านบอกว่า ถ้าพวกเธอประมาทไม่รักษาอารมณ์กรรมฐาน เธอจะถูกผีหักคอตาย ถ้าเธอรักษาอารมณ์พระกรรมฐานไว้เธอจะปลอดภัยและได้ดีเร็ว แล้วท่านก็กลับ เมื่อท่านเดินออกมาได้ ๒-๓ ก้าวท่านหันไปพูดว่า พวกเธอจะเกิดอะไรผิดปกติก็ตาม ห้ามไปหาฉันในเวลากลางคืน จะพบฉันได้ต่อเมื่อได้เห็นแสงอรุณที่ส่องแล้ว (แสงทอง) แล้วท่านก็กลับ ดูเถอะท่านผู้อ่าน ลีลาของท่านไม่ย่อยเลย สมกับเจ้าตัวดี ๔ ตัวที่อยากแสวงหาคุณธรรมพิเศษ ผลจะเป็นอย่างไรอ่านต่อไป

---ผีสาวอาละวาด---

คืนแรกที่เข้าป่าช้าก็พบความศักดิ์สิทธิ์ของป่าช้า นั่นคือผีดิบอาละวาด เมื่อหลวงพ่อท่านกลับออกมาแล้วต่างก็ตั้งพิธีกรรมตามใจชอบ คือ ใครเห็นว่าอะไรควรก็ทำกันตามอารมณ์ของตัว เพราะต่างคนต่างอยู่ ป่าช้าก็แสนจะรก เดินไปมาหาสู่กันก็แสนจะยาก เกรงว่าเจ้างูร้ายนายป่าช้ามันจะเล่นงานเอา ก็เลยต้องต่างคนต่างอยู่ สมัยนั้นไฟฟ้าที่วัดบางนมโคยังไม่มีใช้มีตะเกียงรั้วคนละลูกจุด มีแสงรำไร น่ากลุ้มไม่น้อยเลย พอค่ำดีฉันก็เข้าสมาธิตามแบบฉบับของหลวงพ่อที่ท่านสอน ท่านสอนว่าก่อนภาวนาให้ปลงสังขารตามแบบไตรลักษณ์ก่อน ฉันจะไม่อธิบายว่าเขาปลงกันอย่างไร เมื่อปลงสังขารพอสบายก็เริ่มภาวนา ท่านว่าอย่างนั้นหรือว่าใครปลงสังขารได้ตลอดเวลาจนกว่าจะถึงเวลาเลิกโดยไม่ ภาวนาเลยยิ่งดีใหญ่ ที่ท่านสอนแบบนั้นความจริงท่านป้อนวิปัสสนาญาณให้พอใจ ด้วยพวกฉันทั้งพวกเป็นพวกบ้าสมถะ ฉันไม่ต้องการวิปัสสนา เพราะนิพพานฉันไม่สนใจ ฉันต้องการเห็นสวรรค์และนางฟ้า อยากจะดูนางฟ้าว่าจะสวยขนาดไหน คนสวยเคยเห็นและรู้รสสัมผัส ตอนนี้อยากเห็นนางฟ้า และอยากได้นางฟ้ามาเป็นเมีย คนนี่ถ้าลงได้บ้าแล้วมันบ้าไม่น้อย บ้าพอกับวาสนาบารมีทีเดียว




อย่างฉันเป็นตัวอย่าง เมื่อท่านเห็นว่าไม่ชอบวิปัสสนา ท่านทราบว่าอารมณ์สมถะเป็นเพียงกำลัง วิปัสสนาเป็นอาวุธที่จะประหัตประหารกิเลส เมื่อผู้ปฏิบัติไม่ชอบก็เลยบอกวิปัสสนาเป็นสมถะเสีย เจ้าจอมโง่ที่บรมบ้าไม่ฉลาดเท่าท่านก็เลยคิดว่าวิปัสสนาเป็นสมถะ เมื่อปลงขันธ์ ๕ ตามรูปสักกายทิฏฐิในแนวไตรลักษณ์แล้ว พออารมณ์สบายก็ขยายอารมณ์ออกในแนวพรหมวิหาร ๔ เมื่อเห็นอารมณ์ชุ่มด้วยปีติ ความอิ่มใจปรากฏ ฉันก็เริ่มบทภาวนา คือ ตั้งจิตจับลม ๓ ฐานตามวิสุทธิมรรค หลวงพ่อท่านก็สอนตามนั้น หายใจเข้ารู้ว่าลมกระทบจมูก กระทบอก กระทบท้อง หายใจออกรู้ว่าลมกระทบท้อง กระทบอก กระทบริมฝีปาก ฉันทำได้ ไม่เห็นจะยากเลยง่ายจะตายไป นึกในใจว่าของกล้วย ๆ แบบนี้นะหรือที่เรียกว่ากรรมฐานระดับที่ ๒ เมื่อกำหนดลมอยู่แล้ว คือ สติคอยจับการกระทบไม่พลาดเป้าหมาย ท่านให้ภาวนาว่า พุทโธ อันนี้ยิ่งหวานจ๋อยใหญ่ เพราะว่ามาเป็นปกติ อันดับที่ ๓ ท่านให้กำหนดรูปพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่ชอบให้เห็นว่าลอยอยู่ภายนอก หรือในอก อันนี้ก็กล้วยอีก ได้แล้วตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี เอาของที่ได้แล้วมาสอนง่ายจะตายไป แปลกอยู่อย่างเดียวที่กำหนดลมเท่านั้นเอง เห็นว่าเป็นของใหม่ ฉันทำตามท่านไปพักหนึ่งประมาณชั่วโมงครึ่ง เห็นอารมณ์สบายฉันเกิดนึกถึงหลวงพ่อองค์ยิ้มของฉันขึ้นมา ฉันเลยขอเห็นหลวงพ่อองค์ยิ้มแทนพระพุทธรูป

พอหลวงพ่อองค์ยิ้มมา คราวนี้ท่านพูด ท่านเรียกฉันว่า สัมพเกษี ฉันอาจจะได้ยินเพี้ยนไป คงจะเป็นคำว่าสรรพเกษีกระมัง ท่านพูดว่าการรักษาลมหายใจเข้าออกเป็นฌานนะลูก จงรักษาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ จิตของลูกจะมีกำลัง จะท่องเที่ยวไปไหนก็ไปได้เอง นรก สวรรค์ พรหม แม้พระนิพพานก็สมามารถไปได้ ฉันดีใจเกือบตายที่หลวงพ่อองค์ยิ้มของฉันพูดกับฉัน เวลาผ่านมา ๑๐ ปีเศษที่ฉันพบท่าน ท่านยิ้มอย่างเดียว ท่านไม่เคยพูดเลย แต่ยิ้มท่านยังมีประโยชน์ ฉันจะไปนรกท่านยิ้มปัปเดียวฉันถึงนรกเลย เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ ๔ ชั่วโมง ฉันก็พักหยิบนาฬิกาข้อมือที่ติดตัวมาออกดูเห็นบอกเวลา ๒๓ น. ฉันพักจากทำสมาธิ วันนี้ดูอารมณ์ชุ่มชื่นผ่องใสมากเหมือนเมื่อยังไม่ได้บวช มีความสุขบอกไม่ถูก ฉันออกมาเดินนอกกระท่อม รอบ ๆ กระท่อมที่ฉันอยู่มีกระท่อมที่ยังมีศพอีก ๓ กระท่อม พระท่านบอกว่าเมื่อวันวานนี้เขาเอาศพหญิงอายุ ๑๘ ปี ตั้งครรภ์อ่อน ๆ เธอตายด้วยโรคอะไรไม่ทราบมาไว้ ฉันเดินไปใกล้กระท่อมหลังนั้น ตอนดึกมันเงียบสงัดดีจริง แสงไฟนอกจากกระท่อมฉันแล้วไม่มีที่ไหนเลย เสียงสิ่งมีชีวิตไม่มีเสียงปรากฏเลย มองไปดูบนวัดเห็นแสงไฟดับหมดแสดงว่าพระหลับ มองไปทางกระท่อมเจ้า ๓ เพื่อนก็เงียบสงัด ฉันมันอิ่มใจที่หลวงพ่อองค์ยิ้มท่านพูดกับฉัน ใจมันฟูไม่อยากนอน ไม่อยากหลับ เดินไปเดินมาอยู่คนเดียว มองความวิเวกด้วยอารมณ์เป็นสุข
พอเข้าไปใกล้กระท่อมแม่สาว ได้ยินเสียงอึด ๆ ๆ ๆ แล้วมีเสียงตีข้างโลงดังปัง ฉันหยุดยืนฟังเสียงอึด ๆ ๆ ๆ ดังตลอดเวลา ฉันคิดว่าแม่นี่จะอาละวาดกระมัง อยากจะรู้นักว่าคนตายแล้วจะมีฤทธิ์เดชสักแค่ไหน กลับมาที่กระท่อม ถือตะเกียงหาเครื่องมือด้วย ตอนเย็นเห็นสิ่วกับขวานอย่างละ ๑ เล่มที่สัปเหร่อลืมเอาไว้ จึงไปนำสิ่วกับขวานมา พอมาถึงโลงก็งัดฝาโลง เมื่อเปิดออกไปแล้วกลิ่นแกเหม็นจัง ตอนที่ไปโอ๋สาว ๆ ไม่เห็นมันเหม็นอย่างนี้เลย หรือไม่ได้มองตรงที่เหม็นก็ไม่ทราบ หรือหน้ามืดเลยเห็นของเหม็นคิดว่าเป็นของหอมไปก็ไม่รู้ ยืนท้ายลมทนไม่ไหว ต้องขยับไปทางเหนือลม เอาไฟฉายส่องลงไป เห็นแกนอนลิ้นจุกปาก ขึ้นอืด น้ำเหลืองเดือดทางปากปุด ๆ เสียงที่ดังลอดออกมาเป็นเสียงน้ำเหลืองไหลนั่นเอง เสียงดังปังปรากฏอีก เป็นเสียงที่สายตราสังที่เขามัดมือมัดเท้าขาด มือเท้าแกก็วัดข้างโลงเลยดังปัง เป็นอันว่าแกไม่มีเจตนาหลอก แกทนไม่ไหวต่างหาก ตอนนี้เลยใช้อารมณ์อสุภกรรมฐานตามที่เรียนมาเข้าพิจารณา เลยได้อสุภสัญญาเล็กน้อยพอมองสาวไม่สวย เมื่อไปทะเลาะกับแม่สาวน้อยกลอยใจพอเข้าใจว่าเธอไม่แกล้งหลอก และได้อสุภสัญญาพอควรแก่อารมณ์ก็กลับมานอน ปรากฏว่านาฬิกาบอกเวลา ๒ น. เศษ เมื่อนอนก็ปลงตามภาพที่เห็นมา พอใจสบายอยากจะหลับ ปรากฏว่าพวกที่ยิงตายสมัยก่อนบวชมีจำนวนประมาณ ๓๐ คนกว่า มันมานอนคว่ำหน้าเป็นแถว ได้พยายามแผ่เมตตาขอให้รับส่วนบุญ มันไม่เอาสักอย่าง ทำอย่างไรก็ไม่เอา มันบอกว่ามันจะพยายามขัดขวางการบำเพ็ญฌานด้วยประการทั้งปวง เมื่อมันไม่เอาจริง ๆ ก็เลยนอน แล้วก็หลับไป เมื่อคนจะนอน ผีจะว่าอย่างไรคนไม่เกี่ยว นอนปิดหูปิดตาส่งเดช มันเมื่อยมันเข้าต่างก็ถอยทัพกลับเป็นแถว

เมื่อแสงทองปรากฏก็เตรียมตัวออกบิณฑบาตปฏิบัติตามระเบียบของพระ เมื่อกลับมาและฉันอาหารร่วมกับพระทั้งหมด มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข เมื่อฉันเสร็จหลวงพ่อท่านมองหน้าฉันท่านพูดว่า เมื่อคืนนี้คุณทรงอารมณ์ได้ดีมาก ศพหญิงสาวมีประโยชน์ แต่ทว่าคุณตอกตะปูที่เขาตอกไว้ไม่ครบ ฉันแล้วกลับไปตอกเสียให้ครบ ถ้าไม่ทำให้ครบเจ้าของศพเขาจะหาว่ายักยอกทรัพย์สินของเขา เป็นพระต้องระมัดระวังอย่าใช้คำว่าไม่เป็นไร ไม่ว่าของจะมีค่าน้อยขนาดไหน ถ้าเขาไม่อนุญาตมีโทษทั้งนั้น เรียนถามท่านว่าหลวงพ่อทราบได้อย่างไรว่ากระผมเปิดโลงผี ท่านบอกว่าท่านทราบตั้งแต่ตอนกลางวัน คือ ทราบตั้งแต่ยังบวชพระไม่เสร็จว่า เธอจะต้องเปิดฝาโลงผี จึงจัดเธอไว้ที่นั่นเพื่อให้เปิดได้สะดวก ๆ แล้วท่านก็พูดต่อไป พวกที่จองเวรเธอขอให้สัญญากับมันว่าปีหน้า ๒๔๘๑ จะบวชพระให้ ๗ องค์ ทอดกฐินให้ ๗ วัด ขอให้มันอโหสิกรรม (งดจองกันต่อไป) เสีย ถามท่านว่าทราบอย่างไร ท่านบอกว่าท่านทราบพร้อมกับทราบเรื่องงัดฝาโลงผี นี่เป็นเรื่องแปลกที่คาดไม่ถึง เลยเกิดศรัทธาในตัวท่านมากขึ้น พอกลับมาถึงที่พัก เจ้าพวกจัญไรมาปรากฏอีกก็เลยให้สัญญากับมันตามที่หลวงพ่อสั่ง มันยอมรับและไม่มารบกวนอีกเลย เรื่องการสร้างกรรมชั่ว ถ้าเห็นตัวอย่างแบบนี้พอเชื่อได้ สำหรับวันนี้เหนื่อยแล้วขอพักก่อน วันต่อไปจะนำเรื่องที่เห็นว่าควรมาเล่าให้ฟังต่อไป
__________________

***จิตเข้าสู่ฌาน***

เมื่อวันที่ ๒๔-๒๗ ฉันมีธุระเกี่ยวแก่การตอบจดหมายเสีย ไม่มีโอกาสคุยกับลูกหลาน วันนี้พอว่าง วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ อากาศมันหนาวเย็นเหลือเกิน ฉันเป็นคนแก่ไม่ชอบความหนาว แต่ฉันคิดว่าฉันจะทนหนาวไปชั่วคราว โดยไม่ทำใจให้ลำบากเพราะความหนาวจนกว่าจะสิ้นลมปราณ เมื่อฉันตายแล้วฉันก็จะไม่หนาว เพราะบ้านที่ฉันจะไปอยู่ใหม่ไม่มีหนาว ไม่มีร้อน มันเย็นพอสบาย บ้านก็สวยตระการตาน่าอยู่จริง ๆ หาความลำบากไม่ได้เลย ฉันอยากไปอยู่บ้านหลังนั้นเร็ว ๆ จะได้มีความสุข แต่ทว่าฉันจะรีบไปก่อนกำหนดเวลาไม่ได้ ด้วยฉันสร้างความชั่วไว้มากในอดีต ฉันต้องชดใช้กรรมไปจนกว่าจะหมดโทษตามกำหนดของกรรม ฉันไม่หนักใจเรื่องใช้กรรมเพราะฉันหวังความสุขข้างหน้า เรื่องของกรรมงดไว้เท่านี้ เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเห็นด้วย

จะพูดให้ฟังเรื่องบวชเลยทีเดียวก็เสียดายความฝัน คนแก่ชอบนอนฝัน เมื่อฝันได้ตามความตั้งใจแล้วมันมีความสุข เมื่อวันที่ ๒๗ เดือนนี้ ได้ยินข่าวเขาปฏิวัติกัน ฉันคิดถึงลูกหลานว่าทุกคนเขาอยู่ในเขตปฏิวัติจะเป็นอย่างไรกันบ้างก็เลยอยาก ฝัน เมื่อนอนหลับฝันว่าทุกคนไม่มีใครเดือดร้อน เพราะคณะปฏิวัติเป็นคนไทยและรักคนไทย ตั้งใจเขี่ยไทยที่เอาใจออกห่างออกนอกวงการ ฉันตื่นแล้วฉันก็สบายใจ

เมื่อคืนวันที่ ๒๘ ฉันฝันอีก คราวนี้ฝันว่าฉันออกจากตัวไปที่พระจุฬามณีที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อไปถึงเชิงจุฬามณี ที่ตรงนั้นฉันเคยพบพรหมและเทวดามากมาย แต่วันนี้เงียบเชียบเหลือเกิน หาใครสักคนก็ไม่ได้ ฉันเดินเข้าไปใกล้ประตูด้านทิศตะวันตกของพระจุฬามณี เห็นท่านมเหสักขา ท่านเป็นเทวดายามอยู่ที่หน้าประตู ท่านยกมือไหว้แล้วท่านรายงานว่า วันนี้พระพุทธเจ้ากำลังเทศน์ จึงไม่ใคร่มีใครเดินหรือยืนให้เห็น ฉันรีบเข้าไปเห็นพรหม เทวดา พระ นั่งกันสงัดเต็มจุฬามณี แยกเป็นพวก ๆ พรหมแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ พรหมโลกีย์นั่งอยู่พวก ๑ พรหมอริยะนั่งอยู่พวก ๑ เทวดาก็เหมือนกัน พวกที่ได้ญาณแต่ยังไม่ตายเห็นไปนั่งอยู่พวก ๑ ฉันเดินหลังต่ำ (ก้มหลัง) เข้าไปนั่งรวมกับพระที่ไม่อยากเกิด ได้ยินเสียงท่านเทศน์ว่าคนที่ละขันธ์ ๕ ได้แล้วมีความสุขกว่าพวกทรงขันธ์ ๕ มาก เช่น เทวดาหรือพรหมก็ตามที่นั่งอยู่ในที่นี้ต่างก็ละขันธ์ ๕ มาแล้ว ลูกหลานก็คงจะเข้าใจแล้วว่าขันธ์ ๕ คืออะไร เพื่อความแน่ใจหลวงตาคือฉันจะย้ำสักหน่อย

เพื่อความมั่นใจ คำว่าขันธ์ ๕ พวกนักธรรมที่ชอบคุยเขาชอบโม้เป็นคุ้งเป็นแควว่ามันมีรูปกับนาม ฟังน่าเบื่อหู แล้วเขาว่าต่อไปอีกว่ารูป ได้แก่ รูปคือสิ่งที่เห็นด้วยตาและมีการสัมผัสรู้สึก มีตัวตน เนื้อหนัง เป็นรูป ส่วนนามนั้นได้แก่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขาว่าอย่างนี้ ลูกหลานฟังรู้เรื่องไหม ฟังได้ก็ฟังไป ฟังไม่ได้เขาก็พยายามพูดให้ฟังน่ารำคาญ ฉันว่าพูดอย่างนี้ดีกว่า เอาภาษาชาวบ้านมาให้ดีกว่า ฉันแม้จะบวชเป็นหลวงตาแก่ แต่ฉันเป็นลูกชาวบ้าน ฉันชอบภาษาชาวบ้าน รู้เรื่องง่ายไม่ต้องแปล ไม่ต้องขยายความ ฉันว่าขันธ์ ๕ ก็คือร่างกายของเรา มันจะมีอะไรบ้างก็ช่างหัวมัน ไม่ต้องแยกเพราะเราไม่ต้องโม้ เมื่อเรามีร่างกาย ท่านว่าอย่างนั้น มันก็ปวดเมื่อย หนาว ร้อน หิว มีความป่วยไข้ไม่สบาย และมีเรื่องยุ่งจิปาถะ อยากสวย อยากดี อยากรวย อยากมีอำนาจ อยากเก่ง อยากเด่น ไม่อยากหนาว ไม่อยากร้อน ไม่อยากหิว ไม่อยากกระหาย ไม่อยากป่วย ไม่อยากตาย ดังนี้เป็นต้น ดูขันธ์ ๕ แล้วเหมือนคนบ้าที่มันบ้าฝืนอารมณ์เราทุกอย่าง หรือว่าเราบ้าฝืนกฏที่มันต้องเดินไป ช่วยกันคิดดูก็แล้วกัน เราบ้าหรือขันธ์ ๕ มันบ้า เรื่องนี้ปล่อยไป มาว่ากันตามที่ท่านเทศน์
ท่านเทศน์สั้น ๆ ว่า พรหมและเทวดาเมื่อละขันธ์ ๕ มาแล้วมีความสุข เพราะไม่ต้องหนาว ไม่ต้องร้อน ไม่หิว ไม่ป่วย ไม่เมื่อย ไม่มีความลำบาก จากเหตุที่เกิดจากกายคือ ขันธ์ ๕ ดีกว่าเกิดเป็นมนุษย์มาก ฉันนั่งฟังแล้วฉันก็สบายใจ ฉันเห็นว่าท่านเทศน์ถูก เทศน์ตรงตามความเป็นจริง ท่านเทศน์ต่อไปว่า การละขันธ์ ๕ มาเป็นเทวดาหรือพรหมก็ตามยังเอาสุขแท้แน่นอนไม่ได้ เพราะเทวดาหรือพรหมที่ได้บรรลุมรรคผลถึงระดับสกิทาคามีขึ้นไปหรือถึงอนาคามี แล้วก็ตาม ต่างก็ยังมีกังวล ยังมีภาระต้องทำ และยังมีความหนักใจ คือเทวดาที่ได้อริยะต่ำกว่าสกิทาคามีต้องลงไปเกิดอีก จะต้องมีขันธ์ ๕ จะต้องลำบาก ต้องมีทุกข์ เทวดาหรือพรหมที่ได้อริยะตั้งแต่สกิทาคามีขึ้นไปก็ยังมีภาระที่ต้องปฏิบัติ เพื่อความเป็นพระอรหันต์ สู้ละขันธ์ ๕ แล้วเข้านิพพานเลยไม่ได้ ท่านเทศน์เท่านี้แล้วท่านก็หยุด ฉันเห็นมีโอกาส ฉันกราบท่านแล้วทูลถามท่านว่า คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานจะใคร่ครวญอย่างไรจึงจะง่ายและสั้นที่สุด ท่านตรัสว่า เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนก็ไม่มี แม้ว่าร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระคือร่างกายพังแล้วเราเราจะไปนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ปรากฏจงดีใจว่า ภาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชินจะเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายแล้วก็จะเข้านิพพานได้ทัน พอท่านพูดจบฉันก็ตื่นจากหลับ ฉันฝันอย่างนี้คิดว่าเป็นเรื่องของพระแก่ฝัน จะจริงเท็จอย่างไร จงใคร่ครวญเอาเอง ชอบใจก็เอาไปใช้ ไม่ชอบใจก็วางไว้ อย่าเอาอารมณ์เข้าไปเกาะมันจะเป็นกังวล ต่อไปนี้มาเรื่องเดิมกันต่อไปดีกว่า
__________________

---อารมณ์ฌาน---


เมื่อเข้าบวชได้ ๓ วันนับตั้งแต่วันออกบวช หลวงพ่อปานท่านสั่งให้รักษาลมหายใจเข้าออก ท่านถือเป็นหลักใหญ่ ก่อนภาวนาท่านให้ปลงขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ต้องอธิบายนะ และสอนให้ใคร่ครวญอารมณ์ชั่วที่เกาะใจให้ระงับเสียชั่วคราว คือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่ การพอใจในรูปสวย เสียงเพราะหรือเสียงประจบเอาใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสอร่อยจากรสอาหารหรือรสสัมผัส และให้ตั้งอารมณ์เมตตาไม่เป็นศัตรูกับใคร เราจะเป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั้งโลก ตัดความสงสัย ตัดอารมณ์นอกรีตนอกรอยที่คิดเกินครูสอน ระงับความง่วงเมื่อมันเข้ามาขัดจังหวะ แต่ไม่ให้ทนง่วงจนเกินพอดี ท่านบอกว่าจะเกิดโรคประสาท เขาจะหาว่าทำกรรมฐานบ้า ความจริงทำกรรมฐานรักษาอารมณ์ปกติเป็นการปฏิบัติตัดอารมณ์บ้า แต่ถ้าใครทำจนเป็นบ้า คนนั้นก็เป็นคนทำเกินพอดี เกินคำสั่งของพระพุทธเจ้า เรียกว่าลูกศิษย์ไม่เชื่อครู เรื่องการพยายามเกินพอดีท่านกำชับมาก ห้ามทำเด็ดขาด ถ้าทราบจะถูกประณามในที่ประชุม ท่านสอนการใคร่ครวญ ท่านให้ทำให้มาก เมื่อมีอารมณ์ระงับความชั่วได้แล้วและพอมองเห็นจริงกับไตรลักษณ์บ้างแล้ว จึงให้ภาวนา


วิธีสอนของท่านมีผล ๒ ทาง คือ อารมณ์คิดหรือใคร่ครวญเป็นการปล่อยเรือให้ไหลไปตามกระแสน้ำก่อน คือไม่เอาเรือขวางเมื่อน้ำเชี่ยว ทั้งนี้เพราะจิตมีความสัมพันธ์กับความคิดที่ไม่มีขอบเขตมาแล้วหลายแสนกัป คิดเป็นชาติเกิดก็หลายล้านชาติ ทุกชาติที่เกิดมันคิดตามอารมณืของมัน ไม่มีใครห้ามปรามมัน มันมีอิสระในความคิด ตอนนี้เราจะเกิดห้ามมันคิด เอะอะก็ห้ามกันเลย มันจะไหวหรือ ท่านให้คิดก่อน แต่หาเรื่องให้คิดในมุมกลับ คือ คิดตัด คิดระงับ แต่ก็ไม่ตัดไม่ระงับในทันทีทันใด เช่นคิดถึงรูป มันก็ต้องมองหาความสวยกันก่อน เมื่อจะระงับอารมณ์ที่ติดในความสวย คราวนี้ต้องแก้ผ้าคนสวยกัน เมื่อแก้ผ้าแล้วยังเห็นว่าสวยก็ต้องผ่าท้องกันเอาตับไตไส้ปอดออกมาดู คราวนี้จะมีอะไรสวย มันก็หมดเรื่องกัน เมื่อหาเรื่องให้คิด จิตพอมีอารมณ์สบาย แม้ไม่มีโอกาสเที่ยวไกลนักแต่ก็ยังมีโอกาสเที่ยว อารมณ์กลุ้มก็บรรเทา อันนี้เป็นวิธีบรรเทาอารมณ์กลุ้มของจิต

อันดับที่ ๒ เมื่อใคร่ครวญตามนั้นก็เกิดอารมณ์เบื่อใน รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส หมดความสงสัยเพราะเห็นจริงกับความจริงที่มองเห็น เกิดอารมณ์ยับยั้ง ใจไม่ดิ้น มีอารมณ์เบื่อหมดสงสัย ใจก็เป็นสมาธิง่าย ถ้าพิจารณาไม่เห็นตอนความเปลี่ยวไม่ลด ท่านห้ามภาวนา เมื่อทำตามท่านรู้สึกว่ามันง่ายจริง ๆ ใคร่ครวญพอสมเหตุสมผลแล้วเริ่มจำความเคลื่อนไหวของลมหายใจ จับภาพพระโดยเฉพาะหลวงพ่อองค์ยิ้มง่ายมากและแจ่มใสชัดเจน ทรงอยู่ได้นานเป็นชั่วโมง คืนที่ ๒ ลองตั้งอารมณ์อย่างนั้น ๕ ชั่วโมง เห็นทรงได้สบาย จะทรงอารมณ์เมื่อไรก็ได้ พอย่างเข้าวันที่ ๓๔ ยิ่งมีความคล่อง ทรงอารมณ์ได้ฉับพลันนานเท่าไรก็ได้ พอเช้าวันที่ ๔ เวลาฉันข้าวเช้า หลวงพ่อท่านฉันอิ่มท่านวางมือ มองไปมองมาท่านหัวเราะแล้วพูดว่า เออเจ้ากระทิงเปลี่ยว ๔ ตัวมันเก่งว่ะ มันทรงฌาน ๔ กันหมดทั้ง ๔ องค์ น่ารักนะ เขามา ๓ วันเขาทรงฌาน ๔ ได้ พวกที่บวชพระก่อนเขาได้อะไรกันบ้าง เรื่องของฌานที่ท่านบอกฉัน ฉันไม่เห็นมีอะไร มีอารมณ์สบายและความตั้งมั่นเท่านั้น ไม่เห็นมีรุปมีร่าง คิดว่าตัวหนังสือที่เขาเขียน ๆ มากไป ถ้าเรทรงฌานจริงไม่มีอะไร นอกจากใจไม่กังวล รักษาอารมณ์ให้ทรงตัวเท่านั้น ไม่เห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์อะไรเลย

---พระและชาวบ้านเจ้าของถิ่น---

ตามที่หลวงพ่อพูดว่าพวกบวชก่อนเขาได้อะไรบ้าง เรื่องของคนนี้เป็นเรื่องธรรมดาจริง ๆ ที่เขาเห็นว่าของที่มีอยู่ในบ้านเป็นของคนมีค่าน้อย และไม่ใคร่สนใจอะไรกับสิ่งที่อยู่ในบ้าน มีเมียอยู่ที่บ้านดีกว่าพวกขายเนื้อสดเยอะ โรคก็ไม่มี เงินก็ไม่เสีย แต่พ่อเจ้าประคุณสนใจกันเมื่อไร ดันออกไปเสียเงินเสียค่ายารักษาโรคเสียเวลาการงาน เพราะเห็นของดีที่บ้านเป็นของเลว แม้อาหารการบริโภคก็เหมือนกัน ที่บ้านจะเอาเปรี้ยวเค็มอย่างไรก็ได้ไม่ชอบ ชอบออกไปเสียเงินแพง ๆ แต่ไม่เห็นว่าอาหารราคาแพงมันจะช่วยลดความแก่ลงได้เลย เรื่องของหลวงพ่อปานก็เหมือนกัน พวกเราไปปฏิบัติเพื่อผลที่ต้องการ แต่ชาวบ้านกับชาววัดเจ้าถิ่นเขาไม่สนใจ ยิ่งเราพูดเรื่องผลให้เขาฟัง เขากลับหาว่า บ้า ๆ บอ ๆ เลยไม่ต้องพูดให้ฟังต่อไป พวกเจ้าถิ่นก็ดีแต่คุยโม้ แต่เอาดีอะไรไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้คุณธรรมอย่างนี้ที่วัดบางนมโค นอกจากอาจารย์ฉัตรแล้วอย่าไปหาใครอีก ไม่มีเลย สมัยที่หลวงพ่อปานสอนพวกฉัน พระที่นั่นเขาก็พยายามไปหาอาจารย์ที่อื่นสอน ไม่ต่างกับสมัยพระพุทธเจ้าอยู่เลย พระพุทธเจ้าทรงคุณวิเศษขนาดนั้นเทวทัตและพระโกกาลิกะยังลงอเวจีได้ ที่เขียนบอกไว้ก็เกรงว่าท่านที่อ่านพบจะเข้าใจว่าเจ้าถิ่นเขาสนใจอยากเรียน บ้าง จะไปพบของญี่ปุ่นเข้า พระได้นักธรรมเอก นักธรรมโท ดีแต่โม้ให้พวกเราฟัง เมื่อพูดเรื่องการปฏิบัติเขาว่าครึเกินไป พวกเหล่ากอเทวทัตมากจริง ๆ เรื่องนี้ขอผ่านไป
__________________

---ท่องสวรรค์ชั้นดาวดึงส์---

เมื่อกาลเวลาในการฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อปานผ่านมาเดือนเศษ การรักษาอารมณ์ทำได้เป็นปกติ ตั้งอารมณ์นานเท่าใดก็ได้ การเห็นนรกตามความสามารถเดิม เห็นได้ชัดแจ่มใสมาก ไปหาตาลุงง่าย แต่ทว่าการลงนรกเองไปสวรรค์เองไปไม่ได้ และสวรรค์ที่ต้องการเห็นก็ยังไม่เห็น เพื่อน ๆ อีก ๒ คนเขาไล่เบี้ยกสิณ ๑๐ กันจนจบเกม เขาฝึกอภิญญากัน เขามีความสามารถตามพื้นเพและวาสนาบารมีของเขา เขาคล่องด้วยประการทั้งปวง แต่ฉันมันเกะกะ ๆ อยู่ไปไหนไม่รอดเลย ในที่สุดทนความอดอยากไม่ไหว วันหนึ่งใกล้กลางเดือน ๑๐ ฉันคิดว่าสัญญาที่หลวงพ่อให้ไว้กับฉันยังไม่ถึงที่สุด ฉันยังลงไปนรกเองไม่ได้ ไปสวรรค์และพรหมก็ไม่ได้ ฉันต้องไปทวงสัญญากับหลวงพ่อ เมื่อฉันข้าวเช้าเสร็จก็ห่มผ้าตามระเบียบเข้าไปกราบหลวงพ่อ พอเงยหน้าขึ้นท่านถามว่าเธอจะมาทวงสัญญาฉันหรือ

ความจริงเรื่องนี้ยังไม่ได้พูดกับท่านและยังไม่ได้บอกใครเลย เพียงคิดในใจเท่านั้น แปลกใจ แต่ไม่มีอะไรสงสัยด้วยไม่ว่าอะไรที่ผิดปกติท่านพูดก่อนบอกเสมอ เมื่อท่านถามก็กราบเรียนท่านตามตรง ท่านบอกว่าดี ความจริงเธอไปได้แล้วแต่เธอไม่ไปเอง ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ คิดว่าถ้าไปได้ทำไมเราจะไม่ไป เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอกลับไปแล้วเข้าฌานรักษาอารมณ์ให้คงที่ตลอดเวลา รักษาลมจนปรากฏว่าไม่มีลม ลมหายใจ รักษารุปพระให้แจ่มใส ทรงกำลังใจ จับนิมิตไว้ ฉันมีเวลาฉันจะไปแนะเธอ ปัปเดียวไปได้เลย นรก สวรรค์ พรหม เธอไปได้หมดแล้ว พอฟังท่านบอกใจมันพองโตบอกไม่ถูก มีอารมณ์ครึ้มมาก คิดว่าวันนี้แหละถ้าไปได้ละก็นายเอ๋ย ฉันจะเที่ยวไปให้จบแดนเลย อีเมืองไหนที่ใครอยากรู้ฉันจะไปให้ปรุ อารมณ์อย่างนี้มันมีกิเลสตัณหาผสมอยู่ด้วยถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มีอารมณ์ดีไม่เกิน ๑๐เปอร์เซ็นต์ หรืออาจมีอารมณ์ดีไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ก็ช่างเถอะ คนที่บ้าดีอย่างฉันแม้จะเป็นดีผสมชั่ว ทำอย่างไรเสียก็ยอไม่หยุดเมื่อท่านสั่งแล้วก็กราบลาท่านมา เมื่อมาถึงกระท่อมก็ทรงเครื่องครบ พาดสังฆาฏิ นั่งขัดสมาธิตั้งแต่เช้ายันเพล อากาศก่อนฝนจะตกมทันร้อนระอุ ตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ด้วยฤทธิ์อยากไปสวรรค์อุตส่าห์ทนเอา ทรงสมาธิจนไม่รู้สึกร้อน



                                           
เพราะอารมณ์เป็นเอกัคตารมณ์ คือ ทรงอารมณ์เดียวจนไม่รู้สึกว่าหายใจ เห็นภาพหลวงพ่อองค์ยิ้มสวยอร่ามแพรวพราวระยิบระยับคล้ายเพชรอย่างดีประดับ ทั่วองค์ ลืมความปวดเมื่อยความร้อนเสียสิ้น มีอารมณ์แจ่มใส อารมณ์เหมือนมีพระอาทิตย์ปรากฏในอกสัก ๑๐๐ ดวง เมื่อเสียงกลองเพลปรากฏ อารมณ์ที่กำหนดไว้เดิมว่าถึง ๑๑ น. อารมณ์จงคลาย มันก็คลายตัวของมันเอง ความจริงไม่ได้ยินเสียงกลองเพล เพื่อนทั้ง ๓ แอบมายืนอยู่ข้างกระท่อมเมื่อไรไม่รู้ เจ้าฤาษีโพธิวัตรอ้ายเจ้าเกลอมันถามว่าจะไปสวรรค์หรือวะ กูนึกว่าไปแดกข้าวลิงเสียแล้ว อ้ายเจ้าระยำนี่มันเก่งกว่าฉันเยอะ มันถามก็เลยทำเฉยเสียไม่ตอบมัน ต่างพากันไปฉันข้าวเพล เมื่อพบหลวงพ่อท่านบอกว่า ฉันไม่ว่างเลยแขกมากจริง ๆ เป็นพวกก่อสร้าง เพลแล้ว เธอฉันเสร็จแล้วไปเตรียมตัวไว้ตามที่ฉันสั่ง ฉันว่างฉันจะไปแนะให้ เรื่องของตัณหาพายุ่ง ความอยากเป็นกำลังใหญ่ เมื่อฉันเพลแล้วก็เข้ากรรมฐานกันใหม่ หมายถึงการทำสมาธิกันอีก ท่านอาจตำหนิเอา เลยทำตามแบบที่เรียนมาทุกประการ ไม่มีอะไรหนัก ตัดกังวล ไม่มีความฝืน วางอารมณ์ทุกประการ จับนิมิตเป็นสรณะ คำว่าสรณะหมายถึงว่าที่พึ่ง คือนิมิตกับลมหายใจเข้าออกเท่านั้นที่จะบอกสัญลักษณ์อารามณ์ฌาน รักษาอารมณ์ ทรงอารมณ์เป็นปกติตั้งแต่เพลถึง ๑๔ น. ไม่เห็นหลวงพ่อท่านมา อากาศที่มีฝนตั้งเค้ามันร้อนอย่าบอกใครเชียว ระอุไปหมดทั้งตัว จีวรสบงชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ หลวงพ่อท่านไม่มาก็คิดว่า เรานั่งตั้งแต่เช้า จะฝืนอิริยาบทเกินไป จึงคิดจะผ่อนคลายอิริยาบท

สักครู่ จึงคลายสมาธิทรงอารมณ์ไว้ในอุปจารสมาธิคือรักษานิมิตไว้พอเห็นถนัด เปลื้องเครื่องทรงเต็มยศพระออก เครื่องเต็มยศพระก็คือ สบง ๑ สังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า) ๑ จีวร (ผ้าที่ห่มพระ) ๑ รวมเป็น ๓ ตัวด้วยกัน สำหรับอังสะ (ผ้าพาดชั้นในคล้ายเสื้อชั้นใน) รัดประคดเอว (ผ้าคาดพุง) ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องประกอบ เมื่อเอาสังฆาฏิ จีวรออกแล้วยังไม่แก้สบงด้วยเกรงว่าสุนัขมันจะอาย ไปเอาผ้าสำหรับอาบน้ำฝนที่เขานิยมถวายกันวันเข้าพรรษามาผลัดนุ่งแทน แล้วจึงเปลื้องสบงออก ผ้าอาบน้ำฝนอีกผืนหนึ่งมาคล้องคอ ผืนแรกนุ่งลอยชาย เมื่อเปลี่ยนเครื่องเสร็จก็ถือกล่องสบู่ ขันน้ำ เข้าห้องน้ำที่ทำไว้ติดกระท่อม พอเข้าไปในห้องน้ำอาศัยไอน้ำทำให้เกิดความเย็นมีความสบายเกิดขึ้น คิดจะอาบน้ำทันทีก็เกรงว่าจะเป็นไข้ เพราะกำลังร้อนจัด อารมณ์ก็จับนิมิตไว้เป็นปกติ ใจคิดว่าถ้าเราไปได้จะไปชั้นดาวดึงส์ก่อน เพราะชั้นนั้นเขาว่ามีนางฟ้ามากเหลือเกิน และเป็นเทวสถานของพระอินทร์ อยากจะเห็นพระอินทร์ อยากเห็นจุฬามณี อยากเห็นสวนดอกไม้บนเมืองสวรรค์ เมื่อคิดแล้วก็ปล่อยอารมณ์คิดเสีย ด้วยเกรงว่าอารมณ์จะฟุ้งซ่านเกินไป ถ้าหลวงพ่อท่านมา หากทรงฌานไม่ทันท่านจะหาว่าขัดคำสั่ง เมื่อปล่อยอารมณืแล้วคิดว่าจะพักในห้องน้ำแล้วจึงจะอาบน้ำ จึงนั่งพิงตุ่มน้ำ ตุ่มน้ำมีความเย็นกำลังสบาย จิตที่ทรงสมาธิตลอดวันเมื่อมีความสบายเกิดขึ้น ไม่มีอารมณืเครียดทางกาย ใจว่างจากความอยาก อารมณ์เป็นเอกัคตารมณ์มาทันที

อารมณ์ดับวูบแล้วก็มีความรู้สึกตัวคล้ายตื่นจากหลับ มันไม่ได้ตื่นที่ตุ่มน้ำ มันไปตื่นที่ไหนก็ไม่รู้ เห็นตัวเองยืนอยู่มีอาการคล้ายตายวาระแรก คือ พอเพลินมีอารมณ์วูบแล้วเห็นตัวเองยืนอยู่ข้างร่างเดิม แต่คราวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น มีความรู้สึกว่าตัวเองมายืนอยู่ข้างสวนดอกไม้ สวนนี้ช่างสวยเหลือเกิน มีดอกไม้ล้วน ๆ ปลูกไว้เป็นระเบียบ แต่ละสีไม่ปะปนกัน เป็นแถวยาวเหยียด ไม้ดอกแต่ละต้นมีสภาพเหมือนแก้วแพรวพรายไปทั้งต้น ไม้และดอกก็เป็นแก้วไปทั้งหมด มันสวยบอกไม่ถูกจริง ๆ สถานที่นั้นเงียบสงัด ไม่มีใครเลย ยืนแปลกใจสงสัยอยู่ครู่หนึ่งได้ยินเสียงแจ๋ว ๆ ฟังเพราะจับใจ ไม่แหบ ไม่เครือ เสียงมีกังวานแจ่มใสดังมาข้างหลัง เสียงนั้นเป็นเสียงหญิง ได้ยินเธอพูดว่า โอ้โฮ ! พระคุณเจ้ามาโปรดชาวสวรรค์หรือเจ้าคะ พวกดิฉันขอฟังเทศน์เจ้าค่ะ พวกเรา พระท่านมาโปรดแล้ว มาฟังเทศน์กันเร็ว เธอพูดเอาเองตามประสาผู้หญิง ไม่เคยให้ฉันตอบเลย พอเหลียวไปมองดูเธอ เห็นหญิงร่างอรชรอ้อนแอ้นเอวเล็กเอวบาง ร่างสมส่วนสมทรงทุกอย่าง เครื่องแต่งตัวสีเขียวอ่อนมองเย็นตา นุ่งผ้าจีบคล้ายละคร มีเนื้อบาง ๆ แต่มองไม่เห็นเนื้อ เป็นเสื้อแขนสั้นมีผ้าสไบเฉียงเหมือนอุบาสิกาสมัยโบราณ ผ้าทั้งหมดเป็นสีเดียวกัน เครื่องประดับแพรวพราวบอกไม่ถูก มองดูระยับไปทั้งร่าง คิดในใจว่าเธอนี่ช่างสวยและร่ำรวยเสียจริง ๆ เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน เมื่อเธอเรียกพวกเธอ พอสิ้นเสียง ปรากฏร่างสาวสวยรุ่นราวคราวเดียวกันนับร้อยแต่งตัวเหมือนกันหมด สวยเหมือนกัน รูปทรงไม่ต่างกันเลย ผิวพรรณหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันมาก มานั่งพับเพียบพนมมือเป็นแถว กะประมาณพวกเธอเห็นจะเกินกว่าทหาร ๕ กองพันเป็นไหน ๆ แต่ไม่เห็นมีผู้ชายเลย

ครั้นก้มลงมองดูตัวเองกลับมีสภาพเหมือนอสุรกุ๊ยเพราะหัวโล้นนุ่งผ้าลอยชาย และมีผ้าคล้องอีก ๑ ผืน รู้สึกอายใจมาก ถามเธอว่าที่นี่เขาเรียกเมืองอะไร เธอตอบว่าเมื่อก่อนจะมาท่านพระคุณเจ้าว่าจะไปเมืองไหน ตอบเธอว่าฉันอยากเห็นดาวดึงส์ อยากเห็นสวนดอกไม้ เธอตอบว่าที่นี่เขาเรียกว่าดาวดึงส์เจ้าค่ะ สวนนี้เขาเรียกว่า สวนจิตรลดาวัลย์ เป็นสวนของพระอินทร์ ขอพระคุณเจ้ากรุณาเทศน์โปรดพวกฉันเป็นการเสริมสร้างบารมีสักกัณฑ์เถิดเจ้า ค่ะ พอทราบว่าเป็นดาวดึงส์ก็ตกใจ คิดว่ามาได้อย่างไร และแม่พวกนี้ทราบความคิดของเราได้อย่างไร จึงถามเธอว่าเธอทราบได้อย่างไรว่าฉันคิดจะมาดาวดึงส์ เธอตอบว่าเทวดาทราบความคิดของคนเจ้าค่ะ มนุษย์คิดเทวดาทราบแล้ว และที่พระคุณเจ้าคิดอยากแต่งงานกับนางฟ้า พระอินทร์ท่านก็ทราบแล้ว ถ้าหากพระคุณเจ้ายังมีความประสงค์อย่างนั้นไม่มีทางมาดาวดึงส์หรือสวรรค์ ชั้นใดได้เลย ตอนนี้พระคุณเจ้ามีอารมณ์ชั่วระงับแล้ว ทรงสมาธิสมบูรณ์ มาได้

พอเธอพูดตรงใจเลวเข้าชักอายบอกไม่ถูกเลย และเรื่องที่เธอขอให้เทศน์จะเอาอะไรมาเทศน์ด้วยไม่เคยเรียนเทศน์ พอบวชก็มุ่งปฏิบัติ ตอบเธอว่าฉันบวชใหม่เทศน์ไม่เป็น ขออย่าให้เทศน์เลย เธอตอบว่าเทศน์ตามที่ทราบแล้วกันเจ้าค่ะ คำสองคำก็พอแล้ว ที่นี่พระมาโปนดยาก อยากฟังเทศน์ก็ไม่ใคร่ได้ฟัง นาน ๆ จะมีพระทรงคุณวิเศษมาสักครั้ง เธอยิ่งพูดฉันยิ่งอาย อารมณืที่คิดอยากจะเป็นผัวนางฟ้าไม่มีเลย ด้วยพวกเธอเห็นพระแล้วไม่ทำท่าเหมือนสาว ๆ ในเมืองมนุษย์ สาวเมืองมนุษย์ยังมีการพูดหยอกเย้าล้อเลียน พวกนางฟ้านี่จะฟังแต่เทศน์อย่างเดียว แล้วพวกเธอก็สวยเสียจนไม่อยากรัก เพราะคิดว่าถ้าขืนรักเธอคงไม่ตกลงด้วยแน่ เมื่อทราบว่าเขาไม่ตกลงด้วยก็ไม่คิดรัก เลยสบายใจดีกว่าเยอะ เมื่อทนอายไม่ไหวก็ขอร้องเธอว่า ฉันแต่งตัวไม่เป็นปริมณฑลคือไม่ถูกต้องตามระเบียบของพระยังเทศน์ไม่ได้ ขอให้กลับไปแต่งตัวใหม่ก่อน แม่นางฟ้าก็จอมตื๊อเหลือเกิน แกบอกว่าพวกแกไม่ต้องการเครื่องแต่งตัว พวกเธอต้องการแต่ธรรมเท่านั้น แม่ตื๊อสะเด็ดเลย ในที่สุดก็ตัดบทว่ารอก่อน ฉันยังแต่งตัวไม่เป็นปริมณฑลเพียงใดฉันก็จะไม่เทศน์ ขอให้ฉันกลับลงไปแต่งตัวใหม่ก่อน

พวกเธอเห็นหลวงตาเฒ่าหัวงูไม่ยอมแน่ เธอก็ยอมตกลง เมื่อคิดว่าจะกลับมันก็ไม่มีอะไนมาก ปรากฏว่ารู้สึกตัวมีอาการคล้ายหลับแล้วตื่นขึ้น นึกถึงสัญญาไม่ใช่นึกถึงความงามของนางฟ้า เรื่องอยากได้นางฟ้าขอยกยอดทิ้งไป รูปร่างอย่างเจ้าโล้นโกนหัวห่มผ้าเหลืองใครเขาเลวอย่างนี้บ้าง กำเริบอยากจะเป็นผัวนางฟ้า มันบ้าเกินไปแล้ว ฉันมีอารมณืเลว ๆ พอที่จะอวดได้เยอะ ถ้าให้คนอื่นเขาเขียน อาการเลว ๆ อย่างนี้ไม่มีใครเขียน เขาก็เขียนยกย่องให้ฉันเป็นเทวดาไปเท่านั้นเอง ปฏิปทาสัตว์นรกอย่างนี้รับรองว่าไม่มีใครเขาเขียนให้ฉเนแน่ เมื่อหาคนอื่นเขียนให้ไม่ได้ ฉันเขียนของฉันเอง ชาวบ้านเขามีดีจะอวดและก็อวดดีกันมาก แต่ฉันมีเลวอวด คนบวม ๆ อย่างฉันยังมีอีก ขณะนี้ยังไม่มีใครโผล่หัวออกมาจากโปง เมื่อมีคนเปิดโปงโผล่หัวให้เห็นสักคนคิดว่าไม่ช้าคงโผล่หัวกันเป็นแถว แล้วพวกเธอทั้งหลายจะได้ทราบความเลวที่ชาวบ้านชอบปกปิด แต่พวกบวมผิดปกติชอบเปิด มันก็จะเป็นเรื่องชวนสนุกไม่น้อยเลย เมื่อความรู้สึกปรากฏ ฉันแน่ใจว่าฉันไม่ได้นั่งหลับฝัน ไปปักใจเอาเองว่าเป็นผลของสมาธิ จึงเดินเข้ากระท่อมนุ่งสบงจีวรพาดสังฆาฏิว่ากันเต็มยศ แต่ทว่าเลยเต็มไปหน่อย


   

เพราะอาศัยที่ไม่ได้ศึกษาพระปริยัติมาก่อน ตอนบวชฉันเห็นหนังสือเล่มหนึ่งเขาเขียนภาพพระมาลัยตอนที่ท่านไปเที่ยวสวรค์ และนรก ท่านมีรองเท้า มีไม้เท้า มีย่าม มีบาตร ฉันเห็นภาพนั้นฉันก็คิดว่าจะไปสวรรค์ต้องมีเครื่องครบตามพระมาลัย ฉันเลยเสริมเครื่องยศเลยพระวินัยเข้าให้ คือพระวินัยมีแต่ สบง จีวร สังฆาฏิ ฉันเติมรองเท้า ไม้เท้า ความจริงไม้เท้าไม่มี ฉันเลยเอาไม้ท่อนเป็นไม้ไผ่ขนาดย่อม โตกว่าแขนนิดหน่อยยาวประมาณ ๑ เมตรเศษ เอามาแทนไม้เท้า มีย่าม มีบาตรสะพายไหล่เสร็จ ทีนี้ตอนที่จะออกไปสวรรค์จะไปตรงไหน จะนั่งในกระท่อมเกรงว่าจะไปไม่ได้ ต้องไปนั่งในห้องน้ำ เพราะไปที่ตรงนั้นจึงไปได้ ความคิดเช่นนี้เป็นความโง่ของฉันเพราะโทษของการที่ไม่ได้ศึกษามาก่อน แต่ท่านที่ศึกษามามาก ๆ ฝ่ายปริยัติเวลาท่านไปกันท่านไปแบบไหนไม่เคยถามท่าน ท่านคงไปได้แน่เพราะท่านไม่โง่เท่าฉัน เมื่อทรงเครื่องเสร็จก็ยุรยาเข้าห้องอาบน้ำ ไม่มีส้วมรวมอยู่ด้วย พอนั่งก้นถึงพื้นรู้สึกว่าไปป๋ออยู่ที่เดิม ไม่ต้องตั้งท่าอะไรเลย ง่ายเหลือเกิน พอขึ้นไปที่เดิมไม่เห็นมีใครสักคน นางฟ้าหรือแม้แต่เงานางฟ้าก็ไม่มี พิจารณาดูตัวเองมันช่างรุงรังเต็มทน คิดว่าเป็นระเบียบจะต้องทำเลยจำใจทำ ยืนเก้ ๆ กัง ๆ สักประเดี๋ยวเดียว คราวนี้ปรากฏเทวดาผู้ชายองค์หนึ่งมาหา ไม่สวมชฎา แต่เครื่องแต่งตัวแพรวพราวไปหมด เสื้อแขนยาว ผ้านุ่งยกสวย มีเพชรประดับเต็มเสื้อผ้าไปหมด มาถึงมายกมือไหว้บอกว่า พระอินทร์ท่านให้นิมนต์ไปที่เทวสภา ตอนนี้ชักยุ่ง คิดว่าเพียงเทศน์ให้นางฟ้าก็จะพอเทศน์แบบบุ่ยใบ้อะไรก็ได้ คราวนี้เกิดมีเทวดาทั้งดาวดึงส์มาฟังกันหมด แถมมีพระอินทร์รวมอยู่ด้วย คงจะแย่แล้วตาเถรมาลัยปลอม แต่ว่าเมื่อเป็นเทวบัญชามายากจะขัด

พอเดินออกนอกที่เดิมไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลก็ถึงเทวสภา อาคารหลังนี้สวยระยับจับตาจริง ๆ เขาไม่ได้ใช้หินอ่อนอย่างสภาผู้แทน ของเขาเป็นแก้วหลายสีแพรวพราวระยับตา เป็นแก้วล้วน ๆ ไม่มีหินปนสักนิด มีเทวดานางฟ้านั่งเต็มอาคาร แลดูสวยจริง ๆ วิมานหรืออาคารก็เป็นแก้ว คนก็มีแก้วประดับแลดูรัศมีกายรัศมีแก้วสว่างช่วงโชติสวยงามพรรณาไม่ไหว ใครอยากเห็นก็ไปดูเอาเอง พอเดินเข้าไปใกล้ มีเทวดาองค์หนึ่ง เทวดานี่สวยทุกองค์ นางฟ้าก็สวยทุกคนอย่าพรรณาเลย ท่านเดิมเข้ามาใกล้ ท่านไม่ได้สวมชฎา แต่ในใจมีความรู้สึกว่าท่านเป็นพระอินทร์ ตัวท่านไม่เขียว ผิวค่อนข้างเหลือง ทรวดทรงสวย เทวดาแก่ไม่มี หนุ่มสาวทั้งหมด ท่านออกมาหา ท่านพูดว่า คุณเอาบาตรส่งมาให้โยม บนสวรรค์ไม่มีใครเขาใส่บาตรหรอก ตอนนี้ก็บ่ายแล้ว คุณจะบิณฑบาตเอาไปไหน บอกท่านว่าเห็นเขาเขียนภาพพระมาลัยไว้อย่างนั้นคิดมาสวรรค์ต้องเตรียมพร้อม จึงแต่งมาอย่างนี้ ท่านยิ้มแล้วก็ตอบว่าคราวต่อไปไม่ต้องเอามา ภาพนั้นคนเขียนภาพเขาไม่เคยเห็นพระมาลัยเวลาไปสวรรค์ เขาคิดเอาเอง เขียนตามความคิดเห็น มันไม่ถูกต้องอะไร ไม้เท้าย่ามรองเท้าก็เหมือนกัน ทีหลังไม่ต้องเอามาอายท่านเสียเกือบแย่ เมื่อเข้าไปในเทวสภาท่านก็แนะนำเทวดาหลายร้อยองค์ว่าเป็นพ่อเป็นแม่บ้าง เคยเป็นญาติบ้าง เป็นลูกพี่ลูกน้อง บริวาร ผู้บังคับบัญชา และภรรยา พวกภรรยานี่เกินกว่า ๒๐๐ คนแกไปแออัดอยู่บนนั้น

มีอยู่คนหนึ่งที่ท่านบอกว่าเป็นภรรยาเอกที่เคยอยู่ร่วมกันมาหลายแสนชาติ คนนี้ชื่อว่าพรรณวดีศรีโสภาค คุณเรียกแกสั้น ๆ ว่าแม่ศรี แกเข้ามาหา แกแต่งตัวสวยกว่านางฟ้าอื่นทั้งหมด ทรวดทรงสวยมาก ท่านทางมีอำนาจ ท่านบอกเขามีอำนาจควบคุมเวชยันตวิมานของโยม ท่านแนะนำตัวท่านว่าเคยเป็นพ่อฉันมาหลายแสนชาติ ท่านออกปากอนุญาตในการทัศนาจรดาวดึงส์ บอกว่ามาเมื่อไรก็ได้ โยมอนุญาตทุกสถานที่ ฝ่ายแม่ศรีแกก็บอกว่า ลูกแกลงมาเกิด ๒ องค์ ให้ฉันติดตามสอนจะได้กลับมาที่เดิมหรืออาจไปสูงกว่าเดิม พระอินทร์ท่านเตือนแม่ศรีว่า พระยังหนุ่มอยู่ยังไม่ควรพบลูก รอเมื่อถึงกาลอันสมควรจะพบกันเอง เมื่อท่านแนะนำแล้วก็ถามแม่ศรีว่าเธอทำไมไม่มาเกิด เธอตอบว่าท่านจะลงไปบวช ถ้าฉันไปเกิดด้วยท่านก็ทนบวชไม่ไหว

ฉันทราบว่าท่านจะบวชฉันจึงไม่ไปเกิด เมื่อมีโอกาสคุยใจชักกล้า พอได้เวลาท่านให้ขึ้นแท่นสูงเป็นแก้วเก้าสี ท่านให้เทศน์ ไม่รู้จะเทศน์อะไรเลยเทศน์เรื่องที่ปฏิบัติมา พวกเทวาชอบใจมาก เทศน์เดี๋ยวเดียวก็เลิก พระอินทร์ท่านบอกว่าข้างล่างเกือบสว่างแล้ว นิมนต์กลับก่อน วันต่อไปนิมนต์มาตามสบาย คุณจะมาก็มาได้นานแล้ว คุณไม่ปล่อยอารมณ์ ถ้าปล่อยอารมณ์หรือฉลาดพอ คุณมาได้ตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ลาท่านมา ปรากฏว่าเมื่อรู้สึกตัวเวลาเลย ๒ น. ของวันใหม่ เจ้าสามเพื่อนกับหลวงพ่อปานมายืนคุมหน้าห้องน้ำ เจ้าเพื่อนโพธิวัตรมันว่า เฮ้ย บิณฑบาตเมืองสวรรค์ได้อะไรบ้าง มาแบ่งกันกินบ้างซิวะ เลยเอามือเขกหัวมันโป๊กถนัด มันไม่ว่าอะไร ที่เอาเรื่องนี้มาเขียนไม่ใช่ว่าอวดความสามารถ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับนักปฏิบัติตามพระพุทธโอวาท เอามาเขียนเพื่อให้ทราบว่าเมื่อจิตยังมีกังวล การปฏิบัติสมาธิไม่มีผล ถ้าตัดกังวลได้แล้วจะพบผลมหาศาล หลวงพ่อท่านพูดว่า คุณ ฉันทราบว่าคุณไปได้ตั้งแต่เด็กแต่คุณไม่ฉลาด เมื่อฉันเห็นคุณโง่ก็อยากให้คลายโง่ด้วยตนเอง ต่อไปนี้จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบแต่อย่าลืมทรงสมาธิ อ่านแล้วก็คิดเอาเอง สำหรับวันนี้ขอพักเท่านี้ วันหน้าคุยใหม่
__________________

***ปฏิปทาของหลวงพ่อปาน***

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ วันนี้อากาศอุ่นมากแต่เช้า ฉันเป็นคนแก่มีความจุกจิกหลายเรื่อง แม้แต่อากาศมันร้อนฉันก็ไม่ชอบ มันหนาวฉันก็ไม่ชอบ รวมความว่าฉันไม่ชอบโลกนี้ทั้งโลก เพราะฉันมองไม่เห็นจุดของความสุขมีในโลกนี้เลย วานนี้วันที่ ๒๘ เจ้าพนักงานไฟฟ้าเขามาเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ ฉันไม่มีสตางค์ให้เขา นนทา อนันตวงษ์ เขาสงสาร เขาออกไปให้ ๒๒๖ บาท เมื่อเขาทราบว่าฉันไม่มีสตางค์ติดตัวแล้ว ฉันยังเป็นหนี้ค่ายารักษาโรคหมออีก ๓๐๐ บาทเศษ เขาเลยให้อีก ๑,๒๐๐ บาท คนนี้เขาเมตตาฉันเสมอ ฉันอาศัยเขาในความเป็นอยู่มาก ที่เมืองนี้มีอาจารย์สบสุข ประกอบไวทยกิจ อีกท่านหนึ่ง มีเมตตาสงเคราะห์เป็นปกติให้กินให้ใช้อยู่เสมอ นี่ดีว่ายังไม่ลงทุนไปกรุงเทพฯ นะ ถ้าไปฉันคงรบกวนกระเป๋าใครเข้าให้อีก เช่น คณะบ้านท่าน พล.อ.ต. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ พ.อ. แสวง แก้วมณี คุณฉลวย ปิณินทรีย์ บ้านคุณสนั่น วาสนา หุตะสิงห์ บ้านคุณพงษ์ พิมพา คุณากร และคณะของท่านเจ้ากรมเสริมอีก มีรายนามไม่จำกัด เขาสงสารเขาจึงพากันให้ ชีวิตฉันอยู่ได้เพราะการสงเคราะห์จากท่านผู้มีคุณตามที่กล่าวนามมานี้เป็น ส่วนใหญ่ ฉันว่าฉันตายเมื่อไร ท่านที่กล่าวนามมานี้ขาดความสิ้นเปลืองไปมาก ลูกหลานจำไว้ว่า ความเกิดเป็นคนไม่ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานไม่ดี เป็นเทวดาและพรหมพอมีดีมั่งแต่ไม่ดีมาก เพราะยังมีกฏบังคับให้เกิดเป็นคนและสัตว์เดรัจฉานอีก สู้ไปพระนิพพานไม่ได้ ใครเขาจะว่าเราบ้าช่างเขา เราบ้าไปสู่สถานที่สิ้นทุกข์ดีกว่าบ้าสะสมความทุกข์ ฉันเป็นคนแก่พูดบ่นพล่ามเสมอ กว่าจะรู้ตัวก็เข้าไปเกือบ ๑๐ นาที ต่อไปนี้มาพูดกันตามหัวข้อเรื่อง คือปฏิปทาของหลวงพ่อปาน อาจารย์ฉันดีกว่า

เรื่องของหลวงพ่อปาน ลูกหลานอยากให้พูดประวัติของท่าน ฉันตรองแล้วเอาประวัติท่านมาพูดไม่ได้ เพราะฉันเกิดทีหลังท่านและไม่ทราบประวัติละเอียด เมื่อพวกเธออยากฟังฉันจะเล่าเรื่องของท่านตามที่ฉันทราบ มันมีส่วนพาดพิงถึงฉันด้วย เพราะนอกจากที่ฉันจะสัมผัสกับท่านแล้วเรื่องอื่นรู้ยาก มีบางส่วนที่ฉันไม่เห็นและเกิดไม่ทันแต่ท่านเล่าให้ฟัง ฉันพอนึกออกก็จะนำมาเล่าให้ฟัง มันคงไม่เรียงลำดับเรื่องได้ เพราะนึกไปเล่าไป เอากันแค่เรื่องก็แล้วกันนะ อย่าเอาลำดับเรื่องเลย

ตามที่ฉันเล่าเรื่องของฉันมาในตอนต้นก็มีความประสงค์จะให้ลูกหลานทราบ คุณสมบัติของหลวงพ่อปาน เรื่องนี้ฉันปกปิดมานาน เพราะเกรงว่าท่านนักปราชญ์จะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม จะปรับโทษฉัน เรื่องฉันจะมีโทษเพราะพูดจริงฉันไม่หนักใจ แต่เกรงว่าท่านที่ลงโทษฉันจะเป็นบาป สงสารท่าน เมื่อลูกหลานขอร้องก็ต้องพูด พูดแล้วก็ไม่หนักใจ เพราะฉันไม่ใช่พระตามทัศนะของชาวบ้าน หลวงพ่อท่านบอกให้พวกฉันเป็นฤาษี ตัวฉันเองปกติท่านเรียกว่าอ้ายลิงดำ ฉันเลยตั้งชื่อฉันว่าฤาษีลิงดำ เพื่อนฉันเจ้าสวัสดิ์มันออกป่าไปแล้ว ท่านเรียกอ้ายลิงขาว เพื่อนอีกคนหนึ่งคือเจ้าน้อม ท่านเรียกว่าอ้ายลิงเล็ก รวมความแล้วฉัน ๓ คนไม่ใช่พระไม่ใช่คน เป็นลิงหมดทั้ง ๓ ตัว ถ้าจะพูดกันให้เพราะหน่อยก็เรียกว่า สามสัตว์ดิรัจฉานค่อยเพราะนิดหน่อย เมื่อลูกหลานฟังฉันพูดจงคิดว่าฟังเรื่องของสัตว์ดิรัจฉานพูดให้ฟัง จะสบายใจมาก เมื่อบวชฉันก็บวชแปลก บวชในสังกัดพระมหานิกาย แต่คำขอบรรพชาแบบธรรมยุตินิกาย เป็นลูก ๒ พ่อไป หรือคน ๒ ชาติ อย่างคนที่มีพ่อเป็นเจ๊ก แม่เป็นไทย ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอย่างไร เมื่อบวชแล้วเรียนแล้วเห็นทั้ง ๒ นิกายท่านไม่ลงสังฆกรรม (ลงโบสถ์) ร่วมกันจึงนึกแปลกใจ ถามหลวงพ่อท่านว่านิกายไหนดีกว่ากัน ท่านบอกว่าราคาเท่ากัน เพราะเป็นพุทธสาวกเหมือนกัน ใช้คำสอนจากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน แต่แตกสามัคคีกัน ท่านบอกว่าเธอเข้าป่าเป็นฤาษีดีกว่า ไม่ต้องพวกใคร เป็นพวกพระพุทธเจ้าโดยตรงนั่นแหละดี อย่าเมาลาภ อย่ารับยศ อย่าหลงสรรเสริญ อย่ามั่วสุขกับกามสุข จะสบายใจมาก จะได้เป็นพระตามคติของพระพุทธเจ้า นอกนั้นท่านจะมีความเห็นว่าอย่างไรเป็นเรื่องของท่าน เรื่องของพระ ฤาษีไม่เกี่ยว


               

---หลวงพ่อเป็นพระทรงอภิญญา---

เรื่องอภิญญาเป็นเรื่องธรรมดาของพุทธสาวก ไม่ใช่ของวิเศษมหัศจรรย์อะไรเลย เป็นของธรรมดาสามัญแท้ ๆ หนังสือตำราเขียนยกย่องเลยพอดีไปเองต่างหาก เลยทำให้นักศึกษาภายหลังท้อถอยคิดว่ายากลำบากเต็มที เลยพากันไม่เอาเสียเลย อภิญญาโลกีย์เป็นเรื่องของคนที่เกิดมาในโลกมีสิทธิ์จะทำให้เกิดได้ เพราะเมื่อมาเป็นคนได้เหมือนกัน สิ่งที่มีสิทธิ์เสมอกันตามปกติธรรมดาที่สามารถเห็นกันง่าย ๆ มีอยู่ คือ จะเป็นคนเกิดในตระกูลใดก็ตาม มีฐานะมีความรู้ศักดิ์ศรีเพียงใดก็ตาม มีสิทธิ์แก่ ป่วย ตาย เหมือนกันหมด เพราะเป็นโลกีย์วิสัยคือเป็นวิสัยของคนที่เกิดในโลกจะทำได้ ทีนี้มาพูดกันเรื่องฌานและอภิญญา ท่านบอกแล้วว่าเป็นฌานโลกีย์และอภิญญาโลกีย์ เป็นทรัพย์สินที่คนเกิดมาในโลกจะพึงทำให้มี ให้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ของยากเกินไป เพียงแต่ทำให้ถูก ทำพอดี ทำตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่เห็นต้องลงทุนรอนอะไรเลย เสียเวลารวบรวมกำลังใจนิดเดียวก็ได้ ที่ว่าทำไม่ได้ก็เพราะอยากดีเกินไปหรือขี้เกียจเกินไป รู้มากเกินไป หลงลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุขมากเกินไป จึงทำไม่ได้ เรื่องความดีทางใจ คนจนพวก จนยศ จนสรรเสริญ จนพะเน้าพะนอ ทำได้ดีกว่าคนที่รวยประเภทนั้น เพราะเมาน้อย คนเมามาก ขาดสติมาก เมาน้อย ขาดสติน้อย ไม่เมาเลย มีสติบริบูรณ์

---อภิญญามีสภาพไม่เหมือนกัน---

เรื่องของอภิญญา คนส่วนใหญ่เมื่อฟังว่าอภิญญาแล้วก็มักจะคิดว่า ท่านที่ได้อภิญญาจะต้องมีความรู้แจ่มใสเหมือนพระพุทธเจ้าเสียทุกอย่าง เป็นการเข้าใจผิดถนัด พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญูคือมีบารมีเป็นจอมอรหันต์ ย่อมทรงอภิญญาดีเลิศพิเศษ สำหรับพระสาวกที่ได้มีกำลังไม่เท่ากัน และไม่มีทางจะไปเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าได้เลย จะเปรียบให้ฟังเอาเพียงทิพจักษุญาณอย่างเดียว อย่างอื่นให้เข้าใจว่าเหมือนกัน

๑. ทิพยจักษุญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสว่างคล้ายพระอาทิตย์ส่งแสงจัด ไม่มีเมฆบัง ไม่มีเผลอ ไม่มีพลาดในการเห็น

๒. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า มีความสว่างเหมือนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง มองเห็นคนกลางคืนเมื่อเดือนหงายมีสภาพอย่างไร ต่างกับกลางวันอย่างไร พิสูจน์เอาเอง

๓. พระอัครสาวกทั้งสอง มีความสว่างเหมือนคบเพลิงดวงใหญ่สว่าง แต่แสงสว่างไม่ไกลเหมือนความสว่างของดวงจันทร์

๔. ของพระอรหันต์สาวก สว่างเหมือนแสงตะเกียงดวงน้อย

๕. ของท่านที่ได้ฌานโลกีย์ สว่างเหมือนอากาศเมื่อพระอาทิตย์ลับแล้ว กำลังมัวตามองดูอะไรก็ไม่เห็นถนัดนัก

ข้อเปรียบนี้ยังไม่ละเอียดพอ แต่เกรงว่าลูกหลานจะเบื่อฟัง เอามาเปรียบเทียบเพียงย่อ ๆ ท่านที่ได้ฌานและอภิญญาไม่ใช่รู้อะไรหมด ยิ่งเป็นฌานโลกีย์ด้วยแล้วยิ่งมีจังหวะพลาดง่ายเหลือเกิน เพราะมีอุปาทานมาก ต้องระวังให้มาก ถ้าไม่ประมาทคิดว่าตัวดีไม่เป็นไร ถ้าประมาทเมื่อไรเจ๊งเมื่อนั้น สำหรับพระอริยะท่านรู้ว่าท่านไม่ดีเสมอ ไม่มีความประมาทเรื่องเจ๊งไม่มี
ทีนี้เรามาพูดกันเรื่องที่เล่ามาแล้ว ที่ฉันบอกเห็นอะไร ไปไหน คิดอะไร แล้วหลวงพ่อปานรู้เรื่องที่บอกมา ไม่ใช่ฉันอวดตัวฉัน ที่บอกก็เพื่อให้ทราบว่าหลวงพ่อปานท่านรู้อภิญญา ที่เราเรียกว่าทิพยจักษุญาณ แต่ที่แท้แล้วญาณต่าง ๆ ของอภิญญามีชื่อหลายอย่าง จะนำมาเล่าให้ฟัง

---โลกียอภิญญา---

โลกียอภิญญานี้ท่านแยกเรียกว่าวิชชา ๘ ก็มี อภิญญา ๕ ก็มี จะเอามารวมไว้ที่เดียวกันและบอกวิธีปฏิบัติโดยย่อไว้ด้วย ใครอยากได้ เดินไปหาอาจารย์ที่ทำได้แล้วก็เรียนแล้วกัน คนที่อ่านหนังสือจำได้ แต่ทำไม่ได้ อย่าไปขอเรียน จะพากันเลอะใหญ่ ฉันเคยเป็นนักเทศน์สอนคนจนตัวฉันเกือบลงนรกมาหลายที ทั้งนี้เพราะตีความหมายของตำราไม่ตรง เมื่อทราบแล้วต้องกลับไปเทศน์แก้ใหม่เกือบแย่ อยากหุงข้าวเป็นก็ไปเรียนกับพ่อครัว อย่าไปเรียนกับลิงที่ไม่มีวิชาความรู้เรื่องหุงข้าว อยากเดินป่า จงอย่าเอาปลาในทะเลเป็นครู อยากได้อภิญญาถ้าไปหาคนที่ไม่ได้จะเอาอะไรมาสอน ตัวเองยังสอนตัวเองไม่ได้ จะเสียเวลาเปล่า

---ชื่ออภิญญาโลกีย์---

๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้
๒. ทิพยโสตญาณ มีประสาทหูเป็นทิพย์
๓. มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ ถอดกายใจออกท่องเที่ยวได้
๔. ทิพยจักษุญาณ มีอารมณ์เป็นทิพย์ คล้ายตาทิพย์
๕. จุตูปปาตญาณ รู้สัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน สัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากไหน
๖. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์ใจของคนและสัตว์
๗. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่เกิดมาแล้วได้ตามความต้องการ
๘. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้ว
๙. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวที่ยังไม่ได้เกิด
๑๐. ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เรื่องราวในปัจจุบันที่ปรากฏขึ้นในที่ไกลหรือโลกอื่น
๑๑. ยถากัมมุตาญาณ รู้กฎของกรรม

---วิธีฝึก---

อิทธิฤทธิ์ฝึกด้วยการทรงกสิณ ๑๐ อย่างครบถ้วน นอกนั้นทรงกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นบาท แล้วก็สามารถทำให้เกิดได้ไม่ยากเลย ที่ทราบว่าหลวงพ่อปานท่านเป็นพระทรงอภิญญา ในอันแรกทราบจากท่านรู้อารมณ์คิด คิดว่าจะทำอะไร ผิดหรือถูก ท่านทราบก่อนเสมอ ตามที่ลูกหลานฟังมาแล้วในตอนต้น จะเห็นว่าท่านรู้ก่อนบอกเสมอ แถมรู้ก่อนฉันเกิดด้วย ที่ท่านกล้าบอกว่า พวกแกบำเพ็ญบารมีด้านพุทธภูมิกันมาคนละมาก ๆ แล้ว อันนี้ท่านรู้ก่อนฉันเกิด ท่านจะพูดตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ก็ช่าง แต่ที่พบในปัจจุบันท่านพูดตรงทุกอย่าง ฉันเชื่อว่าท่านทรงอภิญญา คำว่าอภิญญาแปลว่ารู้ยิ่งกว่าความรู้ปกติ ความรู้ปกติจะรู้อารมณ์คิดโดยตรงไม่ได้นอกจากเดาจากอาการ มันก็ไม่แน่นักว่าจะถูกเสมอไป เท่าที่ท่านใช้ ส่วนใหญ่ท่านใช้เจโตปริยญาณได้คล่องมาก พวกฉันตั้งอารมณ์กรรมฐานอยู่ในป่าผิด ไม่มีใครพูดบอกใคร พอพบท่านตอนเช้าท่านเตือนทันทีว่า ตั้งอารมณ์ผิดควรแก้ไข เป็นอย่างไรก็บอกกันเลยไม่ใช่มานั่งสอบอารมณ์ศิษย์ ปล่อยหรือหัดศิษย์เป็นคนชอบโกหกครู ตามที่พระองค์หนึ่งห่มจีวรคร่ำหาว่าฉันเป็นเถรส่องบาท ทำตามแบบเก่าไม่ทันสมัย ท่านเองปล่อยให้ศิษย์โกหกเล่นตามสบายใจ ทำกันไม่เท่าไรก็สำเร็จ อย่างนี้พุทธสาวกท่านไม่ใช้ ครูกรรมฐานถ้าไม่ได้เจโตปริยญาณ ฉันคิดว่ามีผลแก่ศิษย์น้อยเหลือเกิน เรื่องนี้ขอพักไว้เท่านี้ มาพูดกันถึงปฏิปทาของหลวงพ่อปานต่อไป คำว่าปฏิปทาแปลว่าความประพฤติ คนอื่นเขาแปลว่าอย่างไรช่างเขา ฉันพอใจแปลอย่างนี้ มันฟังง่ายดี

---ธุดงค์---


   

ต่อไปนี้จะนำปฏิปทาของหลวงพ่อปานเรื่องธุดงค์มาเล่าให้ลูกหลานฟัง คำว่าธุดงค์ลูกหลานคงเห็นว่าเป็นของปกติธรรมดา คือ พระเดินถือกลด (ร่มผ้าขาว) มีมุ้งกลม ๆ พอจะกางกับกลดได้ เที่ยวปักกลดตามข้างเสาเรือนชาวบ้านบ้าง ตามกลางทุ่งนาบ้าง เข้าปักกลดในตลาดแม้ใจกลางกรุงเทพฯ ก็มีบ้าง ท่านพวกนี้ท่านธุดงค์เหมือนกัน แต่ทว่าเป็นธุดงค์ตามแบบของพระพุทธเจ้าบ้าง แบบเดียรถีย์บ้าง เอาแน่นอนอะไรไม่ค่อยได้ คำว่าธุดงค์มีข้อปฏิบัติอยู่ ๑๓ ข้อ จะออกป่า ออกทุ่ง หรืออยู่ในวัดก็ทำได้สุดแล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน แบบที่อยู่ในวัดก็ทำได้ เช่น ฉันอาหารเวลาเดียว ถือนั่งเป็นวัตร บิณฑบาตทางเดียว ถือผ้าใช้นุ่งห่มเฉพาะ ๓ ผืน ดังนี้เป็นต้น หรือจะออกป่าอยู่ตามโคนไม้ก็ได้ เรื่องข้อปฏิบัติธุดงค์จะไม่พูดให้ฟังละเอียด จะพูดแต่ธุดงค์ออกนอกวัดที่พวกเธอเห็นกันเป็นประจำ สมัยนี้ฉันสงสัยเห็นท่านธุดงค์กันแปลกมาก เที่ยวปักกลดใกล้บ้านเกินไป ปักอยู่แห่งละหลาย ๆวัน รับเงินที่เขาถวาย แจกพระแจกตะกรุดและให้หวยบอกบุญให้ชาวบ้านไปทำบุญที่วัด ฉันแปลกใจมากที่พระสมัยนี้มีความรู้มาก มีตำแหน่งหน้าที่เป็นใหญ่เป็นโตกันมาก ทำไมปล่อยให้เรื่องธุดงค์แปลกไปมาก พระธุดงค์ความจริงเป็นพระละ ตามระเบียบท่านให้ปักกลดไกลบ้านไม่น้อยกว่า ๑ กิโลเมตร เพื่อไม่ให้เสียงชาวบ้านรบกวนเมื่อยามที่ต้องการความสงัด และไม่ไกลเกินไปสำหรับเมื่อต้องการอาหารจากชาวบ้าน ท่านบัญญัติให้ปฏิบัติเพื่อละ แต่เห็นพระท่านรับเงินรับของถวายที่มีค่า ฉันแปลกใจคิดว่าพระพุทธศาสนาสิ้นแล้วหรืออย่างไร ปฏิปทาภายนอกจึงเข้ามาแทรกแซงได้ ธุดงค์ที่ฉันจะเล่าให้ฟังนี้มีระเบียบดังนี้

๑. พระธุดงค์มีหลักปฏิบัติเหมือนกันหมด คือ ไปหาที่สงัดเพื่อปฏิบัติละกิเลส ไม่ใช่ไปแสวงหากิเลส (ลาภผลหรือบอกบุญชาวบ้าน)

๒. ปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์ คือ ออกจากวัดแล้วมุ่งเข้าป่าสูง ไม่ต้องการอาหารจากชาวบ้าน ถ้าไม่ดีจริงให้มันตายไปเลย

๓. ออกธุดงค์แบบธรรมดา ปักกลดไกลบ้านเกินกว่า ๑ กิโลเมตร ไม่รับเงิน ไม่ให้หวย ไม่แจกของขลัง มุ่งปฏิบัติความดี เงินทองก็ไม่มีติดตัวไป

๔. ก่อนออกธุดงค์ฝึกพระกรรมฐานด้านสมถภาวนาดีพอควรที่จะเลี้ยงตัวรอด

๕. ถือการละกิเลสเป็นสรณะ

ตามที่กล่าวมาเป็นการบอกแต่โดยย่อพอเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตามใจ การธุดงค์ที่จะพูดต่อไปจะแสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อปานเป็นพระอภิญญา พวกฉันที่เป็นศิษย์เมื่อฝึกตามครบ ๑ พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วก็อยากออกธุดงค์ ท่านฝึกฝนวิธีการธุดงค์อย่างเครียด เพราะพวกฉันสามสัตว์หรือสามลิงหรือสามองค์ จะเรียกว่าอย่างไรมันก็ถูกทั้งนั้น อยากปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์ เมื่อไม่ดีก็ให้ตายเสียในป่า ฉันเคยบอกแล้วว่าคณะฉันไม่มีใครเต็มเต็งเลย บ้า ๆ บอ ๆ เกินชาวบ้าน หลวงพ่อปานชอบคนบ้า ท่านสั่งมาเราบ้าทำทุกอย่าง เรื่องกำหนดเวลาหรือไม่ทันครบเราทำกันเสร็จก่อนเป็นไหน ๆ ท่านชอบใจ เมื่อบอกว่าจะออกธุดงค์แบบยอมถวายชีวิต ท่านก็ตกลง ซ้อมพระกรรมฐานทุกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรหมวิหาร ๔ ต้องรักษาเป็นฌานได้ตลอดเวลา หลักสูตรวิชชา๓ ๒ข้อต้นต้องคล่อง มันเป็นเรื่องหมู ๆ ไม่มีอะไรยาก ก็พวกเราที่มาบวชพวกเราต้องการวิชชา๓ ๒ข้อต้น เพียงไม่กี่เพลงพวกเราเอามาครองเสียสบายใจ เมื่อของในกระเป๋าเป็นของสำคัญที่ต้องมีไปในระหว่างธุดงค์ เมื่อถึงเวลาซักซ้อมไม่มีอะไรหนัก การซ้อมหาข้าวที่ไม่ต้องหุงกิน พวกฉันได้ป่าอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสนามซ้อม ไม่มีอะไรบกพร่อง

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เดือนยี่ มีนาคม ๒๔๘๐ ก็ออกเดินทางเข้าป่า สมัยนั้นการเปลี่ยน พ.ศ. เปลี่ยนกันเดือนเมษายน เดือนมีนาคมยังเป็น พ.ศ. ๒๔๘๐ เมื่อสมาทานเสร็จ ท่านก็สั่งว่านับแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจงพยายามหนีบ้าน รีบเดินให้พ้นเขตบ้านภายใน ๓ วันเป็นอย่างช้า ต่อจากนั้นจงอยู่แต่ในป่าที่ไม่มีบ้านบิณฑบาต ถ้าเธออยู่ในป่าโดยไม่พบบ้านเลยไม่ถึง ๓ เดือนเข้าเขตบ้าน เธอจงอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้า ถ้าอยู่ในป่าเป็นปกติครบ ๓ เดือนโดยไม่อาศัยชาวบ้านกินเลย เธอกลับมาหาฉันได้ เมื่อได้รับบัญชาแล้วสามลิงสามสัตว์หรือสามฤาษีมุนีบวมต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีใครวิตกกังวลอะไรเลย พวกเราหวังเดินเข้านิพพาน นิพพานอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ หวังส่งเดชไปอย่างนั้น ท่านว่าธุดงค์ต้องหวังนิพพาน ไม่ใช่ธุดงค์ไปประจบชาวบ้าน หรือมุ่งขอทานชาวบ้าน หรือขายของให้แก่ชาวบ้าน ท่านบอกว่าพวกนั้นไม่ใช่พระ เป็นเดียรถีย์ปลอมเข้ามาบวช ฉันฟังแล้วฉันไม่เข้าใจว่าเดียรถีย์มันเป็นอย่างไร สนใจอย่างเดียวคือป่าสูง ออกจากวัดร่วมกับสหาย ข้ามหน้าวัด เดินตัดออกทางหัวเวียง มุ่งผักไห่ ปักกลดที่ใกล้ตำบลท่าแก้ว พอฉันข้าวเช้าแล้วเดินตัดเข้าเขตอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ข้ามเขตศรีประจันต์ ปักกลดที่อำเภอไร่รถ รุ่งขึ้นออกจากไร่รถ ตอนนี้ไม่รู้ว่าตำบลอะไรบ้าง เดินกัน ๗ วันก็ถึงป่าที่ชอบใจ คือ มีต้นไม้สูงภายล่างร่มรื่น เตียน อากาศสบาย สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่เดินกันเป็นปกติ ไก่ป่าตัวน้อย ๆ ที่เขาว่าเปรียว เห็นพวกฉันเข้าไม่หนี เพราะมันไม่เคยถูกสัตว์คนรบกวน ด้วยเป็นดินแดนที่พวกพรานเดินไปหาสัตว์ไม่ถึง มีเขาใหญ่ มีธารน้ำที่ใสสะอาด มันจะชื่อว่าตำบลอะไร สามลิงสามสัตว์ไม่สนใจ หาทำเลได้เหมาะก็ปักกลด

---ปฏิปทาในยามอยู่ป่า---

๑. เจริญพรหมวิหาร ๔ ในระดับฌานเสมอ

๒. เจริญเทวตานุสสติ สลับพรหมวิหาร ๔

๓. เอาใบไม้ที่ร่วงหล่น ต้นไม้ที่ยืนตาย กระดูกสัตว์ที่ตายและปรากฏให้เห็นเป็นอารมณ์วิปัสสนาญาณ

๔. ตอนเช้า เช้ามืดทรงพรหมวิหาร ๔ พอใกล้สว่างทรงเทวตานุสสติกรรมฐาน พอสว่างใช้วิปัสสนาญาณและพรหมวิหาร ๔ ออกเดินบิณฑบาตทั้ง ๆ ที่ไม่มีบ้าน เราอยู่กันที่โคนต้นไม้เห็นทางไกลหลาย ๆ กิโล เพราะไม่มีป่าบัง เป็นป่าไม้ใหญ่ มีใบเฉพาะยอด ข้างล่างโปร่งเตียนน่าสบาย และก็สบายจริง ๆ เราเดินกันไปไม่ถึง ๒๐๐ เมตร ก็มีเด็กหญิงชาวป่าแต่งตัวด้วยผ้าเก่ารุ่งริ่ง อายุประมาณไม่เกิน ๑๓ ปี มารอใส่บาตรพวกเรา ข้าวของเธอสีเหลืองหอมใส่มาคนละ ๓ ทัพพีไม่มีกับข้าว มีแต่ดอกไม้ที่ฉันไม่เคยเห็นมาในข้าวองค์ละ ๑ ดอก ดอกไม้มันมีกลิ่นหอมชื่นใจชอบกล คล้ายกลิ่นกระแจะผสมเกสร เมื่อกลับมา ฉันข้าว ๓ ทัพพีอิ่มพอดีและชุ่มชื่น ไม่อยากแม้แต่น้ำ มีอาการปลอดโปร่ง เธอใส่บาตรอย่างนั้น ๒ วัน วันที่สองเจ้าลิงเล็กมันขี้สงสัยว่าเด็กคนนี้มันมาจากไหนวะ บ้านไม่มีสักหลัง เดินสำรวจออกไปประมาณเกือบ ๑๐ กิโลเมตรก็ไม่ปรากฏว่ามีบ้าน เวลาเธอมาใส่บาตรไม่ทราบว่ามาจากไหน พอเดินไปก็พบ เจ้าลิงถุงนี่สร้างความระยำ วันรุ่งขึ้นพอเธอมาใส่บาตร มันถามว่า น้องสาว บ้านเธออยู่ไหน เธอเดินมาคนเดียวไม่กลัวเสือหรือ เธอมองหน้าเจ้าลิงเล็กแล้วเธอก็ไม่ว่าอะไร เธอหัวเราะเสียงดังเข้าป่าไปประมาณ ๑๐ เมตรก็มองไม่เห็นตัว นับตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีใครมาใส่บาตรให้กินอีก เจ้าลิงระยำนั่นมันสร้างความเดือดร้อนทั้งพวก มีความรู้แต่ไม่ได้นำออกใช้เพราะเข้าใจว่าเป็นคน ตอนที่ซ้อมนั้น ซ้อมหาจากต้นไม้ ไม่ทันอาศัยต้นไม้ก็มีคนมาดักทางใส่บาตร เลยคิดว่าคนธรรมดา เจ้าลิงปากอยู่ไม่สุข ไปถามเธอเข้าเลยไม่ให้กินทั้งเหล่า ปลาข้องเดียวกัน เมื่อเน่า ๑ ตัวพลอยเหม็นไปด้วยกัน เมื่อไม่มีใครให้พวกเราก็ตัดใจละ ไม่ละเลยทีเดียว ละการออกหากินแต่ไม่ละการกิน คงกินต่อไป ไม่ได้กินข้าว กินหญ้าแทน เห็นเปราะป่าอยู่ใกล้ ๆ ดึงใบที่ม้วนอยู่ตรงกลางมากินแทนข้าว เป็นคนเป็นแล้ว เป็นลิงก็เป็นแล้ว แต่ควายยังไม่ได้เป็น คราวนี้มาสมาทานเป็นควายดูบ้างเห็นมันดีแน่ ไม่เป็นไร อาหารไม่เหม็นคาวดี

---หลวงพ่อเมตตา---

ขณะที่อดอาหารเข้าวันที่ ๓ แม้จะอดอาหาร เรื่องอาหารเมื่ออยากอดก็อดไป แต่ระเบียบใด ๆ ที่หลวงพ่อสั่งไป พวกเรารักษากันด้วยชีวิต ไม่ละ ไม่ขาด ไม่บกพร่อง เพราะพร้อมที่จะตายเพื่อพระนิพพาน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าพระนิพพานอยู่ที่ไหน ท่านสั่งอย่างไร พวกเราทรงไว้อย่างนั้น คืนวันที่ ๓ จากวันที่อดข้าว เวลาประมาณ ๒ ทุ่ม ๒๐ น. เรื่องเวลานี่เอาแน่นอนไม่ได้ เพราะไม่มีนาฬิกาไป ใช้แต่นาฬิกากะคือกะ ๆ เอาอย่างนั้นเอง ด้วยฉันเวลาเดียวไม่ต้องมีนาฬิกา นั่งทำสมาธิกันตามปกติ ทุกองค์ต่างก็เห็นหลวงพ่อปานไปหา ท่านพูดว่าคนที่เขาใส่บาตรเขาเป็นเทวดา ทำไมเจ้าขัดคำสั่งพ่อ เรื่องของเขา ๆ จะอยู่ที่ไหน มีอาชีพอะไร เราไม่ควรสนใจ เราต้องการอย่างเดียวคืออาหาร เขาให้แล้วก็แล้วกัน ไปถามเขาทำไม พรุ่งนี้ไปสายเดิม (ทางเดิม) พ่อตกลงกับเขาไว้แล้ว จะมีคนใส่บาตรเพิ่มเป็น ๓-๔ คน จงอย่าคุยกับเขาอย่าสนใจเขา เราต้องการแต่อาหารจงจำไว้ แล้วท่านก็หายไป เมื่อเลิกกรรมฐานก็ลืมตาและคุยกัน ต่างคนก็ต่างพูด แย่งกันพูด เล่าเรื่องที่หลวงพ่อปานมาบอก ท่านบอกเหมือนกันกันทั้งสามสัตว์ อาการที่ต่างคนต่างบอกช่างเหมือนกับพวกดูหนังดูละครมาด้วยกัน ต่างคนต่างเล่าเรื่องเหมือนกับฉันและเพื่อนต่างคนต่างเล่าเรื่องที่หลวงพ่อ ปานมาสั่ง เป็นอันว่าท่านสงเคราะห์ และท่านมีญาณพิเศษจริง รุ่งเช้าเมื่อเดินไปบิณฑบาตก็ปรากฏว่ามีคนใส่บาตร ๔ คน มีผู้ชายรวมอยู่ด้วย ๑ คน ท่านแน่มาก อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าอภิญญา เราจะเรียกว่าอะไรดี ตอนกลางคืนหลังจากที่เห็นหลวงพ่อปานแล้ว พวกฉันก็คุยกันตามประสาลิงสามสัตว์เท่านั้น เมื่อคลายอารมณ์ก็คุยกัน เรื่องที่คุยกันก็ปรารภพระนิพพานและอารมณ์พระกรรมฐาน เจ้าสองลิงชำนาญกสิณ ฉันมีกสิณกับเขา ๗ กอง ไม่ครบ ๑๐ กอง หลวงพ่อท่านให้พักหันไปเจริญอนุสสติและอสุภ และอย่างอื่นตามที่เห็นว่าสมควร พวกสองลิงเขาสงสัยเรื่องอสุภ ฉันบอกเขา ฉันสงสัยวิธีฝึกอภิญญา เขาก็บอกให้ คุยกันไปพอเพลิน เจ้าเพื่อนรักเพื่อนเกลอย่องมาเมื่อไรไม่รู้ มานั่งพับเพียบขาหลังขาหนึ่งเรียงหน้าอย่างเรานั่งพับเพียบ อีกรายขาหนึ่งไปข้างหลัง สองขาหน้ายันพื้น เจ้าเพื่อนนี้เป็นใครลูกหลานคงสงสัย เขาคือเสือโคร่งตัวมหึมาทำท่าคล้ายยิ้ม เขามองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีแล้วขยับหนวด ไม่รู้มันคุยเรื่องอะไรของมัน ท่าทางมันไม่น่ากลัวเลย พวกฉันมีอาการและใจปกติ เขาคุยอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็อำลาไป มันคงจะคิดว่า เอ เจ้าเสือ ๓ ตัวนี่ทำไมไม่มีลายและหัวก็โล้น เขี้ยวก็สั้น หรือมันจะคิดว่าเจ้าลิง ๓ ตัวนี่ทำไมไม่มีหาง เสือกมานั่งอยู่ทำไมที่โคนไม้ เมื่อมันไปแล้วพวกฉันเข้ากรรมฐานทรงฌานกันใหม่ พอเหนื่อยก็หลับสบาย เรื่องตายไม่สนใจ เรื่องธุดงค์ของฉันที่นำมาเล่าก็เพื่อให้ทราบว่าเมื่อทำอะไรผิดหลวงพ่อปาน ท่านรู้ด้วยญาณจริง พอมาถึงวัดท่านพูดเรื่องปากเสียก่อนอื่น เจ้าลิงเล็กทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมชอบกล เป็นอันว่าธุดงค์ของคณะฉัน ฉันเล่าให้ฟังเท่านี้ด้วยไม่ต้องการโฆษณา ที่นำมาเล่าเพราะเกี่ยวพันกับเรื่องของหลวงพ่อ ต่อไปจะนำเรื่องของหลวงพ่อปานโดยตรงมาเล่าสู่ลูกหลานฟังตามที่จะพึงทำได้ วันนี้ขอเอวังกันเท่านี้ วันหน้าฟังต่อใหม่
__________________

***หลวงพ่อปานออกธุดงค์***

ต่อไปนี้มาเข้าเรื่องหลวงพ่อปานกันเสียที จะลืมบอกเสียแล้วว่าวันนี้วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ อากาศยังหนาวเย็นสบายใจของอากาศ เรื่องดินฟ้าอากาศอย่าไปทะเลาะกับแกเลย แกไม่มองหน้าใคร แกเคร่งครัดกับหน้าที่ของแก เมื่อแกจะหนาวจะร้อน ใครจะไปทัดทานห้ามปรามหรือให้สินจ้างรางวัล บวก ๒๐, ๕๐ หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์อะไรกับแก ๆ ไม่เอาด้วย แกมีระเบียบวินัยแน่นอน น่าจะยึดถือเป็นแบบฉบับไว้ปฏิบัติบ้าง พวกเธอและฉันที่กำลังคุยกันอยู่นี้ก็มีระเบียบปฏิบัติที่ดี แต่พวกเราคอยพยายามไม่สนใจมีอยู่ คือ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องตายแต่หาคนคิดว่าจะตายยากเต็มทน มีแต่คนคิดว่าจะไม่ตาย แก่ขนาดหาข้าวน้ำมาให้กินยังไม่คิดว่าจะตาย มันน่าแปลกไหม เรื่องธรรมชาติปล่อยไป เขาดีเราจงพยายามมองความมีระเบียบวินัยของธรรมชาติ กฎธรรมดามีสภาพเที่ยงไม่ผันแปร จงยอมรับนับถือกฎนั้นแล้วเธอทั้งหลายจะมีความสุขใจ พระอรหันต์ทุกองค์เข้าพระนิพพานได้ท่านไม่ได้เอาอะไรมาเป็นกำลัง นอกจากอารมณ์ตั้งมั่นและยอมรับนับถือกฎธรรมดา เท่านี้ท่านก็เข้านิพพานได้ เรื่องของหลวงพ่อปานธุดงค์มีหลายตอนรอก่อนนะ เพราะเมื่อคืนวันที่ ๒๗ ฉันฝันสองรอบ จะเล่าเรื่องฝันให้ฟังก่อน คนแก่ขี้ฝัน แต่พวกลูกหลานต่อไปก็จะแก่เหมือนฉัน อาจจะฝันหรือขี้บ่นเหมือนฉัน ความฝันของฉันถ้าเห็นว่าดีก็จงจำไว้ใคร่ครวญ ถ้าเห็นว่าไม่เป็นเรื่องก็กองทิ้งไว้ตรงนี้ อย่านำไปใคร่ครวญให้เปลืองเวลาที่เป็นประโยชน์เลย

คืนวันที่ ๒๗ ฉันนอน ๒ รอบ คือ รอบหัวค่ำและรอบเช้ามืด รอบหัวค่ำเริ่มนอนตั้งแต่ ๒๐ น. ตื่น ๒๑ น. แล้วไปหลับเอา ๒๓ น. เศษ ตื่น ๒.30 น. ตามแบบฉบับของคนแก่

---ฝันรอบแรก---

เมื่อฉันนอนฉันก็รักษาอานาปานุสสติกรรมฐาน กำหนดลมหายใจเข้าออกตามแบบฉบับของฤาษีลิงดำ เมื่ออารมณ์สบายฉันก็เริ่มฝัน ๆ ว่า ฉันออกจากที่อยู่ของฉันลอยขึ้นไปบนอากาศ มองเห็นพระจุฬามณี ยกมือไหว้แต่ไม่ได้แวะ ลอยเลยขึ้นไป ๆ พบสถานที่ ๆ หนึ่งสวยงามมาก มีแสงสว่างแพรวพราวราวกับแสงพระอาทิตย์สักพันดวง มีพระใหญ่นั่งอยู่ ๑ องค์สวยงามมาก มีพระบริวารนั่งแวดล้อมอยู่หลายองค์ ฉันเข้าไปหา พระใหญ่ท่านยิ้มแล้วพูดว่าคุณ ชีวิตเราเรียกร้องทวงคืนไม่ได้ เมื่อเราเกิดมาและแก่เพียงนี้แล้ว เมื่อเห็นเด็กหรือพวกหนุ่มสาวที่เขามีกำลังกายดี เขาสนุกสนานกัน เราอยากทำอย่างนั้นบ้าง แต่ทำไม่ได้เพราะความแก่ขัดขวาง อยากจะหันหลังกลับไปเป็นเด็กอีก หรือเป็นหนุ่มสาวอีก เราก็กลับหลังหันไม่ได้ ไม่เหมือนสถานที่ที่เราอาศัย ไปสถานที่อื่นแล้วกลับมาที่เดิมไม่ได้ สำหรับชีวิตเดินทางไปหาความตายเป็นปกติ ในที่สุดก็ตาย ทรัพย์สินที่เรามีอยู่ก็เหมือนกัน ส่วนที่เราหามาได้แล้วและเราใช้ไป มันก็หมดไปแล้ว ส่วนที่ยังปรากฏอยู่มันเป็นทรัพย์ที่เรายังไม่ได้ใช้ หรือทรัพย์สินที่หามาได้ใหม่ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เราใช้ไปแล้วกลับคืนมา สำหรับทรัพย์สินแตกต่างกับชีวิตอยู่หน่อยหนึ่ง คือ เมื่อชีวิตสลาย ทรัพย์สินมันคงอยู่กับโลก เราหามาด้วยความเหนื่อยยากมันไม่มีประโยชน์กับเราเลย เมื่อเราตายไปแล้วมันไม่ตามเราไป และกลับเป็นประโยชน์แก่คนอื่น เธอจะมาเมาชีวิตเพื่ออะไร จงคิดว่าเธอจะต้องตายและตายในไม่ช้านี้หรือตายเดี๋ยวนี้

<CENTER></CENTER><CENTER> </CENTER>
ปล่อยอารมณ์เสีย อย่ายึดถือ ทำงานตามหน้าที่ หามาตามหน้าที่ แต่อย่าเมา อย่าติดในทรัพย์หรือการงาน อาคารสถานที่ที่เธอสร้างไว้ เมื่อเธอตายคนใหม่มาอยู่ เขาจะไม่ทำอย่างเธอ ๆ อย่าห่วงมัน ต่อไปหาทางอบรมลูกศิษย์ลูกหาทางใจให้มาก สอนอารมณ์ให้มาก จะสุขใจเมื่อมีชีวิตอยู่ และตายแล้วจะมีความสุข ฉันฝันแล้วฉันก็รู้สึกตัวคิดว่านี้เป็นอารมณ์ของสมถะผสมวิปัสสนาญาณ การกำหนดรู้ว่าจะตายและจะสบายเมื่อตายแล้วเป็นมรณานุสสติในสมถกรรมฐาน การรู้สภาพของทรัพย์สินและร่างกายสลายตัวเป็นอนัตตาตามอารมณ์วิปัสสนา ฉันฝันแล้วฉันชอบใจ เธอชอบหรือไม่ก็ตามใจพวกเธอ

---ฝันรอบ ๒---

เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์ คำว่าภวังค์นักศึกษาทางใจยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่มาก ที่เข้าใจถูกก็มาก ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนก็คือ คิดว่าอารมณ์เคลิ้มคล้ายหลับเป็นภวังค์ เข้าใจอย่างนี้ไม่ถูก ภวังค์เป็นศัพท์ที่หมายถึง รู้ตัวตามอารมณ์เดิมคือตื่นนั้นเอง ตื่นจากหลับตื่นจากคิด ตื่นจากหลงผิด มันก็ตื่นเหมือนกัน นักสมาธิต้องเรียกสมาธิตกไป อารมณ์คืนสู่สภาพปกติ อาการเคลิ้มเป็นอาการหลับใน สมาธิไม่ใช่เป็นภวังค์ เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์แล้วฉันก็คิดถึงความฝัน ใคร่ครวญหาความจริง เห็นว่าฝันมีประโยชน์ก็เลยถือเป็นอารมณ์ พอเวลา ๒๓ น. เศษ ก็หลับตามประสาคนแก่เจ้าอารมณ์ ถึงเวลา ๒.๓๐ น. ฉันตื่นตามปกติ ฉันใคร่ครวญชีวิตฉันตามประสาของลิงเจ้าอารมณ์ เมื่อใคร่ครวญอารมณ์ปลดพอใจแล้วเห็นใจไม่มีสี (จิตตานุปัสสนากรรมฐาน) เขาดูจิตในด้วยอำนาจสมาธิ ใครทำได้เห็นเอง ทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องของคน ลิงป่าไม่เกี่ยว ฉันก็เริ่มจับอานาปานุสสติร่วมกับอุปสมานุสสติ อนุสสติแบบนี้พวกสามลิงสามสัตว์เดรัจฉานคล่อง เพราะหลวงพ่อปานสอนเสียจนมีอารมณ์เป็นปกติ ไม่มีอะไรเป็นของหนักเลย

เมื่อฉันใคร่ครวญพระนิพพานตามกำลังของอานาปานุสสติช่วยประคับประคอง อาการเคลิ้มก็ปรากฏ เมื่อมีอาการเคลิ้มปรากฏฉันก็ฝันรอบที่ ๒ คราวนี้ฝันว่าฉันลอยไปบนอากาศไปพบพระที่นิพพาน ท่านเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อไปไหว้กราบท่าน ท่านบอกว่าคุณจงตามฉันมา แล้วท่านก็เดินนำหน้า ฉันเดินตามหลัง



ไปถึงวิมานหลังหนึ่ง มีอาคาร ๓ หลัง มีหอระฆังตั้งอยู่ข้างหน้า มีพื้นเป็นแก้วสวย วิมานก็สวยมาก พระท่านนั่งที่หอระฆัง ฉันนั่งข้างล่างตรงหน้าท่าน ฉันนั่งพนมมือ พระท่านสวยเหลือเกิน สว่างไสวมาก ท่านบอกว่าวิมานหลังนี้เป็นวิมานของคุณ เพราะผลที่สร้างวัด สร้างที่สาธารณประโยชน์ คุณชักชวนชาวบ้านทำ เ ขาก็พลอยมีวิมานไปตาม ๆ กัน แต่ที่นี่เป็นวิมานของคุณ มันสวยงามมากแพรวพราวทั้งหลัง แม้แต่พื้นที่เดินกว่าดีกว่าห้องนอนฉันในชาติปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้ ท่านเตือนว่า คุณ ตัวคุณใสเหมือนเพชร ฉันก้มมองตัวมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไม่แก่เหลาเหย่เหมือนที่กำลังคุยอยู่นี่ ฉันนึกชอบใจตัวฉันมาก มีรัศมีสุกสว่างมาก ท่านบอกว่าที่นี้คุณเคยมาแล้วจำได้ไหม มองมามองไปก็จำได้ว่าเมื่อตายวาระที่ ๓ เคยมาจริง ท่านชี้ให้ดูท่อนไม้เสี่ยงทายก็จำได้ เรื่องนี้เอาไว้พูดกันละเอียดเมื่อถึงตอนตายวาระที่ ๓ แล้วท่านบอกว่า คุณจะเอาแก้วมณีหรือเพชรสีน้ำมันก๊าดไปคลุกเปลือกตมเพื่ออะไร

คุณมองดูคนที่หลงอยู่ในกามคุณ ท่านพูดแล้วท่านก็ชี้มาที่เมืองมนุษย์เห็นสกปรกโสโครกน่าสะอิดสะเอียน ท่านว่ามันมีสภาพเป็นทุกข์ ทุกคนมีแต่ความเร่าร้อน มีความทุกข์ประจำ ร่างกายก็โสโครก จิตใจก็ไม่สะอาด ความปรารถนากามารมณ์หมายถึงการหลงในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ไม่ใช่อารมณ์ใคร่เพื่อร่วมรักอย่างเดียว คำว่ากามแปลว่าความใคร่ รมณ์มีคำเต็มว่าอารมณ์ แปลว่าความคิด คนที่คิดว่ารูปสวยทนทานไม่เปลี่ยนแปลง เสียงเพราะ เพราะฟังแต่เสียงประจบเอาใจลืมฟังเสียงด่า กลิ่นหอม คือ ดมแต่ที่หอม ตรงที่เหม็นแกไม่ยอมดม รสอร่อยดูกันตรงที่อร่อย ของร้อนยังไม่บูดไม่เน่า ตอนที่บูดเน่าจริง ๆ แกไม่ดื่มไม่กิน สัมผัสถูกต้องก็เลือกแต่ตอนที่นุ่มนวลแข็งแรง ตอนเหลาเหย่ไม่มีใครสนใจ ท่านว่าพวกที่หลงใหลในกามารมณ์มีสภาพเหมือนคนที่ถูกขังในเรือนจำต้องถูกลง โทษทรมานด้วยประการทั้งปวง มีกิเลสตัณหาเป็นผู้บัญชาการ ลงโทษตามกฎของกรรมชั่วที่หลงเพ้อละเมอฝันว่ามันเป็นของดี ทำไปแล้วเขาก็ลงโทษ จงอย่าเมาชีวิตเลยคุณ อารมณ์ใดที่เคยมาที่นี้ได้เมื่อ ๑๕ ปีมาแล้ว เธอจงรักษาอารมณ์นั้นให้ปกติ เธอจะไม่มีทางได้รับความทุกข์อย่างชาติปัจจุบันอีก ฝันเท่านี้แล้วฉันก็รู้สึกตัว พอใจไหมลูกหลาน ถ้าพอใจก็จำไว้คิดไม่พอใจก็ตาม ต่อไปนี้ฟังเรื่องหลวงพ่อปานกันต่อไป

---พบโขลงช้างที่สระบุรี---

การธุดงค์ของหลวงพ่อปานมีมากวาระด้วยกัน จะคัดมาแต่ตอนที่เห็นว่าควรคุยกันเล่นเท่านั้น ที่นำมาคุยสู่กันฟังนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะร่วมทางกับท่านทุกครั้ง ที่ไม่ได้ร่วมทางก็มี ทราบจากท่านพูดให้ฟังในที่ประชุม ท่านออกธุดงค์ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ตามที่ท่านมหากัสสปนำไปปฏิบัติเป็นปกติ ท่านไม่เที่ยวปักกลดตามข้างเสาเรือน ตามข้างตลาด กลางใจเมืองหลวง ธุดงค์แบบนี้ควรเรียกว่าธุดงค์ทำลายพระพุทธศาสนา หรือเรียกตามภาษาฉันว่า ธุดงค์จัญไร รับเงินรับทองรับของมีราคาก็ได้ สร้างความเสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนา ช่างไม่มีใครดูแลว่ากล่าวกันเสียบ้างเลย ปล่อยให้รกตาลิงอยู่ได้ ท่านสมาทานกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุปัชฌาย์ของท่าน เมื่อสมาทาน คำว่าสมาทาน คือ ขอเรียนวิธีปฏิบัติตนเมื่อขณะไปธุดงค์ เมื่อสมาทานแล้วท่านก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปพระพุทธบาท สมัยนั้นหารถยนต์เรือยนต์ที่ไหน ต้องใช้รถเท้าหรือถ่อกันทั้งนั้น เมื่อเข้าเขตสระบุรี ท่านเห็นป่าแห่งหนึ่งว่าทุ่งว่างประมาณร้อยไร่ เห็นหมู่บ้าน ไกลจากทุ่งประมาณ ๒ กิโลเมตร ท่านเป็นหัวหน้า มีพระติดตามมาอีก ๔ องค์ รวมเป็น ๕ องค์ทั้งท่าน สมัยนั้นพระออกธุดงค์อย่างมากไม่เกินชุดละ ๕ องค์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลำบากชาวบ้านที่จะสงเคราะห์

เมื่อท่านเห็นเหมาะ ท่านสั่งพลพรรคปักกลดตามระเบียบของธุดงค์ เมื่อปักกลดแล้วจะมีอันตรายขนาดไหนก็ตามจะถอนกลดหนีไม่ได้ ต้องยอมตายเพื่อธรรมเสมอ เมื่อท่านจะปักกลด ท่านเลือกชัยภูมิที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม คือ เลือกเอาปากทางที่ออกมาจากป่า มีทางเดินออกจากป่าทางเดียวตรงนั้นมีแอ่งน้ำแต่แห้ง แล้วท่านก็ปักกลดตรงแอ่ง กลดของท่านคลุมปากแอ่งน้ำ ทุกองค์ต่างปักกลดเสร็จ พอเรียบร้อยชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ในป่าที่มองเห็นมีบ้านประมาณ ๔ หลังคาเรือน เมื่อเขามองเห็นสีเหลืองก็ทราบว่าเป็นพระมาปักกลด ต่างก็พากันออกมา นำน้ำตาลน้ำดื่มมาถวาย เมื่อพระฉันครบแล้ว เขาก็บอกว่าที่ทุ่งนี้มีโขลงช้างอยู่ ๑ โขลง มันอาศัยอยู่ในป่านี้ มันออกมาอาละวาดเสมอ พระที่มาปักกลดทุ่งนี้ตายเพราะช้างหลายองค์แล้ว เขาขอให้ถอนกลดไปปักใกล้บ้านเขาจะได้ไม่มีภัย ถ้าหากมีก็จะได้ช่วยทัน หลวงพ่อท่านรักธรรมวินัยยิ่งกว่าชีวิต ท่านบอกว่าเมื่อปักกลดแล้วถอนไม่ได้ ถ้าจะมีอันตรายถึงตายก็ยอม เพราะมาเพื่อตายกับธรรม ไม่ใช่มาแสวงหาความสุขทางกาย ชาวบ้านจะอ้อนวอนเท่าไรท่านก็ยืนยันระเบียบ พวกเขาก็จนปัญญาเมื่อเขาหวังดีแต่ไม่มีผล ต่างก็สั่งว่าถ้าบังเอิญช้างออกมาให้เคาะฝาบาตรเขาจะรีบมาช่วย เมื่อเวลาใกล้ค่ำเขาก็พากันกลับ ก่อนกลับแสดงความห่วงใยมาก

เมื่อชาวบ้านกลับ พระก็ต่างเข้าเจริญกรรมฐานตามความสามารถของตน เวลาผ่านไปประมาณ ๒๒ น. ปรากฏว่าฝูงช้างออกมาจากป่าจริง ๆ เมื่อพระจะเจริญกรรมฐาน ท่านสั่งให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นฌาน ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาลแล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนาหรือภาวนาตามแบบ สมถะ ท่านมีอาวุธของท่านครบทุกองค์ พระต่างใช้พรหมวิหารเป็นหลัก เมื่ออารมณ์สบายก็ทรงฌานตามปกติ มันเป็นเรื่องกล้วย ๆ สำหรับพระธุดงค์สมัยนั้น เมื่อฝูงช้างปรากฏมีช้างตัวใหญ่ประเภทสีดอ ช้างงาสั้น ตัวใหญ่มาก ออกมาก่อนช้างตัวอื่น มายืนคร่อมกลดหลวงพ่อปานไว้ ด้วยท่านปักกลดปากทางออกพอดี ช้างตัวอื่นเมื่อจะออกมาต่างก็ต้องเบียดช้างตัวใหญ่ออกมาแล้วเดินไปตามทาง เฉย ๆ ไม่มีใครสนใจกลดพระเลย เมื่อโขลงช้างตัวปกติออกไปหมดแล้ว ช้างตัวเอกจอมเกเรมาล่าสุด ชาวบ้านเรียกมันว่าไอ้เกเพราะงามันบิดเก ไม่ตรงอยู่ข้างหนึ่ง พ่อเกพระเอกของโขลงออกมา คำว่าโขลงเป็นศัพท์ที่เรียกแทนฝูงช้าง ถ้าสัตว์อื่นเขาเรียกว่าฝูง แกเบียดช้างนายฝูงออกมาแล้วแกก็เดินแบบคนเก ตอนนั้นเป็นตอนข้างขึ้นเดือนสว่างมากเพราะใกล้กลางเดือน พระเห็นช้างถนัดทุกเชือก คำว่าเชือกแทนคำว่าตัว นายเกเมื่อเดินมาถึงทุ่งกว้างแทนที่แกจะเดินเข้าป่าตรงข้ามอย่างเชือกอื่น แกก็เริ่มวางท่าทางเกของแกออกมา เมื่อแกเหลียวซ้ายแลขวามองเห็นกลดพระธุดงค์ที่ปักอยู่เป็นระยะ แกมองด้วยใจที่ไม่เป็นมิตร แล้วก็วิ่งเข้าใส่กลดหลวงพ่อทันที



ท่านบอกว่าตอนนั้นฉันมีอารมณ์เป็นปกติ ฉันคิดถึงพระโพธิญาณเป็นอารมณ์ คิดว่าตายเมื่อไหร่ฉันก็จะสบาย คือ ไปนอนรอเวลาที่ชั้นดุสิต ท่านบอกว่าท่านไปของท่านเป็นปกติจนมีอารมณ์รักชั้นดุสิตเป็นกำลังใหญ่ และพอใจพระโพธิญาณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อเจ้าเกวิ่งเข้ามา ท่านบอกว่าท่านไปนอนดูมันอยู่ชั้นดุสิต แบบนี้จะหวาดหวั่นอะไร สำหรับพระที่ไปด้วยท่านบอกว่าฉันมองดูใจเขาทุกองค์ เขาเอาใจจดจ่อพระนิพพานทุกองค์ ฉันเลยสบายใจที่ฉันมีเพื่อนไม่เสียทีที่ร่วมทางกันมา เมื่อเจ้าเกวิ่งมาใกล้กลดท่าน พอได้ระยะงวงเจ้าสีดอที่ยืนคร่อมกลดท่านอยู่ เจ้าสีดอก็เอางวงเหวี่ยงเจ้าเกเข้า ๓ ปับ แต่ละทีเจ้าเกหัวซุกเกือบทิ่มดิน เมื่อหวดเข้า ๓ ทีแล้วก็จับงาเจ้าเกบิด ท่านว่าที่งามันเกคงจะเป็นเพราะอานิสงส์เกเรของมันที่ถูกนายของมันจับงาบิด นั่นเอง เมื่อถูกงาบิดเจ้าเกก็เสียหลักล้มลงอย่างแรง เมื่อนายมันปล่อยปรากฏว่าหมดแรง เดินอย่างช้างสิ้นกำลังเข้าป่าตรงข้ามไป เมื่อเจ้าเกไปแล้วสักครู่ นายมันก็เดินวนเวียนสักพักใหญ่ เห็นพระไม่มีอันตราย ไม่มีใครรบกวนแล้วก็หันมาทางกลดพระคุกเข่าลงชูงวงขึ้น ทำท่าเหมือนจะไหว้ แล้วก็ตามโขลงช้างลูกน้องไปท่านบอกว่าสงสัยว่าช้างตัวนี้จะเป็นช้างพระ โพธิสัตว์ ท่านสงสัยหรือท่านรู้ก็ไม่ทราบ เพราะถ้าพระองค์ไหนดีท่านมักจะใช้คำว่าสงสัยเสมอ เมื่อช้างไปแล้วพระธุดงค์ยังไม่หมดภัย ไม่ใช่เสือหรือหมูมารบกวน คราวนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ พระจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าดี ๆ มีดาวล้อมดูสวยสดงดงามในราตรีนั้น เพียงชั่วเวลาที่ช้างไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อากาศก็มืดเอาเฉย ๆ มืดจนมองไม่เห็นแสงเดือนและดาว ท้องฟ้าเริ่มต่ำ หยาดน้ำเริ่มไหลลงมาจากฟากฟ้า มันมาแบบไม่คอยใคร ต่างคนต่างแย่งกันมา พระมีระเบียบว่าปักกลดแล้วถอนไม่ได้ยอมตายกับธรรม เมื่อช้างไปฝนมาคาาวนี้เจ้าสีดอยอดเมตตาไม่มาช่วยแล้ว ด้วยตัวเองก็อาจจะกำลังหนีฝน ๆ กระหน่ำชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พระนั่งไม่ได้ต้องยืนในกลด ออกก็ไม่ได้ ขณะที่ยืนปรากฏว่าพระลูกน้องปักกลดบนพื้นดินน้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ส่วนหลวงพ่อเองท่านว่าแอ่งมันลึกกว่าพื้นดินประมาณ ๑ ศอก น้ำขึ้นมาถึงโคนขา กว่าฝนจะหายก็ผ่านไปเกือบ ๒ ชั่วโมงโดยประมาณ เมื่อฝนหายแล้วพื้นแผ่นดินไม่แห้ง พระทุกองค์ต่างก็ถือเอาบาตรมารองนั่งตาม ๆ กัน รุ่งเช้าชาวบ้านมาแต่เช้าเห็นพระไม่ตายเพราะอ้ายเก ต่างพากันเลื่อมใสมาก เมื่อเห็นพระเปียกไม่มีผ้าแทน ก็เอาผ้าพื้นผ้านุ่งผู้ชายนุ่งแทนจนกว่าผ้าเดิมจะแห้ง เมื่อจำเป็นนุ่งได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ชาวบ้าน ๕ หลังคาเรือนเลื่อมใสท่าน ขอให้โปรดอยู่ ๓ วัน เมื่อจะจากไปเขาขอของป้องกันเจ้าเก ท่านให้คาถาบทใหญ่และสำคัญที่สุดไว้ คาถาบทนั้นว่าดังนี้ "พุทโธ" ก่อนภาวนาขอให้นึกถึงบารมีพระพุทธเจ้าก่อน และแผ่เมตตาถึงเจ้าเกประกาศเป็นสัมพันธไมตรีกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แล้วจึงภาวนาคาถา ปีต่อไปท่านผ่านไปต้องปักกลดที่นั่นทุกปี ด้วยเขาขอร้อง ปรากฏว่าคาถาของท่านได้ผล เขาพากันบอกว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้าเกไม่เคยอาละวาดเลย ในกาลก่อนเคยทำลายฟ่อนข้าวและทรัพย์สิน เห็นคนก็ไล่แทง เมื่อได้คาถาแล้วมันมาก็ไม่อยากมอง เดินก้มหน้าก้มตาไปเฉย ๆ ผลนี้มาจากไหน ใครทราบบ้าง ถ้าไม่ทราบจะบอกให้ มาจากเมตตาบารมีพระพุทธานุสสติกรรมฐานอย่างไรเล่า วันนี้พักเท่านี้นะ วันต่อไปฟังใหม่ เรื่องธุดงค์ยังไม่จบ
__________________

***ไหว้พระพุทธบาท***

วันนี้วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ วันนี้ฉันไม่ได้นอนฝัน คงไม่เสียเวลาเล่าเรื่องของหลวงพ่อปานตามที่ลูกหลานอยากรู้เรื่อง มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า อย่ามัวเล่นสำนวนกันเลย ฉันเป็นคนแก่ใจร้อน ด้วยทราบว่าเวลาตายใกล้เข้ามาเต็มที มีอะไรพอระบายได้ก็จะรีบระบาย ที่เกินวิสัยพูดเพราะถ้าพูดไปลูกหลานจะลงนรกก็จะงดไม่พูด เพื่อความสุขของลูกหลาน เมื่อหลวงพ่อปานและคณะของท่านมีใครบ้าง ไม่บอกให้ทราบ เพราะเรื่องข้างหน้าหนัก คนที่ร่วมทางยังไม่ตายก็มี จะสร้างความหนักใจให้ท่าน เมื่ออำลาคณะท่านสาธุชนผู้ทรงความดีมีเมตตาแด่พระสงฆ์จริง ๆ ไม่ใช่พระสงฆ์ที่ธุดงค์ปลอม แล้วท่านก็มุ่งเข้าเขตพระพุทธบาท ทางของพระธุดงค์ที่ผ่านเข้าพระพุทธบาทสมัยนั้นไม่มีทางรถ ใช้ทางเกวียนหรือทางเดินเท้าของชาวบ้าน เรื่องทางของดเพราะไม่มีความสำคัญ เมื่อเข้าพระพุทธบาทแล้วต่างก็นมัสการตามปกติของนักบุญ เวลาที่เข้านมัสการไม่ตรงกับเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ทั้งนี้หลวงพ่อท่านให้ความเห็นว่า การมานมัสการในงานเทศกาลคนแย่งกันไหว้ อารมณ์ตั้งมั่นน้อย มาไหว้แบบนี้เงียบสงัด อารมณ์เยือกเย็น มีปีติโสมนัสดีกว่าไหว้ในงานเทศกาลมาก เมื่อเวลายังไม่ใกล้ค่ำเหลือเวลามาก ท่านก็คุยเรื่องพระพุทธบาทให้คณะที่ร่วมทางไปด้วยฟัง ท่านว่าประวัติที่เขาเขียนจะเขียนว่าอย่างไรอย่าคำนึงถึง ทุกองค์จงใช้หลักวิชชา ๓ ใช้ให้เป็นประโยชน์ คำว่า วิชชา ๓ หมายถึง อภิญญาเล็ก คือ มีทิพยจักษุญาณและปุพเพนิวาสนุสสติญาณ สำหรับทิพยจักษุญาณมีผลงานขยายออก มีชื่อต่าง ๆ ดังนี้

ทิพยจักษุญาณ เป็นญาณแม่บท ญาณที่มีผลจากทิพยจักษุญาณ คือ ทำทิพยจักษุญาณได้อย่างเดียว ญาณต่าง ๆ เหล่านี้ ติดตามมา คือ

ก. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคนและสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนและสัตว์ที่เกิดมาจากนรก สวรรค์ หรือมาจากพรหม

ข. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์คนและสัตว์ตามความรู้สึกของอารมณ์

ค. อตีตังสญาณ รู้เรื่องที่ล่วงมาแล้วกี่ชาติก็ได้

ฆ. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องที่จะมีต่อไปกี่ชาติก็ได้

ง. ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เรื่องในปัจจุบันว่า คน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย กำลังทำอะไรอยู่ สบายหรือมีทุกข์

จ. ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลของความสุข ความทุกข์ของคน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ที่มีสุขมีทุกข์อยู่ในปัจจุบัน เพราะความดีความชั่วอะไรให้ผล ความดีหรือความชั่วในอดีตหรือปัจจุบันให้ผล

ฉ. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่ล่วงมาแล้วได้

ตามที่พูดมานี้เพียงสองในวิชชา ๓ เท่านั้น ส่วนอีกข้อหนึ่ง คือ อาสวักขยญาณ การทำกิเลสให้สิ้นไป ยังไม่ใช้ในเวลานี้ หมายถึง เวลาที่ท่านไปธุดงค์กัน เข้าใจว่าขณะไปธุดงค์ยังคงไม่มีใครบรรลุอรหันต์ แต่คณะที่ร่วมทางคงทรงญาณตามที่กล่าวมาแล้วคล่องตัวทุกองค์ เมื่อท่านบอกว่าทุกองค์จงอย่าอาศัยประวัติ เพราะคนเขียนประวัติเอาแน่นักไม่ได้ เพราะเขียนตามความคิดว่าอาจจะเป็นตามนั้นก็ได้ ให้ใช้ญาณที่มีตามลำพัง อารมณ์จะได้ไม่เกาะอุปาทาน ท่านให้เวลาคนละ ๓ นาที แล้วต่างคนต่างให้เขียนตอบท่านว่ามีอะไรสำคัญ ท่านทำแบบนี้เป็นการซักซ้อมคณะของท่านให้คล่องในการใช้ญาณ ทุกองค์เมื่อรับบัญชาไม่มีใครกล้าหลับตา ด้วยเขาคล่องทั้งลืมตาและหลับตา ลืมตาดูเหมือนจะคล่องกว่าหลับตาเสียอีก ต่างก็หยิบกระดาษที่ติดตัวไปออกมาเขียนตรงกันว่า ที่นี่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาจริง นอกจากมีรอยพระพุทธบาทที่ไม่ปลอมซ่อนอยู่ใต้รอยพระพุทธบาทเทียมที่ท่านสร้าง คลุมของเก่าไว้แล้ว ยังมีพระบรมสารีริกธาติที่พระอรหันต์ท่านนำมาบรรจุไว้อีก ๓ องค์ เมื่อทุกองค์ส่งหนังสือถวายท่าน ๆ อ่านแล้วก็ยิ้ม กล่าวว่า พวกเธอพอใช้ได้ แต่ยังไม่ดีแท้ เอาเท่านี้พอคุ้มตัวได้ คืนนี้มาพิสูจน์ความจริงกัน ที่พวกเธอว่ามีพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุมีที่ไหนต้องมีปาฏิหาริย์ที่นั่น

<CENTER> </CENTER><CENTER>
( พระพุทธบาทที่เกาะแก้วพิศดาร จ.ภูเก็ต )

</CENTER>เอาละซี ท่านเกิดจะซ้อมความสามารถของญาณด้วยการพิสูจน์ปาฏิหาริย์ ทุกคนใจระทึกอยากเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ หลวงพ่อท่านกำชับว่าอย่ามีอารมณ์อยากจนเป็นอุทธัจจะกุกกุจจะ คือ อารมณ์ฟุ้งเกินพอดี จิตไม่เป็นสมาธิ พระท่านจะไม่โปรด จงรักษาอารมณ์ให้สงบเป็นปกติ ดำรงฌานเป็นปกติ มีอารมณ์วิปัสสนาเป็นอารมณ์ หวังพระนิพพานเป็นที่ไป ชีวิตเธอและฉันอาจจะตายก่อนแสงจันทร์ที่มองเห็นในค่ำวันนี้ก็ได้ เรามีอันตรายรอบตัว

อันตรายจากสัตว์ร้าย อันตรายจากคนพาล และอันตรายจากลมปราณที่มันอาจจะเกิดหยุดหมุนเวียนเสียเมื่อไรก็ได้ เมื่อมันหยุดเราก็ตาย ตายแล้วจะไปไหน ถ้ามีอารมณ์ฟุ้งซ่านอาจไปอบายภูมิได้ ควรรักษาสมาธิ มีเมตตา และอารมณ์วิปัสสนาที่ไม่มีอารมณ์เกาะ ปล่อยชีวิต ปล่อยทรัพย์สิน ปล่อยญาติ พวกพ้อง บิดามารดา คิดว่าเราไม่มีอะไร แม้แต่ร่างกายมันก็กำลังจะพัง โลกนี้เป็นทุกข์ เทวโลก พรหมโลกก็ไม่สิ้นทุกข์ พระนิพพานเท่านั้นจะทำให้สิ้นทุกข์ ปลดเสียให้หมด อยู่อย่างคนมีความสุข เรื่องปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุเป็นภาระของฉัน พวกเธอยังมีกำลังอ่อน เชิญท่านอาจะไม่ปรากฏ ขอให้เธอจงปล่อยให้เป็นภาระของฉัน โน่นต้นไม้ใบไม้ที่กำลังร่วงโรยหรือสดใส จงไปพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาไม่ใช่เกาะแต่ตำรา จงหาของจริงมาใคร่ครวญ วิปัสสนาท่านให้ดูของจริง ไม่ใช่มัวถ่างตาดูแต่ตำราแล้วก็ติดตำราแจ ของจริงไม่ใช้จะได้อะไรเป็นที่พึ่ง ท่านว่าแล้วท่านก็ขับคณะของท่านให้หาที่พักตามสบาย ต่างคนต่างอยู่ ห้ามรวมกันตั้งแต่ ๒ องค์ขึ้นไป

ตอนนี้หลาน ๆ แปลกใจไหม ทำไมหลวงพ่อท่านเตือนพระของท่านอย่างนั้น ที่เตือนไม่ให้คำนึงถึงพระบรมธาตุ เพราะอารมณ์อยากเป็นนิวรณ์ที่กั้นความดี คือ ตัวทำลายสมาธิ อยากดีอยากชั่วก็ช่างเถอะ ต้องหยุดอยาก ถ้าขืนอยากอารมณ์ก็ฟุ้งหาอารมณ์สงัดไม่ได้ แล้วท่านสอนให้มีอารมณ์เมตตา มีวิปัสสนา ลูกและหลานคงจะเห็นว่า มีอารมณ์คราวเดียวหลายอย่างพร้อมกันเหมือนพ่อครัวหุงข้าว เราต้องการผลคือข้าวที่สุกแล้ว แต่ขณะหุงต้องมีเตา มีเชื้อเพลิง มีเพลิง มีหม้อ มีน้ำ มีอุปกรณ์สำหรับเช็ดน้ำ มันต้องมีพร้อมกันจึงจะมีข้าวสุกได้ จะมีอะไรลำบากสำหรับพ่อครัวถ้าได้รับคำสั่งให้หุงข้าว ด้วยอุปกรณ์มีครบแล้ว และคล่องในการหุงดีแล้ว เรื่องพระคระของหลวงพ่อก็เหมือนกัน ท่านทำจนไม่มีความรู้สึกหนัก จะมีอะไรลำบากลูกและหลานที่นั่งรับฟัง ถ้าอยากดีตามนี้ก็ลองดูบ้างก็ดี ไม่เสียผลประโยชน์ แต่อย่าหวังผลเร็วนักนะจะเสียเรื่อง เอาผลอะไรไม่ได้ ทำไปด้วยความเต็มใจ เชื่อผล ทำตามที่ท่านแนะนำ ความดีที่เป็นความดีไม่ใช่ดีปลอม จะเข้าถึงอย่างไม่มีอะไรหนัก และคงจะแปลกใจที่ท่านไม่สอนวิชาทำพระ ทำตะกรุดแจกเวลาไปธุดงค์ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นกิเลส พระธุดงค์ท่านตัดแล้ว ท่านไปเอาดีกัน ท่านไม่เอาเลวกัน แต่สมัยนี้ท่านคงพากันคิดว่า ถ้าได้ทรัพย์ได้ของมีค่า มีคนรับปวารณาเวลาธุดงค์เป็นของดีกระมัง จึงเห็นธุดงค์แบบมอญแปลงมากเหลือเกิน พระอุปัชฌาย์ควรเตือนสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกเสียบ้าง อย่าทำตนเป็นเต่าใหญ่ไข่กลบ ไม่เหลียวแลพระของตนบ้างเลย จะกลายเป็นต้นตอทำลายความดีของพระพุทธศาสนาไป

---ปาฏิหาริย์พระบรมธาตุ---

เมื่อเวลาใกล้ค่ำ คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข ต่างก็หาที่ปักกลดตามที่ตนเห็นสมควร เมื่อปักกลดเสร็จ ทำวัตรสวดมนต์ตามระเบียบของพระที่เดินไปหาที่ตายเพราะอยู่วัดสบายก่วา ท่านเดินไปกันอย่างชนิดไม่ทราบว่าอาหารมื้อหน้าหรือมื้อนี้จะมีที่ไหน ไม่มีใครสนใจเรื่องอาหาร เพราะคิดว่าตายเดี๋ยวนี้ไปนิพพานเดี๋ยวนี้ ไปนิพพานดีกว่าอยู่เป็นพระกินข้าว เมื่ออารมณ์ทุกท่านเป็นอย่างนี้ นอกจากหลวงพ่อปานท่านปรารถนาพระโพธิญาณอย่างเดียว แต่ท่านก็มีชั้นดุสิตเป็นที่ไปเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว สมัยก่อนท่านสอนไปนิพพานช้า ไม่ใช่โตแล้วเรียนลัด แต่ท่านหวังผลแน่นอน ถ้ามีอารมณ์ถึงสวรรค์ชั้นกามาวจร ท่านก็สอนให้ไปชั้นที่ตัวมีวาสนาถึงเป็นประจำวันเพื่ออารมณ์จะได้ผูกพัน เมื่อตายอารมณ์จะแจ่มใส มีที่ไปแน่นอน หรือท่านองค์ใดไปพรหมตามกำลังฌานได้ ท่านก็ไปของท่านเป็นประจำ พวกที่เบื่อสวรรค์กามาวจรหรือพรหม มีอารมณ์ถึงพระนิพพาน ถ้าได้มโนมยิทธิต่างก็ไปนอนนิพพานเป็นปกติ ตอนนี้พวกนักธรรมอาจจะสงสัยว่านิพพานนี่สูญนี่เจ้าประคุณ ไปนอนกันได้อย่างไร เอาอย่างนี้นะ ขอตอบแบบนักเทศน์ก่อน เพราะนักธรรมเป็นพวกนักเทศน์ เมื่อนิพพานสูญเรามีอารมณ์ถึงนิพพานได้และได้มโนมยิทธิ เราก็ไปนอนมันที่สูญตามที่เราเข้าใจ มันจะสูญแบบหมดไปเหมือนกระดาษเผาไฟหรือสูญจากอำนาจกิเลสตัณหาก็ตามใจเถิด นอนมันตรงนั้นแหละ ทีนี้ถ้าตอบอย่างนักปฏิบัติตามลำดับคำสอนก็ไม่มีอะไรยาก เราไปสวรรค์ได้ไปพรหมได้ ทำไมจะไปนิพพานไม่ได้ ถ้าอารมณ์เราละเอียดพอที่จะเข้านิพพานได้ ถ้าสงสัยเชิญทำให้ถึงจะหมดสงสัยเอง นักปฏิบัติต้องค้นคว้าด้วยการทำจริง ไม่ควรยึดอุปาทานที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นหลัก ถ้าคิดอย่างนั้นไม่มีทางถึงอะไรเลย

คุยฟุ้งไปเสียนาน ลูกหลานคงอยากจะฟังเรื่องพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์กันแย่แล้ว ฉันมันคนแก่ ลงได้บ่นอะไรแล้วก็มักจะบ่นเลอะเทอะเสมอ พวกลูกหลานจงจำไว้เมื่อเวลาที่เธอแก่ลงมากแล้ว อย่างไหนที่ฉันทำไว้หรือคนแก่คนอื่นทำไว้เห็นว่าไม่ดีจงอย่าลอกแบบไปทำ จงเป็นคนแก่ที่ทรงอารมณ์ปกติ ดีกว่าเป็นคนแก่ขี้บ่นอย่างฉัน ฉันคงรักพระพุทธศาสนามากไปกระมัง เรื่องของฉันเองไม่ใคร่บ่น แต่เห็นใครทำให้พระศาสนาผันแปรฉันอดบ่นไม่ได้ ถ้ารำคาญจงคิดว่าเราฟังเสียงลิงของหลวงพ่อบ่นให้ฟังก็แล้วกัน และจงภูมิใจที่ฟังเสียงสัตว์ดิรัจฉานรู้เรื่อง คงจะโก้กว่าคิดว่าฟังเสียงตาแก่บ่น


<CENTER>
กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม

( พระบรมธาตุจากพม่า )

</CENTER>เมื่อยามค่ำมาถึงเวลาประมาณ ๒๐ น. อากาศกำลังสบาย ท่านเรียกพระเข้าประชุมให้ทุกองค์ทรงพุทธานุสสติกรรมฐานจนจบอารมณ์ทรงฌานตาม ความพอใจของท่าน ท่านตรวจของท่านรู้ ไม่ต้องมานั่งถามให้ลูกศิษย์โกหกอาจารย์ เมื่อท่านพอใจแล้วท่านสั่งให้ทุกคนถอนออกจากฌาน ตั้งอารมณ์อยู่อุปจารสมาธิ เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของพระชุดนั้น เมื่อทุกองค์ทรงอุปจารสมาธิพร้อมแล้ว ท่านเปล่งวาจาดัง ๆ ว่า ด้วยข้าฯ เคยบำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ถ้าการบำเพ็ญบารมีนี้จะเป็นปัจจัยให้ข้าฯ ได้บรรลุพระโพธิญาณในอนาคตแล้ว ขอสมเด็จองค์พระประทีปแก้วสัมมาสัมพุทธเจ้า โปรดแสดงปาฏิหาริย์ให้เป็นมหัศจรรย์ จะเป็นปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามแต่พระพุทธองค์จะทรงเมตตา เพื่อปลูกฝังศรัทธาของพระที่ร่วมเดินทางมา ณ บัดนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า แล้วท่านก็เข้าสมาธิ บรรดาลิงหน้าพลับพลาทั้งหลายก็เข้าสมาธิบ้าง เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่าพยายามขี้ตามช้าง เมื่อเห็นช้างขี้ลิงก็ขี้บ้าง แต่ทว่าจะขี้ก้อนเท่าช้างหรือไม่ ไม่สำคัญ ขอให้ขี้อย่างช้างได้ก็แล้วกัน เมื่อต่างคนต่างขี้ตามช้าง เวลาผ่านไปไม่ถึง ๒ นาทีก็ปรากฏเป็นดวงดาวดวงใหญ่ ประมาณว่าผ่าศูนย์กลางสัก ๒๐๐ เซนต์กว่า ใหญ่เหลือเกิน ขึ้นมาจากยอดเขาที่พระพุทธบาท มี ๓ ดวงด้วยกัน มีแสงสว่างมาก หลวงพ่อปานมีคำสั่งให้บรรดาลิงหน้าพลับพลาทั้งหลายลืมตาชมพระพุทธบารมี ดวงดาวดวงนั้นตั้งอยู่ที่ยอดเขานานประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ลอยวนรอบเขา ๓ รอบ แล้วมาตั้งอยู่ที่พระพุทธบาทนานประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ เลื่อนไปที่เดิมอย่างช้า ๆ หลวงพ่อปานท่านกราบ พวกลิงหน้าพลับพลาก็กราบ กราบด้วยอารมณ์ปีติชุ่มชื่น เมื่อดวงดาวหายเข้าที่เดิมหลวงพ่อสั่งเจริญพุทธานุสสติตลอดเวลาที่ตื่นอยู่

ลูกหลานทั้งหลาย พระที่ไปคราวนั้นแต่ละท่านบอกว่าเกิดธรรมปีติบอกไม่ถูก ตลอดคืนไม่มีใครหลับ อารมณ์โพลงตลอดคืน อารมณ์สมถะและภาวนาแจ่มใสกว่าที่เคยทำมาแล้วหลายเท่า เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีอะไรสงสัย เชื่อมั่นในหลวงพ่อปานว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีแก่กล้าจริง ความเชื่อ ๒ ประการนี้เป็นผลใหญ่ ทำให้ไม่มีใครหลับ เมื่อไม่หลับก็ต้องออกเที่ยวเป็นการสร้างความเพลิดเพลินให้แก่อารมณ์ การเที่ยวไม่ได้เที่ยวป่า ด้วยเกรงว่าเสือจะอ้วนเร็วเกินไป สถานที่เที่ยวก็คือกามาวจรทุกชั้น พรหมโลกทุกชั้น และไปหยุดเอาที่นิพพานที่พวกนักธรรมว่าสูญ ไปไหนมีเจ้าถิ่นต้อนรับด้วยดีอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์แจ่มใส ร่างที่ออกไปใสกว่าเดิมหลายเท่า เรื่องคบอาจารย์ชั้นจานแก้วนี่ดีนัก ดีกว่าคบจานถ้วยเพราะแตกง่าย จานกะละมังก็มีกระเทาะ จาน ๒ อย่างความสวยสดสะอาดน้อยกว่าจานแก้ว จานแก้วสะอาดกว่ามาก ศักดิ์ศรีก็ดีกว่าเยอะ อาจารย์ผู้สอนธรรมก็เหมือนกัน ถ้าไปพบจานกะละมังหรือจานถ้วยก็แย่หน่อย พบจานแก้วก็บุญตัว เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม ช่วยอะไรใครไม่ได้ พระชุดนั้นท่านมีบุญ ท่านพบจานแก้วท่านก็เลยเป็นแก้วไปด้วย แต่ละท่านต่างเอาตัวรอดได้ไปตาม ๆ กัน เรื่องนี้หมดเท่านี้ วันนี้พักเท่านี้นะเพราะฉันมีงานมาก ต้องมีภาระเป็นพ่อบ้านเอง ขอพักไปทำงานอื่นก่อน วันพรุ่งนี้ถ้ามีเวลาจะเล่าให้ฟังใหม่ แต่ไม่แน่นัก ด้วยพวกศาลไม่ใช่ศาลเจ้าเป็นศาลตัดสิน เขาว่าเขาจะมาหา ถ้าเขามาก็คงไม่มีเวลาคุย ถ้าเขาไม่มาจะเล่าเรื่องพระพุทธฉายให้ฟัง มีปาฏิหาริย์เหมือนกัน ที่แปลกออกไปก็คือ พระเขียนที่ร่วมเดินทางไปด้วยเกือบเสียทียักษ์ เ อาไว้รู้กันวันหน้า วันนี้เหลืออีก ๑๕ นาทีจะเข้า ๑๑ น. จะพักฉันเพล และทำงานอื่น ขอลูกหลานทุกคนที่รับฟังจงทรงตัวอยู่ในความดีโดยธรรมรวมทั่วกันเถิด

---นมัสการพระพุทธฉาย---

เมื่อคณะธุดงค์ทั้งห้า มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข นมัสการพระพุทธฉาย และอยู่ในบริเวณนั้นรวม ๒ วัน เมื่อมีความอิ่มในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควรแก่ ความประสงค์แล้ว ปูชนียสถานที่คณะธุดงค์ทั้งห้าต้องการนมัสการอีกก็คือ พระพุทธฉาย เขตสระบุรีเหมือนกัน แต่ต้องเดินทางไปทางตะวันออก และล่องใต้นิดหน่อย เรื่องทางที่จะไปเป็นภาระของหลวงพ่อปาน เมื่อก่อนออกเดินทางต่างก็เจริญพุทธานุสสติเพื่อเป็นการถวายความเคารพในพระ พุทธเจ้า จนเข้าอยู่ในระดับฌานสูงสุดเท่าที่แต่ละท่านจะทำได้ แล้วถอยสมาธิออกจากฌานมาตั้งอยู่ในอารมณ์สมาธิขั้นอุปจารสมาธิ่ พิจารณาวิปัสสนาญาณเต็มระดับ คือ ปล่อยหมด เห็นว่าโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก ไม่มีอะไรน่ารักน่าพอใจ มีอารมณ์ยึดพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง เมื่ออารมณ์ละเอียดปลดได้ตามความพอใจแล้วก็เข้าฌาน ๔ ในสมถะใหม่ ทำให้ฌานกลายเป็นผลสมาบัติไป เมื่อความอิ่มในพระพุทธบารมีเต็มตามความพอใจแล้ว ทุกท่านก็นมัสการอีกวาระหนึ่ง ทำวัตรขอขมาโทษหากจะพึงมีการพลั้งพลาดเพราะประมาทหรือด้วยรู้เท่าไม่ถึง การณ์ถ้าหากจะพึงมี เป็นการป้องกันความผิดไว้ก่อน แล้วแต่ละท่านก็ออกเดินทางไปพระพุทธฉาย การเดินทางรอนแรมจากพระพุทธบาทไปพระพุทธฉายระยะทางไม่ไกลนัก แต่คณะธุดงค์ชุดนี้ก็เดินทางอย่างพระธุดงค์ ไม่ใช่เดินดงคือค่อยไป เดินประมาณวันละ ๕ กิโลเมตร ไปตามสบาย พักตามสบาย เพราะสมัยนั้นไม่มีอะไรไม่สบาย ไม่ผ่านตัวเมืองสระบุรีเพราะไม่ต้องการพบบ้าน ไม่อยากรบกวนอาหารจากชาวบ้าน ได้อาศัยอาหารจากต้นไม้เป็นอาหารหลัก


แต่ก็ไม่สมาทานเป็นลิงขึ้นยอดไม้เพื่อเก็บผลไม้รับประทาน ด้วยคณะธุดงค์เชื่อว่าเทวดาประจำต้นไม้มี ไม่ใช่เป็นเรื่องของพราหมณ์พูดเล่นพล่อย ๆ เมื่อเชื่อว่าต้นไม้มีเทวดาก็เลยถือโอกาสขอข้าวจากเทวดากิน เพราะเทวดาไม่ต้องหุงข้าว แกคงไม่ลำบากนักเมื่อขอจริง เทวดาก็มีอาหารให้จริง เมื่อได้เท่าไรก็ตาม กินแล้วอิ่มพอดีตลอดทั้งวัน และอิ่มจนกว่าจะถึงรอบใหม่ ไม่หิว ไม่เพลีย แม้น้ำก็ไม่กระหาย ใครว่าเทวดาตามต้นไม้เป็นเทวดาพราหมณ์ก็ช่างปะไร จะเป็นเทวดาพราหมณ์หรือเทวดาพุทธ เราก็เอาข้าวกินได้ จะเสียหายอะไร

เมื่อเดินทางโดยลัดตัดป่าเป็นสรณะ แปลว่า ที่พึ่ง คือ พึ่งป่า เพราะร่มรื่นไม่ร้อนจากแสงอาทิตย์มากนัก เป็นสถานสงัด ภาษาพระท่านเรียกว่า กายวิเวกคือสงัดกาย หมายถึงไม่หนวกหู ชาวบ้านคุยกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ยั่วเย้าเคล้ากามารมณ์กันบ้าง อาการอย่างนี้พระธุดงค์รำคาญ ด้วยมีความประสงค์สงัดกายเป็นอันดับแรก และต้องการความสงัดที่ ๒ ก็คือ จิตวิเวก ที่เอาศัพท์วัด ภาษาวัดมาเขียนและพูดไว้ก็เพื่อให้ลูกหลานที่ไม่ใคร่ได้เข้าวัดจะได้รู้ภาษา วัดไว้บ้าง ด้วยพวกนักคุยอวดวัดชอบใช้ภาษา แต่เขาไม่ใคร่ชอบใช้ปฏิปทา คือ พูดได้ แต่การปฏิบัติไม่ค่อยเอาไหน แม้พระนักเทศน์ที่เทศน์สอนชาวบ้านก็เถอะลองไปถามแกเข้าเถอะ ดีไม่ดีแกบอกว่าแกไม่ว่างทำเองเพราะงานสอนชาวบ้านมากเกินไปแกเลยไม่มีเวลาทำ เอง พระอย่างนี้น่าเห็นใจท่านที่ชาวบ้านรบกวนเวลาท่านมาก ควรจะเลิกรบกวนท่าน เพื่อท่านจะได้สงเคราะห์ตัวเองสะดวก วิธีสงเคราะห์ก็คือไม่นิมนต์ท่านเทศน์หรือนิมนต์เทศน์ไม่ถวายเงิน เท่านี้ก็หมดเรื่อง ท่านจะได้ว่างทำเองเสียบ้าง หนวดเคราของท่านจะได้เกลี้ยงเกลาคล้ายหัวฉัน เธอดูหัวฉัน ๆ จะโกนหรือไม่โกนมันก็ล้านมากเข้าทุกวัน ฉันดีใจที่หัวฉันล้าน เพราะเป็นที่ยอมรับถือ กรรมฐานอันดับแรกที่ฉันบวช ท่านอุปัชฌาย์ท่านสอนว่าเกศา ผม มันไม่เที่ยง มันเกิดแล้วก็เสื่อม ตอนต้น ๆ ไม่เชื่อ เห็นมันดกดำดี หนาทึบ มาตอนนี้ชักเห็นจริงที่มันพยายามล้านมากขึ้นทุกปี ฉันดีใจที่กรรมฐานหัวฉันเป็นจริงตามที่ท่านอุปัชฌาย์ท่านว่า
แอบมาคุยอวดหัวล้านเพลินไปเสียแล้ว ว่ากันด้านสงัดที่ ๒ คือ จิตวิเวก สงัดจิต ได้แก่ อารมณ์ฌาน เมื่อจิตจะเป็นฌานได้ต้องปราบนิวรณ์ ๕ สงบ เมื่อนิวรณ์ ๕ สงบจิตก็สงัดจากนิวรณ์ ท่านเรียกว่า ฌาน เมื่อกายวิเวกเพราะไม่มีเสียงชาวบ้านรบกวน อารมณ์ก็เป็นสมาธิง่าย เรียกว่าเข้าฌานสบาย เมื่อวิเวกทั้งสองได้แล้วก็ต้องการวิเวกที่ ๓ ต่อไป คือ อุปธิวิเวก แปลว่า สงัดกิเลส อันนี้ไม่ยาก เมื่อสมาธิดีแล้ว ทรงฌานเต็มกำลังได้แล้ว ก็เอาฌานเป็นบาท คือ ที่ตั้งอารมณ์ แสวงหาความจริงมาใคร่ครวญ ทรงอารมณ์ให้เห็นจริงตามความเป็นจริง มันเป็นเรื่องกล้วย ๆ ของท่านที่ทรงฌาน และไม่คิดว่าฌานเป็นของเลิศ พยายามแสวงหาความบริสุทธิ์ของจิตต่อไป พระที่เดินทางร่วมกับหลวงพ่อปานคราวนั้น เป็นพระทรงสมาบัติ ๘ ทั้งหมด เมื่อทรงสมาบัติ ๘ แล้ว เป็นพระทรงฌาน ๒ ในวิชชา ๓ ทั้งหมด ส่วนอภิญญานั้นใครจะทรงได้บ้างคณะของท่านไม่ได้บอก เมื่อเจ้าของไม่บอก ฉันจะแอบไปรู้เกินท่านบอกมันอาจจะเกินพอดีไป เขาจะว่าหัวล้านนอกครู หรือ หัวล้านทะเล้น ไม่รู้ดีกว่า จะได้ทรงความหัวล้านไว้เป็นปกติ คือ มันล้านแล้วมันจะได้ไม่มีผมยาวขึ้นมาอีก ฉันมันเลอะเทอะใหญ่แล้ว ลูกหลานรำคาญที่จะฟังหรือยัง วันนี้ฉันเผลอไป ลืมบอกไปว่าวันนี้เป็นวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ยังเช้ามาก พวกศาลในเมืองเขายังไม่มา ก็เลยหาโอกาสคุยกับลูกหลานแก้รำคาญไปพลาง ๆ แต่ทว่าทำให้ลูกหลานรำคาญหรือเปล่าไม่รู้ ใครรำคาญก็เฉยไว้ ไม่รำคาญก็ตั้งใจฟังต่อไป เรื่องพระพุทธฉายนี้ต่อไปข้างหน้ารบกันใหญ่ จะพบพระทะเลาะกับยักษ์ คำว่ายักษ์นี้ไม่ใช่ยักษ์ทศกัณฐ์ หรือยักยอก เป็นยักษ์ผี ฟังกันต่อไป
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>
กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม

( พระพุทธฉายที่ถ้ำฤาษี เขางู จ.ราชบุรี )
</TD><TD vAlign=center>เมื่อรอนแรมมาในระยะทางใกล้ ๆ แต่เดินไม่ใคร่ถึง เพราะเดินกันแบบธุดงค์ ไม่ใช่เดินดงจะให้รีบไปพ้นป่า คณะนี้เป็นคณะอาศัยป่า สมาทานเป็นอรัญวาสีแท้คือไม่อยากเห็นบ้าน ไม่อยากกินข้าวชาวบ้าน เพราะรำคาญ ลำบากในการกินที่รสอาหารชาวบ้านมีกลิ่นคาว อาหารจากต้นไม้ไม่มีกลิ่นคาว กินแล้วอิ่มสบาย ไม่กระหายน้ำ ดีกว่าอาหารชาวบ้านเยอะ อ้ายสองลิงมันถึงไม่ยอมเข้าบ้านเข้าเมือง ชวนเท่าไรมันไม่เอา มันบอกว่ามันไม่ได้เป็นขี้ข้าชาวบ้าน มันอยู่ป่าของมันสบายกว่า ด้วยอาหารป่า การอยู่ป่าสบายบอกไม่ถูก เมื่อถึงพระพุทธฉาย เรื่องก็เป็นไปตามเดิม ท่านให้ทุกองค์เข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ ฟังแล้วอย่าคิดว่ายากนะ เขาใช้เวลากันไม่ถึงครึ่งวินาทีก็เต็มแล้ว ด้วยปกติมันคอยจะเต็มอยู่แล้ว ยิ่งเดินป่าอารมณ์ยิ่งเต็ม ก่อนออกเดินต้องเข้าฌาน ๔ เต็มอัตราก่อน แล้วถอยมาตั้งอยู่ระดับปฐมฌานหรืออุปจารฌาน พร้อมที่จะเข้าฌาน ๔ ได้อย่างฉับพลัน เมื่อได้รับบัญชาว่าทุกองค์จงเข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ ต่างก็ทราบว่าหลวงพ่อจะได้พิสูจน์ความจริงเรื่องพระพุทธฉายอีกแล้ว ต่างก็เข้าฌาน ๔ ในอาโลกกสิณทันที ปับเดียวถึงเลย หายใจเข้ายังไม่ทันหายใจออก ลมหายใจมันก็หายไปเลย เป็นอันว่าฌาน ๔ มาถึงแล้ว ไม่เห็นยากเลย เมื่อท่านตรวจเห็นว่าทรงฌานดีอารมณ์สะอาด ท่านบอกให้ทดสอบเรื่องพระพุทธฉายว่าพระพุทธเจ้ามาฉายไว้จริงหรือเปล่า มีใครเป็นต้นเหตุให้พระพุทธเจ้ามาฉาย</TD></TR>< /TBODY></TABLE>
คณะสี่ลิงหน้าพลับพลาต่างก้ตรวจตามความสามารถ ผลงานที่เขียนไว้ตรงกัน คือ เห็นแถวบริเวณพระพุทธฉายเป็นเขตใกล้ทะเล มีคน ๒ คน คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ สูง ผิวขาว หน้ามน ๆ อีกคนหนึ่งผิวดำ สันทัดคน ร่างเล็กกว่าคนก่อน เป็นหัวหน้าสร้างที่พักด้วยไม้เหลือง เสร็จแล้วมีพระนิมนต์พระพุทธเจ้ามาพร้อมด้วยพระสาวกไม่กี่รูป เมื่อพระองค์ทรงเทศน์จบแล้วจะกลับ เขา ๒ คนขอให้พระองค์ทรงทำของที่ระลึก ท่านเลยเนรมิตรูปท่านกับพระอัครสาวกทั้งสองไว้เพื่อให้เขาบูชา เมื่อผลงานปรากฏต่างก็ถวายอักษรสาร แต่ไม่ใช่ตราตั้ง เป็นสารผลงาน หลวงพ่อตรวจแล้วท่านชมว่าดี แต่ยังมีผลน้อยไป ควรรู้มากกว่านี้ แล้วท่านก็ว่าดีแล้ว พวกแกเอาตัวรอดได้ เดินห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว ระวังให้ดีนะ ถ้าเผลออาจลงนรกได้ไม่ยาก ทำเกือบตายท่านว่าห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว แล้วก็พวกที่เขาว่าเป็นฝ่ายคามวาสีไม่เอาไหนสักอย่ง ชาวบ้านเอาหนังสือสมถวิปัสสนาให้อ่าน เพื่อนบอกว่าไม่ว่าง ไม่ใช่ฝ่ายอรัญวาสี แกบวชของแกยังไง อุปัชฌาย์ไหนบวชให้ ไม่สั่งสอนกันเสียบ้างเลย ได้เงินค่าจ้างบวชแล้วก็หายไปหมด แบบเต่าใหญ่ไข่กลบ ไม่โผล่หน้าโผล่ตามาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาเสียบ้างเลย ปล่อยให้พระในพุทธศาสนาขายหน้าไปตาม ๆ กัน พูดกับเขาได้ว่าตนเป็นฝ่ายคามวาสี พวกอยู่ในบ้านในเมืองเจริญสมถภาวนาไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ พวกที่เจริญสมถภาวนาต้องเป็นอรัญวาสี พวกอยู่ป่า

ถามจริง ๆ เถอะ สมัยพระพุทธเจ้า พระคามวาสีมีจำนวนเท่าไรที่บรรลุอรหัตผล ฝ่ายอรัญวาสีมีจำนวนเท่าไร ท่านโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรท่านก็เป็นฝ่ายคามวาสี ทำไมท่านเป็นพระอรหันต์ได้ พระแบบนี้บวชอุปัชฌาย์ไหนนะ อยากรู้จริง ๆ ให้ท่านดูพระไตรปิฎกเสียบ้าง พระอย่างนี้มีมากเท่าใดก็ทำให้พระศาสนาเศร้าหมองมากเท่านั้น เลี้ยงขโมยเราก็เป็นขโมยด้วย เลี้ยงผู้มีอารมณ์สงเคราะห์ เราก็เป็นนักสงเคราะห์ด้วย เลี้ยงพวกทำลายศาสนาเราจะเป็นอะไร พวกนี้เขาจะเดินห่างนรกสักกี่วา พวกทรงสมาบัติ ๘ ได้วิชชา ๒ ใน ๓ อภิญญาไม่ทราบท่านได้หรือไม่ ด้วยท่านไม่ได้บอก หลวงพ่อท่านว่าเดินห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว ตามขวางนิ้วของท่าน ท่านทำท่าให้ดู ไม่ใช่นิ้วฟุต แล้วพวกคามวาสีไม่เอาไหนเลย อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา กฎที่พระจำต้องทำไม่ใช่ว่าควรทำ คำว่าจำต้องทำมันเป็นกฎตายตัวหรือข้อบังคับ ตัวไม่ทำ ชาวบ้านทำได้ พระทำไม่ได้ มันไม่เลวเกินไปหรือหลวงพ่อ พวกนี้เขาจะเดินห่างนรกสักกี่วา ลืมถามหลวงพ่อท่านไป ดีไม่ดีพญายมเบื่อความเลวที่ไม่เอาไหนอาจจะปล่อยเป็นสัมภเวสีไปตามอารมณ์ก็ ได้ เมื่อท่านสั่งให้พิสูจน์เพื่อฝึกซ้อมศิษย์ในด้านการใช้ญาณเพื่อผลในการช่วย ตัวเองแล้ว ท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านจะมาฉายไว้ จริงหรือไม่ค่ำวันนี้ก็รู้กัน ฉันจะพิสูจน์อย่างที่พระพุทธบาท

เมื่อยามค่ำปรากฏการพิสูจน์ก็มีขึ้น พิธีอย่างเดียวกัน แต่ผลที่ปรากฏไม่ใช่ดวงดาว ปรากฏเป็นรูปพระพุทธเจ้าอย่างพระสงฆ์ ไม่ใช่แบบเชียงแสนหรือสุโขทัย อู่ทอง เป็นพระสงฆ์เราเอง สวยบอกไม่ถูก พระทุกองค์จำได้ เพราะเห็นเป็นปกติ มีรัศมีช่วงโชติพุ่งออกจากพระวรกาย สยงามมาก ดูเหมือนคล้ายเอานีออนไปประดับ แต่สวยกว่าแสงไฟฟ้ามาก มีพระโมคคัลลาน์พระสารีบุตรนั่งองค์ละข้าง ลืมตาดูสบาย ดูแล้วก็เกิดธรรมปีติ ไม่ต้องบรรยายดีกว่า พูดไปก็ซ้ำกัน รำคาญเปล่า ๆ เมื่อถึงเวลาดึกประมาณ ๒๔ น. เรื่องเวลานี้ต้องถือว่าไม่ตรงเสมอไป ต้องใช้คำว่าประมาณเพราะกะเอา ไม่มีนาฬิกา ใช้แต่นาฬิกากะ คือ กะเอาอย่างนั้นเอง เพราะฉันข้าวเวลาเดียว เรื่องอะไรจะต้องดูนาฬิกา เรื่องถึงไหน เมื่อไรไม่ใช่ธุระ ไปกันตามสบาย ไปตามอารมณ์ อยากไปก็ไป ไม่อยากก็พัก ไม่มีกำหนดแน่ว่าจะเดินเมื่อไร พักเท่าไร เมื่อเวลา ๒๔ น. ผ่านไป ต่างก็เข้ามุ้งนอนตามปกติ แต่ไม่มีใครหลับ เพราะธรรมปีติเบิกลูกตา พอเวลาผ่านไปประมาณ ๒ น. ดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้าเริ่มจะหาย เพราะท่านไม่อยากอยู่ตลอดคืน มีแสงดาวค่อยสว่างเต็มที่ ต่างก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานพูดในกลดของท่านว่า นั่นใครมายืนอยู่ข้างกลดพระเขียน ทุกองค์มองไปก็ไม่มีใคร เห็นแต่ต้นไม้สูงมาก สูงขนาดยอดยางเห็นจะได้ ต้นยางขนาดสูงนะ ไม่ใช่ต้นยางขนาดฟุตเดียว ต่างก็แปลกใจ ที่ตรงนั้นขณะปักกลดไม่มีต้นไม้แล้วต้นไม้นี้มามีขึ้นได้อย่างไร มองไปด้านบนเห็นกิ่งไม้สองกิ่งแกว่งไปแกว่งมา ดูท่อนล่างเห็นเป็นต้นไม้แฝด มีลำต้นสองต้นเบื้องล่าง แต่พอสูงขึ้นไปต้นไม้กลับรวมเป็นต้นเดียว มีกิ่งสองกิ่งแต่ก็ห้อยลงมาขาพับตามต้นแกว่งไปแกว่งมา ปลายกิ่งมีก้านสั้น ๆ กิ่งละ ๕ ก้าน มองสูงขึ้นไปบนยอดเห็นมีไฟแดง ๒ ดวง ทุกองค์มองดูอยู่ในกลด เมื่อเห็นทั่วตัวต่างก็ทราบว่าไม่ใช่ต้นไม้ เป็นยักษ์ ไม่มีใครสะดุ้ง เสียงหลวงพ่อปานถามต่อไปว่ามายืนอยู่ทำไม เจ้าหมอนั่นนิ่งสักครู่หนึ่งแล้วมันพูดว่า ผมขอพระองค์นี้ได้ไหมครับ พระองค์นั้นคือพระเขียนที่ร่วมทางไปด้วย เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเหมือนกัน เสียงหลวงพ่อตอบว่าไม่ได้ ญาติโยมเขาฝากมา จะเอาไปไม่ได้ เจ้าตาแดงสูงเหมือนต้นตาลมันยืนนิ่งสักครู่หนึ่ง มันก้มลงมองที่กลดพระเขียน เสียงมันพูดว่าไม่ให้ก็ไม่เอา ลาละ มันพูดแล้วมันก็เดินหายไปทางทิศตะวันตก
เมื่อเจ้าต้นไม้ประหลาดหายไปแล้ว ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานร้องถามมาว่า ใครไม่หลับบ้าง นิมนต์มาหาฉัน ทุกองค์ปรากฏว่าไม่มีใครหลับเลย และต่างก็ได้ยินหลวงพ่อปานพูดกับเจ้ายักษ์ดำ เห็นเหตุการณ์ตลอดเหมือนกันทุกองค์ เมื่อพระมาประชุมพร้อมกัน ท่านก็บอกให้พระทุกองค์ทราบว่า พระเขียนเข้าสู่เขตกาลมรณะ จะต้องตายตามวาระของอายุขัย แต่ทว่าอาศัยความดีที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ทรงสมาธิและวิปัสสนาญาณ ประกอบกับมาธุดงค์ เป็นกาลที่ท่านพอจะขอร้องเขาไว้ได้ชั่วขณะเดียว เมื่อกลับถึงวัดแล้วท่านบอกว่า อาจจะประวิงเวลาไม่ได้อีกนานนัก ขอให้พระเขียนและทุกองค์เตรียมตัวพร้อมที่จะตายได้ อะไรที่ไม่เกินวิสัยที่จะทำ นั้นคือ วิปัสสนาญาณ ให้ขยันหมั่นเพียรให้มาก ชำระจิตใจให้สะอาดเป็นปกติ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จงวาางภาระว่าเราของเราเสียให้สิ้น ด้วยไม่มีอะไรเลยเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายก็มีเจ้าของคือมรณภัยมันมาทวงคืน ทุกองค์รับคำสอนด้วยดี มีท่านหนึ่งในจำนวน ๔ ท่านถามท่านว่า หลวงพ่อทราบหรือไม่ว่าพระเขียนจะต้องเข้าระยะมรณะในวันนี้ ท่านบอกว่าท่านทราบมาก่อน ท่านทราบมาจากนายบัญชี ท่านรู้จักกับเขาดี ที่ชวนมาธุดงค์ด้วยและคุณเขียนก็เต็มใจมา ไม่ใช่ชวนมาประวิงเวลาเพื่อให้ตายช้า ชวนมาเพื่อให้ทำความดีให้สมควรแก่วาสนาบารมี ถ้าอยู่ที่วัดจะทำความดีไม่เท่ามาธุดงค์ แล้วท่านก็สอนอารมณ์วิปัสสนาย่อ ๆ เพียงให้คิดว่า เราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราไม่ต้องการมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เรามีพระนิพพานเป็นที่ไป ท่านให้พระเขียนเจริญอุปสมานุสสติ คือ การคิดถึงพระนิพพานเป็นปกติ ที่เขาให้ภาวนาว่า นิพพานัง นั่นแหละ


<CENTER></CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER>
เมื่อสนทนากันไม่นาน มันอาจจะนาน แต่คณะธุดงค์อาจจะชุ่มชื่นในพระพุทธานุภาพและประสบกับสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะ ได้พบมาก่อน มองไปดูท้องฟ้าเห็นใกล้สว่าง มีท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่าที่มาทวงชีวิตพระเขียนเป็นใคร ท่านบอกว่ายักษ์ ถามว่าเขามาทวงเพราะเป็นเจ้ากรรมนายเวรหรือ ท่านบอกว่าไม่ใช่ เขามาตามหน้าที่ เมื่อเขามีหน้าที่มารับเขาก็ต้องมา ถามท่านว่าถ้าพระเขียนตายเวลานี้จะไปทางไหน นรกหรือสวรรค์ หรือพรหมโลก หรือนิพพาน ท่านบอกว่าสุดแล้วแต่พระเขียนจะชอบใจ ชอบใจอย่งไหนก็ไปได้ตามชอบใจ เมื่อตายแล้วจะไปทางไหนก็ไปได้ตามชอบ ท่านโคธิกะท่านเชือดคอตายเพราะเบื่อสังขาร มันป่วยเสมอ ท่านไปนิพพาน พระเขียนจะชอบใจอะไรก็เป็นเรื่องของเธอ ท่านเล่นใบ้หวยแบบนี้ไม่มีใครแทงถูก เมื่อถามพระเขียนเอง ท่านบอกว่าท่านเบื่อขันธ์ ๕ เบื่อชีวิต เบื่อหมดทุกอย่าง เมื่อท่านเบื่ออย่างนี้แล้วท่านจะลงนรกก็ตามใจท่าน พอรุ่งสางท้องฟ้ามีสีทองปรากฏ คณะธุดงค์ก็ออกบิณฑบาตตามปกติ ไม่ได้ไปไกลเพราะเห็นมีต้นไม้ใหญ่มีสาขางามสะพรั่งไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง ต่างก็มั่นหมายไว้แล้วว่าต้นนี้แหละเป็นโรงผลิตอาหารในวันพรุ่งนี้ อยู่ห่างจากที่ปักกลดไม่ถึง ๒๐ วา ต่างก็เอาบาตรไปแขวนตามเคย เมื่อได้อาหารมาแล้วก็ฉันกันหมดบาตร ความจริงได้มาประมาณ ๓ ทัพพีเท่านั้นเอง เมื่อฉันเสร็จทุกองค์ก็เข้าที่พักเพราะตลอดคืนไม่ได้หลับเลย เมื่อทุกองค์พักพอเหยียดกายเรียบร้อยก็เห็นพระเขียนเดินเข้าป่า เมื่อกลับมาไม่ถึง ๕ นาทีก็เดินไปอีก ต่างสงสัยถามว่าไปไหนมา ท่านบอกว่าไปถ่ายอุจจาระ ตอนนี้หลวงพ่อลุกขึ้นจากที่พัก เรียกพระเขียนเข้าไปใกล้ พระเขีย