vipassana - 43 ตายจะไปเกิดที่ไหน
  หน้าแรก
  ศูนย์พิทักษ์ศาสนา
  พุทธประวัติ
  พระอรหันต์
  พระอริยบุคคล
  พระไตรปิฎก
  ศาสนาในโลก
  ศาสนาพุทธ
  ภิกษุ-สมณะ
  การปกครองสงฆ์ไทย
  พระศรีอาริย์โพธิสัตว์
  นรก
  18 อภิญญา
  19 กฎแห่งกรรม
  19.1 กฏแห่งกรรม
  20 แก้ กรรมเก่า
  21 วิบากกรรม
  22 ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5
  23 ลดกรรม 45
  24.1 คู่กรรม คู่บารมี
  Titel der neuen Seite
  28 กรรมฆ่าตัวตาย
  กรรมให้ผลอย่างไร ?
  เหตุให้กะเทย
  อาถรรพ์สวาท
  31 กรรมเก่ากรรมใหม่
  กรรมบท 10
  34 อกุศลกรรม 10
  กิเลส1500ตัณหา108
  35 ความตาย
  เยี่ยมเมืองนรก
  38 โอปปาติกะ
  43 ตายจะไปเกิดที่ไหน
  สวรรค์
  คนเหนือดวง
  บุญ
  บำเพ็ญ วิปัสนา
  ปฏิบัติกรรมฐาน
  ญาณ 16
  อสุภกรรมฐาน
  Home
  กรรมฐานแก้กรรม
  ธรรมที่อุปการะสมาธิ
  วิธีเจริญภาวนา
  วิริยบารมี ,ปัญญา
  63 มโนมยิทธิ
  65 วิปัสสนูปกิเลส
  ศีล สมาธิ ปัญญา
  69 ศีล 5 . 8 .10. 227
  ศีล 5 แบบละอียด
  9.3 ศีล พระธุดงค์
  มงคลสูตร ๑๐
  อานาปานสติ
  มงคล ๓๘ ประการ
  พฺรหฺมจริยญฺจ
  มรรคมีองค์ 8
  สังโยชน์ ๑๐
  สติปัฎฐาน ๔
  ปฏิจจสมุปบาท
  วิชชาจรณสัมปันโน
  จิตประภัสสร
  ฟัง หลวงปู่มั่น
  ฟัง พระโชดกญาณ
  ฟัง หลวงพ่อชา
  ฟัง หลวงพ่อพุธฐานิโย
  ฟัง หลวงพ่อจรัญ
  ฟัง หลวงปู่เณรคำ
  ฟัง พระพรหมคุณา
  ฟัง หลวงปู่พุทธะ
  ฟัง สมภพโชติปัญโญ
  ฟัง พระมหา วชิรเมธี
  ฟัง ดร.สนอง วรอุไร
  ฟัง แม่ชีทศพร
  เกิดมาทำไม
  ติดต่อโลกวิญญาณ
  หลวงปู่แหวน แผ่เมตตา
  หลวงพ่อปาน
  พุทธสุภาษิต ร้อยผกา
  เปรียบศาสนา
  เตือนสติผู้ปฏิบัติ
  พระดูหมอผจญมาร
  หนีบาป
  บริจาคเลือด
  ขยะในใจ
  วิวาห์ ทารุณ
  วิธีช่วยคนใกล้ตาย
  หลวงพ่อวิโมกข์
  การประเคน
  การจุดธูปบูชา
  การแผ่เมตตา
  วิธีใช้หนี้พ่อแม่
  คุณบิดา-มารดา
  วิธีกราบ
  อธิษฐาน
  แด่เธอผู้มาใหม่
  แขวนพระเพื่ออะไร
  เลือกเกิดได้จริง
  ทำนายฝัน
  พระเจ้าทำนายฝัน
  เสียงธรรมะ
  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
  นิทานธรรมะ
  ฟังเสียง หนังสือ
  ฟัง นิทานอีสป
  ละครเสียงอิงธรรม
  เสียง อ่านหนังสือ
  เสียง ทางสายเอก
  หนังสือธรรมะ
  ฟังบทสวดมนต์
  เทศน์มหาชาติ
  เพลงสร้างสรรค์
  สารบัญคำสอน
  เรื่องจริงอิงนิทาน ลี้ลับ
  แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ
  แนะนำ วิธีป้องกัน โรค
  F 1 บำบัดความเครียด
  F 2 ความวิตกกังวล
  F 3 วิธีรักษา โรคต่างๆ
  F 4 ตรวจสุขภาพผู้หญิง
  F 5 มะเร็ง
  F 6 ทำแท้งเถื่อน
  F 7 เป็นภูมิแพ้
  F 8 การช่วยชีวิตฉุกเฉิน
  ข่าว บันเทิง
  M 1 ดูทีวีออนไลน์
  M 2 ฟังวิทยุ
  M 3 หนังสือพิมพ์วันนี้
  M 4 หอ มรดกไทย
  M 6 ที่สุดของโลก
  M7 เรื่องน่ารู้
  M 9 ตอบ-อ่าน
  M 10 ดูดวง..
  M 11 ฮวงจุ้ย จีน
  ค้นหา ข้อมูลช่วยเหลือ
  S 1 ท่องเที่ยวไทย
  S 2.1 สถานีขนส่ง - Bahnhof
  S 2.2 GPS
  S 4 เวลา อากาศ โลก
  S 5 กงสุลใหญ่
  S 6 เว็บไซต์สำคัญ
  วัดไทยในต่างแดน
  S 8 ราคาเงินยูโรวันนี้
  S 9 ราคาทองคำวันนี้
  S 10 แปล 35 ภาษาไทย
  S 11 บอกบุญ ทำบุญ
  D 1 Informationen Thailand
  D 2 Buddha
  D 4 Super foto
  Z 1 Clip คำขัน
  Z 2 Clip นิทานธรรมะ
  Z 4 Clip เรื่องจริง
  Clip กรรมลิขิต
  Z 6 Clip หนัง Kino
  การใช้ชีวิตคู่
  เกมส์คุณหนู
  "สุข" แม้ในยาม เศร้า
  ธรรมะเพื่อชีวิต เสียงอ่าน
  รวมบทความธรรมะ
  ค่าน้ำนม
  ฟังเสียงสวดมนต์
  ศาลาปฏิบัติกรรมฐาน
  Kontakt

ธรรมดาชีวิตมีอยู่ 2 ธรรมดา คือธรรมดาเกิดและธรรมดาตาย ธรรมดาชีวิตทั้งหลายย่อมมีตายและมีเกิด เมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีธรรมดาตาย และเมื่อตายแล้วก็มีธรรมดาเกิด ชีวิตเกิดมาด้วยอำนาจของกรรมกระทำความดีไว้มากในอดีตและปัจจุบัน ก็ตายดีไปสู่สุคติ กระทำความชั่วไว้มากทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ตายเลวไปสู่ทุคติ

พระ พุทธองค์ได้ตรัสสอนในเรื่องตายไว้มาก เฉพาะอย่างยิ่งในพระไตรปิฏกฉบับที่ 3 อันมีนามเรียกว่า “พระอภิธรรมปิฏก” เป็นธรรมะอันยิ่งใหญ่ เป็นสัจธรรมอันละเอียดสุขุมมาก ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง พระพุทธองค์ตรัสสอนเราว่ามนุษย์ตายแล้วไปสู่ 5 ทาง ทั้งนี้สุดแต่ความประพฤติของมนุษย์แต่ละคน คือ
1. ไปสู่ยมโลก (อบายภูมิสมบัติ)
2. กลับมาสู่มนุษยโลก (มนุษยภูมิสมบัติ)
3. ไปสู่เทวโลก (เทวภูมิสมบัติ)
4. ไปสู่พรหมโลก (พรหมภูมิสมบัติ)
5. ไปสู่อุตตรโลก (นิพพานสมบัติ)

ผู้เขียนขอกล่าวอย่างย่อ พอเข้าใจอย่างง่ายๆ ดังนี้

1. ไปสู่ยมโลก
มนุษย์ ที่มีความประพฤติเลว เป็นมนุษย์ไม่รักษาศีล ชอบประพฤติทุศีล กระทำทุจริตคดโกงธนาคาร ชอบการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสัตว์ เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไป ย่อมไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน, สัตว์เปรต, สัตว์นรก และสัตว์อสุรกาย ที่นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อบายภูมิ 4” หรือ “ยมโลก” เมื่อใช้กรรมในอบายภูมิสิ้นสุดลงแล้ว ก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปอีก
ตามที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวเช่นนี้ ผู้เขียนมีความเชื่อเพราะว่าผู้เขียนมีความเคารพในพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงกล่าวจากการตรัสรู้ในเรื่อง “ทศพลญาณ” มี 10 หัวข้อ ในข้อที่ 3 มีว่า “สัพพัตถคามีนีปฏิปทาญาณ” คือมีญาณหยั่งรู้ทางไปสู่ภูมิต่างๆ ของสรรพสัตว์ อันเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า หรือวิสัยของพระอรหันต์ มนุษยวิสัยอย่างเราซึ่งยังมีกิเลส ไม่สามารถจะหยั่งรู้ได้
ผู้เขียนมี ความเห็นว่า วิญญาณาสัตว์เดรัจฉาน, สัตว์เปรต, สัตว์นรก และสัตว์อสุรกาย ที่จะกลับมาเกิดเป็นคนนั้น คงจะมาเกิดเป็นคนในจำพวก “คนชั้นเลว” กล่าวคือ เป็นคนจำพวกที่เป็นใบ้ เป็นบ้า หูหนวก ตาบอด มือด้วน เท้าด้วน พิกลพิการ ยากจนค่นแค้น ต้องขอทานเขากิน รูปร่างไม่สวยงาม ไม่น่าดู เป็นโรคเรื้อนพุพองทั้งตัว หรือบางคนมีรูปร่างคล้ายสัตว์ มีจิตใจอย่างสัตว์ เพราะว่าเพิ่งจะพ้นจากความเป็นสัตว์มาใหม่ๆ จึงชอบยื้อแย่งเขากินเยี่ยงสัตว์ หรือชอบยื้อแย่งเขาทางกามารมณ์เยี่ยงสัตว์ มีนิสัยชอบเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสัตว์ มีจิตใจชอบคดโกง วิญญาณและเจตสิกได้นำเอาคุณสมบัติในอบายภูมิติดมาใช้ในขณะเกิดเป็นคน วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ถ้าวิญญาณมีลักษณะเลว นามรูปที่เกิดจากวิญญาณเลวก็มีรูปและนามไปในทางเลว 

2. มาสู่มนุษยโลก

มนุษย์ ที่มีความประพฤติดี เป็นมนุษย์ที่รักษาศีล มีความประพฤติเรียบร้อยไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสัตว์ เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไป ย่อมจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปอีก
นาย เอียน สตีเวนสัน นักค้นคว้าการระลึกชาติของประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกได้กล่าวที่ห้องฝึกสมาธิของแผนกธรรมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสงฆ์) ในพระบรมราชูปถัมภ์แห่งวัดมหาธาตุ ได้เล่าเรื่องการตายแล้วเกิดของบุคคลต่างๆ ที่เขาได้ทำการสำรวจและค้นคว้าการระลึกชาติของมนุษย์จากหลายประเทศ โดยเขายืนยันว่าได้พบสถิติที่น่าพิจารณา ที่มนุษย์ตายแล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ทันที ส่วนมากก็ระลึกชาติได้
มนุษย์ ตายแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ทันทีโดยไม่ผ่านไปยังสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เปรต, สัตวอสุรกาย, สัตว์นรก, ทวยเทพในเทวโลก หรือทวยเทพพรหมโลกนั้น คงจะเนื่องจากภวังค์จิต หรือวิถีจิตของมนุษย์ที่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในทันที มีวิถีจิตหรือภวังค์จิตที่ติดต่อกันในเวลากระชั้นชิดมาก ความจำยังสดใสอยู่ จึงสามารถระลึกชาติได้ ถ้าวิญญาณไปเกิดยังภพต่างๆ เป็นเวลานาน แล้วจึงมีโอกาสกลับมาเป็นมนุษย์อีก ไม่สามารถระลึกชาติได้ เพราะภวังค์จิตหรือวิถีจิตไม่ติดต่อกันอย่างใกล้ชิด จึงไม่สามารถจะระลึกชาติได้ แต่ถ้าเราสามารถปฏิบัติตนให้หลุดพ้นจากการเกิดได้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเรียกว่า “วิมุตติรส” วิญญาณที่เป็นวิมุตติรสคงเป็น “วิญญาณทิพย์” เช่นนี้ เราก็สามารถปฏิบัติตนให้มีอำนาจเหนือวิญญาณของเราได้ในชาติปัจจุบัน เราก็จะได้ “อภิญญา” คือ การหยั่งรู้การเกิดในชาติต่างๆ แต่หนหลังของเราได้ใน “ทศพลญาณ” ของพระพุทธองค์ (ข้อ ๘) หรือ “อภิญญา” ของพระพุทธองค์ (ข้อ 4) ข้อความตรงกัน คือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ “ญาณหยั่งรู้ชาติต่างๆ แต่หนหลัง”
ตามที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า “มนุษย์ประพฤติเรียบร้อย ไม่ประพฤติเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสัตว์ เมื่อกายแตกละจากโลกนี้แล้ว จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปอีก” การที่ทรงกล่าวไว้เช่นนี้ ผู้เขียนมีความเชื่อ 100 % ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เล็กน้อยในการระลึกชาติได้บ้าง วิญญาณของมนุษย์พวกรักษาศีล ซึ่งจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในรูปใหม่และนามใหม่นี้ อาจจะต้องเกิดเป็นมนุษย์จำพวก “มนุษย์ชั้นกลาง” กล่าวคือ เป็นมนุษย์ที่มีฐานะปานกลางไม่ยากจน แต่คงไม่ร่ำรวยมาก พอกินพอใช้ ไม่มีความทุกข์ทรมานมากนัก รูปร่างเป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่หูหนวก, ไม่ตาบอด, เป็นใบ้ เป็นบ้าหรือพิกลพิการแต่อย่างใด มีลักษณะเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ มีจิตใจเต็มไปด้วยมนุษยธรรม ไม่ยื้อแย่งอาหาร หรือยื้อแย่งทางกามารมณ์อย่างสัตว์ เพราะมีวิญญาณที่มีเจตสิกที่มีคุณภาพสูงมาแต่เดิม จึงมีจิตที่ดีงามมีศีลธรรม มีความคิด ความจำได้หมายรู้ เห็นอกเห็นใจในความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ไม่มีนิสัยที่ชอบประพฤติเบียดเบียนใครว่า ตายแล้วเราจะไปเกิดที่ไหน 

3. ไปสู่เทวโลก

มนุษย์ ที่มีความประพฤติดี เป็นมนุษย์ที่รักษาศีล มีความประพฤติเรียบร้อยไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสัตว์ มีความประพฤติเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่พอใจ เขายังชอบประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ เช่น การจัดสรรประโยชน์ต่างๆ ให้แก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ เป็นต้น มนุษย์ใจบุญประเภทนี้ เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไปจะได้ไปเกิดในเทวโลกเป็นทวยเทพพวกหนึ่งที่ยัง บริโภคกาม เมื่อหมดบุญในสวรรค์ชั้นเทวโลกแล้วจะต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อความ ทุกข์ต่อไปอีก

ตามที่พระสมณโคดมทรงกล่าวเช่นนี้ ผู้เขียนมีความเชื่อ 100 % เพราะว่าเคยปฏิบัติเข้าสู่สภาวะสัมผัสจิตละเอียดในบางครั้ง และเห็นว่าวิญญาณของทวยเทพจากสวรรค์ชั้นเทวโลกที่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ นั้น อาจจะได้เกิดเป็นมนุษย์จำพวก “มนุษย์ชั้นดี” กล่าวคือ เป็นมนุษย์ที่มีฐานะสูง มีความร่ำรวย มีร่างกายแข็งแรง เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ มีมันสมองดี มีความอดทนดี มีปัญญาเฉียบแหลม รูปร่างสวยงาม เพราะว่าเพิ่งจะพ้นจากความเป็นเทวดามาใหม่ๆ มีจิตใจสวยงามเต็มเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรม ไม่มีความคิดที่จะเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสัตว์ มีความเมตตา กรุณา เห็นอกเห็นใจในความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ถ้ามนุษย์ชั้นดีเหล่านี้ได้พบธรรมะของพระพุทธองค์ และเข้าใจซาบซึ้งในธรรมะนั้น แล้วลงมือปฏิบัติธรรมตามแบบอย่างพระพุทธองค์แล้ว มนุษย์ชั้นดีก็จะได้รับรสดี คือ “วิมุตติรส” ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ตามแบบอย่างพระพุทธองค์

4. ไปสู่พรหมโลก

มนุษย์ ที่นิยมปฏิบัติสมถกรรมฐาน (สมถะภาวนา) คือ การทำจิตเข้าสู่สมาธิโดยภาวนาฌาน ตามแบบโยคีหรือฤาษี เช่น อุททกดาบสรามบุตร อาฬารดาบส กาลามโคตร ผู้ที่เคยเป็นพระอาจารย์ของพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นพวกที่กำหนดสิ่งภายนอกกายเป็นอารมณ์ในการทำจิตเข้าสู่สมาธิ โดยอาศัยกรรมฐาน 40 อย่าง ในอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์การทำจิตเข้าสู่สมาธิ กรรมฐาน 40 อย่างนั้น คือว่า ตายแล้วเราจะไปเกิดที่ไหน
กสิณ 10 อย่าง
อสุภ 10 อย่าง
อนุสสติ 10 อย่าง
พรหมวิหาร 4 อย่าง
อรูปธรรม 4 อย่าง
อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 อย่าง
จตุธาตุววัตถานะ 1 อย่าง
รวม 40 อย่าง

เป็น มนุษย์ที่ชอบนั่งสมาธิโดยสมถะภาวนา จนสามารถเข้าฌานสมาบัติได้ เมื่อมนุษย์พวกนี้กายแตกละจากโลกนี้ไปในขณะที่มีอารมณ์อยู่ในฌานใด วิญญาณพร้อมด้วยเจตสิกก็จะลอยไปเกิดยังพรหมโลก ในชั้นต่างๆ กันของพรหมโลก จะอยู่พรหมโลกชั้นใดขึ้นอยู่กับชั้นต่างๆ ของฌาน ซึ่งพรหมโลกมีอยู่ 20 ชั้น เป็นอรูปพรหมมี 4 ชั้น เป็นรูปพรหม 16 ชั้น เป็นทวยเทพอีกพวกหนึ่งที่ไม่บริโภคกาม เมื่อหมดบุญในสวรรค์ชั้นพรหมแล้วก็จะต้องมาเกิดยังโลกมนุษย์เพื่อรับความ ทุกข์ต่อไปอีก

ตามที่พระตถาคตทรงกล่าวไว้เช่นนี้ ผู้เขียนมีความเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะผู้เขียนมีความเคารพเลื่อมใสในการตรัสรู้ “ทศพลญาณ” ของพระพุทธองค์ ซึ่งมนุษย์ปุถุชนผู้มีกิเลสไม่สามารถหยั่งรู้ได้ “ทศพลญาณ” คือ
1. มีญาณหยั่งรู้เหตุที่ควรเป็น และเหตุที่ไม่ควรเป็น (ฐานาฐานะญาณ)
2. มีญาณหยั่งรู้ผลแห่งกรรมของสัตว์ (วิปากญาณ)
3. มีญาณหยั่งรู้ทางไปสู่ภูมิต่างๆ ของสัตว์ (สัพพัตถคามีนีปฏิปทาญาณ)
4. มีญาณหยั่งรู้คุณสมบัติของธาตุต่างๆ (นานาธาตุญาณ)
5. มีญาณหยั่งรู้นิสสัยเลวของสัตว์ (นานาวิมุติญาณ)
6. มีญาณหยั่งรู้ในอินทรีย์ห้าของสัตว์ (อินทริยปโรปริยัตตญาณ)
7. มีญาณหยั่งรู้อาการของญาณ (ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ)
8. มีญาณหยั่งรู้ชาติต่างๆ แต่หนหลัง (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ)
9. มีญาณหยั่งรู้การตายและการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย (จุตูปปาตญาณ)
10. มีญาณหยั่งรู้วิธีทำให้ลิ้นอาสวะ (อาสวัคขยญาณ)

มนุษย์ ที่ชอบนั่งสมาธิโดยสมถะภาวนา ขณะตายจิตอยู่ในญาณใด วิญญาณพร้อมด้วยเจตสิกจะลอยไปเกิดยังพรหมโลกชั้นใด พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ด้วย “ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ” (ทศพลญาณข้อ 7)
ผู้ เขียนมีความเห็นว่า “วิญญาณพร้อมด้วยเจตสิกของทวยเทพจากสวรรค์ชั้นพรหมโลกที่จะต้องกลับมาจุติ ยังโลกมนุษย์นั้นคงจะได้เกิดเป็นมนุษย์จำพวก “มนุษย์ชั้นดีมาก” กล่าวคือ เป็นมนุษย์จำพวกที่มีฐานะสูงมาก มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม เช่น เกิดในตระกูลกษัตริย์ เกิดในตระกูลเศรษฐี และมหาเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองอย่างมหาศาล เกิดมาได้เป็นหัวหน้าประเทศ มีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรือได้เป็นหัวหน้าคณะศาสนา ได้รับความสุขในการดำรงชีวิตสูงกว่ามนุษย์จำพวกอื่น เกิดมามีมันสมองดีมาก มีความจำสูงมาก มีจิตใจสูง มีความเมตตากรุณาแก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ เป็นมนุษย์ที่มองเห็นความทุกข์ยากของบุคคลอื่นมากกว่าความทุกข์ยากของตนเอง ถ้ามนุษย์จำพวก “มนุษย์ชั้นดีมาก” เหล่านี้ได้พบธรรมะของพระพุทธองค์ ก็คงจะซาบซึ้งในพระธรรมนั้นและเมื่อลงมือปฏิบัติธรรมของพุทธองค์แล้วมนุษย์ ชั้นดีมากก็จะได้พบรสแห่งความสันติอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ จะได้พบ “วิมุตติรส” ของพระพุทธองค์อย่างเดียวกัน และในที่สุดก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันของเขานั้น
รสของน้ำ ทะเลมีรสเดียวคือ “รสเค็ม” และรสพระธรรมของพระพุทธองค์ก็มีรสเดียวคือ “วิมุตติรส” น้ำในลำธาร, ในลำแม่น้ำ, ในลำคลอง, และน้ำฝน มีรสไม่เหมือนกัน เมื่อไหลลงสู่ทะเลรวมกันแล้วก็จะมีเพียงรสเดียว คือ “รสเค็ม” ฉันใดที่มนุษย์เข้าใจซาบซึ้งในพระธรรมของพระพุทธองค์ และได้ลงมือปฏิบัติธรรมของพระพุทธองค์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ชาติใด ภาษาใด วรรณะใด และวัยใด ย่อมจะได้พบรสพระธรรมอย่างเดียวกัน คือ “วิมุตติรส” ฉันใดก็ฉันนั้น
ข้อเปรียบเทียบนี้ เป็นพระธรรมเทศนาของพระตถาคต มีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฏกซึ่งเป็นสูตรหนึ่งที่ว่าด้วยความน่าอัศจรรย์ของ พระธรรมวินัย

5. ไปสู่อุตตรโลก



มนุษย์ ที่นิยมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ การนำจิตเข้าสู่ความเห็นแจ้ง (ญาณทัศนะ) ตามแบบพระพุทธองค์ เป็นพวกกำหนดสิ่งภายในร่างกายเป็นอารมณ์ในการนำจิตเข้าสู่สมาธิโดยอาศัยโพธิ ปักขิยธรรม 7 หมวด ในหมวดใดหมวดหนึ่งเป็นอารมณ์ในการทำจิตเข้าสู่สมาธิ) โพธิปักขิยธรรม 7 หมวด คือ
1. สติปัฏฐานสี่
2. สัมมัปปธานสี่
3. อิทธิบาทสี่
4. อินทรีย์ห้า
5. พละห้า
6. โพชฌงค์เจ็ด
7. มรรคแปด

เป็น มนุษย์ที่ชอบนั่งสมาธิและปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา โดยที่กำหนดหมวดใดหมวดหนึ่งในโพธิปักขิยธรรม 7 หมวดนั้น เป็นอารมณ์ในการทำจิตเข้าสู่สมาธิจนสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ และได้บรรลุมรรคผลเข้าครองชีวิตพระอรหันต์ อริยบุคคลจำพวกพระอรหันต์นั้น เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไป ก็ไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นอะไรอีก ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีชาติหน้า สิ้นภพ, สิ้นทุกข์ ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารอีกต่อไปชั่วนิรันดร ซึ่งชาวพุทธนิยมเรียกว่า ดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ตามแบบอย่างพระพุทธองค์ ไม่ต้องกลับมาเกิดเพื่อรับความทุกข์อีก
ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนให้ ชาวพุทธไปสู่นิพพานนั้น ผู้เขียนมีความเชื่อเพราะมีความเห็นว่า อริยบุคคลที่บรรลุมรรคผล เข้าครองชีวิตพระอรหันต์นั้น เป็นมนุษย์จำพวก “มนุษย์ชั้นดีเลิศ” เป็นมนุษย์ที่หมดมลทินจากกิเลสทั้งปวงเป็นมนุษย์ที่มีปัญญาอันล้ำเลิศกว่า มนุษย์ทั้งปวงเป็นมนุษย์ที่มิได้สร้างกรรมอันใดไว้ จึงไม่ต้องกลับมาเกิดเพื่อสนองกรรม ตามกฎแห่งกรรมของพระตถาคต

หมายเหตุ อายจัง



ภาวนา แปลว่า การทำให้เกิดขึ้นในใจ
สมถะ แปลว่า ความสงบจิต (ฌาน)
วิปัสสนา แปลว่า ความเห็นแจ้ง (ญาณทัศนะ)
“สมถะภาวนา” แปลว่า “การทำให้ความสงบจิตเกิดขึ้นในใจ”
“วิปัสสนาภาวนา” แปลว่า “การทำให้ความเห็นแจ้งเกิดขึ้นในใจ”
(จากปทานุกรม)


คนเราได้เกิดดับมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน และยังมีภพมีชาติรออยู่ข้างหน้าอีกมากมาย ที่เรียกว่า “สังสารวัฏ”
ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งตรงกับหลักของธรรมชาติ
ที่มีการวนเวียนเปลี่ยนแปลงรูปร่างไม่รู้จบ

พระพุทธองค์สอนว่า มนุษย์เราอยู่ในกามาวจรภูมิ คือ เกี่ยวข้องกับกาม ซึ่งมี 11 ชั้น
ส่วนที่เป็นส่วนดี เรียกว่า สุคติภูมิ ได้แก่ มนุษย์ 1 ชั้น และ สวรรค์ 6 ชั้น
ส่วนที่ไม่ดี เรียกว่า อบายภูมิ 4
มนุษย์ทุกคน ย่อมวนเวียนไปมาอยู่ในภูมิ 11 ชั้นนี้
ถ้าสร้างแต่กรรมดี กุศลกรรมก็จะส่งไปสู่ภพภูมิที่ดี
ถ้าก่อแต่กรรมชั่ว ก็ต้องตกไปอยู่ในอบายภูมิ

ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อภพภูมิใหม่ ก็คือ สภาพของจิต ในวาระสุดท้ายที่จะดับ
ซึ่งพุทธศาสนาสอนให้จิตของคนใกล้ตาย นึกถึงพระอรหันต์อยู่ตลอดเวลา หรือ
คิดถึงแต่กรรมดีที่เคยได้กระทำไว้ให้จิตสบาย ไม่เศร้าหมอง ไม่มีห่วงกังวลใด ๆ

“ภพ” แปลว่า ความเป็น คือ ความเป็นของชีวิต หมายถึง การกำเนิด การถือกำเนิดใหม่ การดำรงอยู่
ความหมายที่กว้างออกไป หมายถึง ชีวิต หรือ โลก

คำว่า “ภพทั้ง 3” หรือ “โลกทั้ง 3” อาจใช้เป็นคำศัพท์ว่า ไตรภพ หรือ ไตรภูมิ

โดยทั่วไป มักเข้าใจกันว่า ภพทั้ง 3 หรือ โลกทั้ง 3 หมายถึง โลกสวรรค์, โลกมนุษย์ และ นรก

ในพระพุทธศาสนานั้น ภพทั้ง 3 หมายถึง กามภพ, รูปภพ และ อรูปภพ

กามภพ เป็นที่อยู่ของ สัตว์ มนุษย์ และเทวดา
รูปภพ เป็นที่อยู่ของ พรหม ที่มีตัวตน
อรูปภพ เป็นที่อยู่ของ พรหมที่มีแต่จิต

พระพุทธศาสนา แบ่งภพภูมิไว้ทั้งสิ้น 31 ภูมิใหญ่ ๆ
เรียงลำดับจากภูมิสูงสุด ไปสู่ภูมิที่ต่ำสุด ดังนี้

อรูปภูมิ 4 ชั้น
1.เนวสัญญานาสัญญายตนะภูมิ
2.อากิญจัญญายตนะภูมิ
3.วิญญาณัญจายตนะภูมิ
4.อากาสานัญจายตนะภูมิ

รูปภูมิ 16 ชั้น
1.จตุตถฌานภูมิ 7 ชั้น
2.ตติยฌานภูมิ 3 ชั้น
3.ทุติยฌานภูมิ 3 ชั้น
4.ปฐมฌานภูมิ 3 ชั้น

กามภูมิ 11 ชั้น
แบ่งเป็น สุคติภูมิ 7 ชั้น และ อบายภูมิ 4 ชั้น
สุคติภูมิ 7 ชั้น
1.สวรรค์ 6 ชั้น
- ปรนิมมิตวสวัตตี
- นิมมานรดี
- ดุสิต
- ยามา
- ดาวดึงส์
- จาตุมหาราชิกา
2.มนุษย์ภูมิ 1 ชั้น

อบายภูมิ 4 ชั้น
1.เดรัจฉาน
2.อสุรกายภูมิ
3.เปรตภูมิ
4.นรกภูมิ


เหนือมนุษยภูมิขึ้นมา จะเป็นภูมิของเหล่าเทพยดา มีทั้งสิ้น 6 ชั้น รวมเรียกว่า เทวภูมิ หรือ
ฉกามาพจรภูมิ

เหล่าเทพยดา ในเทวภูมิ เมื่อสิ้นอายุ
ถ้าไม่ได้มรรคผล อาจเกิดในภูมิเดิม คือ ภูมิมนุษย์ หรือ อบายภูมิ
ถ้าได้มรรคผล จะไปเกิดในรูปภูมิ หรือ อรูปภูมิ

ถ้าจะเปรียบเทียบความสุขในมนุษยโลก กับ ความสุขบนสรวงสวรรค์ในเทวภูมิแล้ว ห่างไกลกันเหมือนฟ้ากับดิน
พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า "ราชสมบัติของมนุษย์เป็นเหมือนสมบัติของคนกำพร้า
เมื่อเทียบกับสุขอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์"

ความพิเศษของเทวภูมิ หรือ เทวดานั้น มีอะไรไม่เหมือนกับมนุษย์มี เช่น เทพบุตร เทพธิดาทุกคนในสรวงสวรรค์
ไม่มีคนแก่เหมือนอย่างเมืองมนุษย์ มีแต่หนุ่มสาวเหมือนกันหมด เทพธิดาจะมีอายุราว 16 ปี
ส่วนเทพบุตรจะมีอายุราว 20 ปี เหมือนกันหมดทุกคน จึงไม่มีคนแก่ในสรวงสวรรค์


ทุกอย่างจะเป็นทิพย์หมด เช่น อาหาร วิมาน ร่างกาย ซึ่งเราจะมองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ


การเกิดขึ้นของเทวดาบนสรวงสวรรค์ ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ หรือ ครรภ์ของมารดาอย่างมนุษย์
เป็นลักษณะของโอปปาติกกำเนิด เมื่อเกิดขึ้นจะโตเป็นหนุ่มเป็นสาวทันที

สวรรค์ชั้นที่ 1

จาตุมหาราชิกาภูมิ

สวรรค์ชั้นแรกอยู่เหนือโลกมนุษย์ขึ้นไป 46,000 โยชน์ เป็นแดนสุขาวดี มีเทวราชผู้ยิ่งใหญ่ 4 พระองค์
ทรงเป็นผู้ปกครองดูแล จึงได้ชื่อว่า จาตุมหาราชิกาเทวภูมิ คือ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพ
มีท้าวจาตุมหาราช ทรงเป็นใหญ่

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีเมืองใหญ่เป็นเทพนครอยุ่ถึง 4 เทพนคร แต่ละเทพนครมีป้อมปราการ กำแพงทองทิพย์
เหลืองอร่ามงามนัก ประดับประดาไปด้วยสัตตรัตนะแก้ว 7 ประการ

ภายในเทพนครอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีปราสาทแก้ว ซึ่งเป็นวิมานที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลาย
ตั้งเรียงรายอยู่มากมาย

นอกจากนี้ ยังมีสระโบกขรณี ซึ่งมีน้ำใสยิ่งกว่าแก้ว เต็มไปด้วยดอกบัวนานาชนิด ส่งกลิ่นทิพย์
หอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ มีดอกไม้นานาพรรณ สีสันวิจิตรตระการตา และมีรุขชาติต้นไม้สวรรค์
ซึ่งมีผลอันโอชายิ่ง

มิ่งไม้ในสวงสวรรค์ มีดอกมีผลเป็นทิพย์ ปรากฏให้เหล่าชาวสวรรค์ได้ชื่นชมตลอดกาล
ไม่มีวันร่วงโรยและหมดไปเลย

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา จำแนกย่อยพื้นที่บริเวณของหมู่เทพละเอียดลงไปอีก ตามขั้นตอนการถือกำเนิดเอาไว้
ดังนี้

- อุปัตติเทพ
การถือกำเนิดด้วยการอุบัติขึ้นมา โดยมีกายทิพย์ หรือ กายละเอียด เป็นวัยหนุ่มสาวขึ้นมาทันใด
ถ้าเป็นเพศชาย เมื่อสร้างบุญไม้มากพอที่จะมีวิมานของตนเอง
ก็จะไปถือกำเนิดเป็นบุตรของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
ถ้าเป็นเพศหญิง เมื่อสร้างบุญมาไม่มากพอที่จะมีวิมานของตนเอง ต้องไปถือกำเนิดเป็นบาทบริจาริกา
ของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
ถ้าหญิงหรือชายสร้างบุญไว้น้อย
ก็จะถือกำเนิดเป็นเทพผู้คอยดูแลในเรื่องเครื่องทรงของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
ถ้าสร้างบุญกุศลไว้มากพอ ก็จะอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าของวิมาน พรั่งพร้อมด้วยบริวาร
และสิ่งของอันเป็นทิพย์

- บาดาล
ภพที่ใกล้มนุษย์มากที่สุด มีลักษณะเป็นงูต่าง ๆ

- ภูมะ
ที่อยู่ของภูมิเจ้าที่ต่าง ๆ

- รุกขภูมิ
ภูมิที่อยู่เหนือหัวเราขึ้นไปเพียงศอกเดียว มีวิมานอยู่บนต้นไม้

- ฉิมพลีภูมิ
ดินแดนแห่งเทพผู้มีปีก กึ่งเทพ กึ่งสัตว์ มีฤทธิ์มาก

- คนธรรพ์ภูมิ
ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก

- หิมพานต์
ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก

- บรรพภูมิ
ดินแดน แห่งฤาษีผู้บำเพ็ญพรต ที่หลบลี้จากโลกมนุษย์

- อโยธยาภูมิ
ภูมิของผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดิน เช่น พ่อหลักเมือง

- ลับแลภูมิ
ภูมิของหญิงสาวที่บำเพ็ญเพียร ถือสัจจะเป็นหลัก

- ภุมมา
ที่สถิตของเทพบุตร เทพธิดาต่างๆ ที่ยังมีกิเลศ เป็นภูมิที่อยู่ต่อจากมนุษย์ภูมิขึ้นไป
มีเทวดาผู้เป็นใหญ่ เป็นมหาราชอยู่ 4 องค์ ได้แก่

ท้าวธตรัฏฐะ อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองคันธัพพเทวดา
ท้าววิรุฬหกะ อยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครอบกุมภัณฑ์เทวดา
ท้าววิรูปักขะ อยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองนาคเทวดา
ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ อยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองยักขเทวดา

มหาราชทั้ง 4 นี้ เป็นผู้รักษามนุษยโลก หรือ เรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล
มีหน้าที่สอดส่องดูมนุษย์ที่ประกอบผลบุญแล้วรายงานต่อพระอินทร์ เพื่อให้ได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์
มีสถานที่ปกครองตั้งแต่กลางเขาสิเนรุ ลงมาจนถึงมนุษยโลก มีอาณาเขตแผ่ออกไปจดขอบจักรวาล
เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกาภูมินี้ทั้งหมด เป็นบริวาลภายใต้อำนาจของมหาราชทั้ง 4

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ แล้ว 50 ปีมนุษย์ เท่ากับ 1วัน
ของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ


ที่อยู่ของเทวดา
เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา มีอยู่ตั้งแต่กลางเขาสิเนรุ จนกระทั่งพื้นดินที่มนุษย์อยู่


ทางไปสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ในทานสูตรว่า...

"ถ้าผู้ใดให้ทานโดยหวังผลบุญจากการให้ทาน เมื่อตายไปจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา"

"ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทานมีจิตผู้พันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน
มุ่งการสั่งสมทาน ให้ทาน ด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้ เขาผู้นั้น เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช"

สวรรค์ชั้นที่ 2

ดาวดึงส์ภูมิ

อยู่เหนือจาตุมหาราชิกาขึ้นไป 46,000 โยชน์

ดาวดึงส์ หรือ ดาวดึงสา คือ ภูมิอันเป็นที่เกิดของบุคคล 33 คน ที่ได้สร้างกุศลไว้ในอดีต มีมาฆมานพ
เป็นหัวหน้า เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ พร้อมบริวารอีก 32 รวมเป็น 33
เป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ในชั้นดาวดึงส์

ดาวดึงสานี้ เป็นผืนแผ่นดินผืนแรก ที่เกิดขึ้นในโลกหลังจากโลกนี้ถูกทำลายด้วยน้ำ เมื่อน้ำงวดลง
แผ่นดินผืนแรกที่โผล่ขึ้นก่อนแผ่นดินอื่น ๆ ก็คือ ยอดเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
นี้เอง

ลักษณะของดาวดึงส์ภูมิ เป็นมหานครใหญ่ อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เหนือเขาสิเนรุราชบรรพต ปรางค์ ปราสาท
ล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันเป็นทิพย์ แวดล้อมรอบเทวนครด้วยปราการกำแพงแก้วทิพย์ อีกเช่นกัน
มีประตูกำแพงแก้วถึง 1,000 ประตู เมื่อประตูเหล่านั้นเปิดออกแต่ละครั้ง ปรากฏเสียงดังไพเราะยิ่งนัก

ในท่ามกลางพระนครนั้น มีปราสาทพิมานอันมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลืออยู่วิมานหนึ่ง คือ ไพชยนตปราสาทพิมาน
มีรูปทรงสูง ประดับไปด้วยแก้ว 7 ประการ งามสุดจะพรรณนา เป็นที่ประทับแห่งสมเด็จพระอมรินทราธิราช

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว 100 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์




เทวดาที่อยู่ชั้นดาวดึงส์
มีอยู่ 2 จำพวก
- ภุมมัฏฐเทวดา
เทวดา ที่อยู่บนพื้นดิน ได้แก่ พระอินทร์ และ เทวดาผู้ใหญ่ 32 องค์ พร้อมทั้งบริวาร และเทวอสุรา 5 จำพวก
ที่อยู่ใต้เขาสิเนรุ

- อากาสัฏฐเทวดา
เทวดา ที่อยู่ในอากาศ ได้แก่ เทวดาที่มีวิมานลอยไปในกลางอากาศ ตั้งแต่เหนือพื้นดินยอดเขาสิเนรุ
ไปจดขอบจักรวาล บางวิมานก็มีเทวดาอยู่ บางวิมานก็ไม่มีเทวดาอยู่




ความเป็นอยู่ของเทวดาในชั้นดาวดึงส์
ล้วนแต่เป็นผู้เสวยทิพยสมบัติจากผลบุญที่ได้กระทำไว้ อารมณ์ที่ได้รับในชั้นดาวดึงส์
จึงล้วนแต่เป็นอารมณ์ที่ดีเลย เทพบุตรจะมีวัย 20 ปี ส่วนเทพธิดามีวัย 16 ปี เหมือนกันทุก ๆ องค์
ไม่มีการแก่ เจ็บ ตาย ให้เห็น มีแต่ความสวยงาม เป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป

เทพบุตรองค์หนึ่ง อาจจะมีนางฟ้าเป็นบาทบริจาริกา(ภรรยา) 500-1,000 หรือมากกว่า
ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่ได้ทำไว้

เทวดาในโลกนี้ มีการไปมาหาสู่ เบียดเบียนกันเช่นเดียวกับมนุษยโลก มีนักดนตรี นักร้อง เทพบุตร เทพธิดา
มีความรักใคร่ปรารถนาเป็นคู่ครองกัน หากขาดคู่ครอง ก็ย่อมจะเกิดความเบื่อหน่ายในความเป็นอยู่ของตน
ไม่เบิกบานรื่นเริงเหมือนเทวดาที่มีคู่ครอง

เทวดาในชั้นดาวดึงส์ทั้งหลาย ต่างก็ไปหาความสุขสำราญในสวนทั้ง 4 แห่ง
พร้อมด้วยบริวารของตนอย่างสำเริงสำราญ




คุณธรรม 7 ประการ ที่ทำให้เป็นพระอินทร์
ผู้ที่ปรารถนาจะเกิดเป็นพระอินทร์ จะต้องหมั่นสร้างบุญกุศลโดยสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีคุณธรรม
7 ประการ
1.เลี้ยงดูบิดา มารดา
2.เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
3.กล่าววาจาอ่อนหวาน
4.ไม่กล่าวคำส่อเสียด
5.ไม่มีความตระหนี่
6.มีความซื่อสัตย์
7.ระงับความโกรธได้
ปัจจุบันพระอินทร์ หรือ ท้าวสักกะเทวราช องค์นี้ ได้สำเร็จโสดาบันแล้ว
ด้วยการฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสักกปัณหสูตร นับเป็นพระอริยบุคคลขั้นแรกในพระพุทธศาสนา
และอยู่ในดาวดึงส์ภิภพนี้ต่อไปจนสิ้นอายุขัย

เมื่อจุติจากชั้นดาวดึงส์แล้ว จะมาบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในมนุษยโลก และ
สำเร็จเป็นพระสกทาคามีบุคคล

เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปกลับไปเกิดในชั้นดาวดึงส์อีก และได้สำเร็จเป็นพระอนาคามี
เมื่อสิ้นอายุแล้ว จะไปบังเกิดเป็นพรหมโลก ในชั้นสุทธาวาสภูมิขั้นต้น คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี
และ อกนิฏฐาภูมิ ตามลำดับ และเข้านิพพาน ในชั้นสุดท้าย




สถานที่สำคัญในดาวดึงส์ภูมิ
สวรรค์ชั้นที่ 2 มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากมาย ทำให้เกิดเป็นพุทธศาสนสถาน
ที่สำคัญของเทวโลกหลายแห่ง ดังนี้

ศาลาสุธรรมาเทวสภา
สถานที่ฟังธรรมในเทวโลก บรรดาเทวดาทั้งหลายจะมาประชุมกันเพื่อฟังธรรม โดยมีท้าวสักกะเทวราช
องค์อมรินทร์เป็นประธาน
ศาลาแห่งนี้ ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ สูง 500 โยชน์ วัดโดยรอบได้ 1,200 โยชน์
พื้นที่ประกอบด้วยแก้วผลึก เสาเป็นทอง
เครื่องบน คือ ขื่อ คาน ระแนง ทำด้วยรัตนะทั้ง 7 หลังคามุงด้วยอินทนิล
เพดาน เสา ประกอบด้วยแก้วประพาฬ ลวดลายต่าง ๆ ช่อฟ้า ใบระกา ทำด้วยเงิน
ตรงกลางศาลา เป็นที่ตั้งธรรมาสน์ สูง 1 โยชน์ ทำด้วยรัตนะทั้ง 7 ปกกั้นด้วยเศวตฉัตรสูง 3 โยชน์
ข้างธรรมาสน์ เป็นที่ประทับของท้าวโกสีย์เทวราช ถัดไปเป็นที่ประทับของเทวดาผู้ใหญ่ 32 องค์ และ
เทวดาอื่น ๆ


ต้นปาริชาต (กัลปพฤกษ์)
อยู่ในอุทยานทิพย์ปุณฑริกวัน มีบริเวณกว้างขวาง มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน
กลางสวนนั้นมีต้นไม้ทองหลางใหญ่แผ่สาขาอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า ต้นปาริชาต หรือ กัลปพฤกษ์
ซึ่งเป็นต้นไม้ทิพย์

ต้นกัลปพฤกษ์ นี้ 100 ปี ถึงจะออกดอกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงคราวนั้น ดอกไม้ในสวรรค์นี้ก็จะบานสะพรั่ง
เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ก็จะพากันมารื่นเริง ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาเฝ้าจนกว่าดอกไม้จะบาน

เมื่อดอกไม้สวรรค์บานแล้ว จะปรากฏแสงรุ่งเรืองงดงามยิ่งนัก
รัศมีดอกปาริชาติจะส่องรัศมีรุ่งเรืองไปไกลหลายหมื่นวา เมื่อลมรำเพยพัดพาไปในทิศใด
ย่อมส่งกลิ่นหอมไปในทิศนั้น เป็นระยะไกลแสนไกล

ดอกไม้นี้จะบานสะพรั่งไปทุกกิ่งก้านทั่วทั้งต้น ถ้าเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด
ปรารถนาจะได้ดอกปาริชาตก็จะตกลงมาในมือดั่งรู้ใจ ถ้ายังไม่ได้รับในมือ ดอกก็ยังไม่ทันตกลงดิน
โดยมีลมชนิดหนึ่ง จะพัดชูดอกไว้ในอากาศ จนกว่าเทพยดาผู้ใดประสงค์ก็จะมารับเอาไป


บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
แท่นศิลาแก้ว สีแดงดังดอกชบา อ่อนนุ่มดังฟูก
เมื่อพระอินทราธิราชประทับพักผ่อนอิริยาบถอยู่เหนือแท่นศิลาอาสน์แล้ว แท่นทิพย์นี้ก็จะอ่อนยุบลงไป
และเมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้น แท่นศิลาก็จะฟูขึ้นเต็มตามเดิม
เป็นแท่นศิลาที่ประหลาดมหัศจรรย์ยุบและฟูเองโดยธรรมชาติ


สวนสวรรค์
อุทยาทิพย์ที่มีความรื่นรมย์ สนุกสนาน หาที่เปรียบไม่ได้ในมนุษยโลก เต็มไปด้วยบุพผาชาตินานาพรรณ
มีสระโบกขรณีอันทิพย์ มีน้ำใสดั่งแก้ว มีก้อนศิลาที่เป็นทิพย์ รัศมีรุ่งเรือง มีแท่นที่นั่งอันอ่อนนุ่ม
สีใสสะอาด เหล่าเทพบุตรเทพธิดา ก็จะมาในสวนสำราญเหล่านี้อย่างไม่ขาดสาย

อุทยานทิพย์ มีชื่อเสียง 4 อุทยาน ได้แก่
- นันทวันอุทยาน
- จิตรลดาวันอุทยาทิพย์
- มิสกวันอุทยาทิพย์
- ปารุสกวันอุทยานทิพย์


พระเกศจุฬามณีเจดีย์
สร้างด้วยแก้วอินทนิลอันเป็นทิพย์ มีความสวยงามรุ่งเรืองยิ่งนัก ยอดพระเจดีย์เป็นทองคำบริสุทธิ์
ประดับด้วยรัตนะ 7 ประการ สูง 80,000 วา มีกำแพงทองคำล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ มีความยาว 160,000 วา
ประดับด้วยธงนานาชนิด พระเจดีย์นี้เป็นที่บรรจุสิ่งที่มีค่ายิ่ง 2 อย่างคือ
- พระเกศโมลี ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ มวยผมที่ตัดออก ขณะที่เสด็จออกบรรพชา และได้อธิษฐานว่า
"ถ้าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ขอให้มวยพระเกศโมลีจงลอยขึ้นไปบนนภากาศเถิ
อย่าได้ตกลงสู้พื้นปฐพีเลย" ครานั้นสมเด็จพระมหาอมรินทราธิราช ผู้เป็นใหญ่ในชั้นดาวดึงส์นี้
จึงนำเอาพระผอบทองมารองรับพระเกศโมลีไว้ แล้วนำขึ้นไปบนดาวดึงส์สวรรค์
สร้างเจดีย์สำหรับบรรจุพระโมลีโดยเฉพาะ

- พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวา ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในสมัยที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โทณพราหมณ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
ได้นำเอาพระเขี้ยวแก้วซ่อนไว้ที่ผ้าโพกศีรษะ แล้วจึงได้จัดพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือออกเป็น 8
ส่วนเพื่อถวายแก่กษัตริย์ต่างๆ ในครั้งนั้น
ท้าวสักกะเทวราชจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเขี้ยวแก้วจากผ้าโพกศีรษะของโทณพราหมณ์นั้น
ลงสู่ผอบทองคำทิพย์อีกทอดหนึ่งด้วยกิริยาอันเลื่อมใส
แล้วรีบเสด็จมาประดิษฐานบรรจุไว้ในพระเกศจุฬามณีเจดีย์นี้




ทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
สร้างเสบียงไว้นำทางคือ บุญกุศล พยายามทำตนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม
ห้ามตนไม่ให้ทำกรรมอันหยาบช้าลามก
อย่าให้บังเกิดความสกปรกแห่งกาย วาจา ใจ
ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...

"ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่หวังผลบุญของการทำทาน แต่ทำทานโดยคิดว่า การทำทานนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม
เมื่อตายลงย่อไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์"

"ดูกร สารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน
ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้ว เราจักได้เสวยผลทานนี้
แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า การให้ทาน เป็นการกระทำที่ดี
เขาผู้นั้น ให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำการกิริยาตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์สวรรค์"

สวรรค์ชั้นที่ 3

ยามาภูมิ

ยามาภูมิอยู่ในอากาศ สูงกว่ายอดเขาสิเนรุ 42,000 โยชน์
เป็นภูมิที่สวยงามและประณีตกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นสวรรค์ที่พรั่งพร้อมด้วยความสุขที่เป็นทิพย์
ปราศจากความยากลำบากใด ๆ ถึงซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์วิมาน และทิพยสมบัติก็ปราณีตมาก

พระสยามเทวธิราช หรือเรียกว่า พระสุยามะ หรือ ท้าวสุยามะเทวราช ผู้มีอายุยืนถึง 2,000 ปีทิพย์
เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา

เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นนี้ เรียกว่า ยามา หรือ ยามะ เป็นจำพวกอากาสัฏฐเทวดาจำพวกเดียว
เพราะมีวิมานลอยอยู่ในอากาศเป็นที่อยู่
เทวดาที่อยู่ในภูมิสูงขึ้นไปกว่าชั้นนี้ก็ล้วนแต่เป็นอากาสัฏฐเทวดาทั้งสิ้น

เทวดาในชั้นยามาภูมิ ล้วนเป็นผู้มีบุญมาก หน้าตางดงามรุ่งเรืองนัก มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างผาสุก
เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ตามสมควรแก่อัตภาพ ทิพย์วิมานเป็นปราสาทเงิน ปราสาททอง ปราศจากแสงพระอาทิตย์
และพระจันทร์ เพราะว่าอยู่สูงกว่าพระอาทิตย์ และ พระจันทร์ มากมายนัก
มีความสว่างอันเกิดจากรัศมีแห่งแก้ว และรัศมีจากกายของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ถ้าดอกไม้บานก็จะเป็นกลางวัน
ดอกไม้หุบจะเป็นกลางคืน

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นยามาภูมิแล้ว 200 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1 วันในสวรรค์ชั้นยามา



ทางไปสวรรค์ชั้นยามา

ต้องพยายามสร้างบุญ ต้องเป็นผู้หนักแน่นในการบำเพ็ญบุญ
ในทานสูตร กล่าวไว้ว่า...
"ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเป็นการทำดี แต่คิดว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย
ได้เคยทำบุญทำทานมาโดยตลอด เราก็ควรได้ทำตามประเพณีที่ท่านเคยทำมา
ถ้าผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำกาลกิริยาตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเหล่าเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นยามา"

"ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลประมาณยิ่ง แต่ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อถึงกาลกิริยาตายไปแล้ว เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา"

สวรรค์ชั้นที่ 4

ดุสิตาภูมิ

ห่างไกลจากสวรรค์ชั้นยามาภูมิ ขึ้นไปเบื้องบนประมาณ 42,000 โยชน์ เป็นแดนสุขาวดี
เป็นที่สถิตอยู่แห่งปวงเทวดาชาวฟ้าทั้งหลาย ผู้ไม่มีความทุกข์ ปราศจากความร้อนใจ แต่กลับมีแต่ความยินดี
และ ความแช่มชื่นอยู่เป็นนิตย์ อีกทั้งยังเป็นภูมิที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
ก่อนที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลก และ บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังเป็นที่เกิดของผู้ที่จะเป็นอัครสาวก ก่อนที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลกอีกด้วย

ดังนั้นเทวดาที่อยู่ในชั้นดุสิตาภูมินี้ จึงนับว่าเป็นเทวดาที่ประเสริฐกว่าเทวดาในภูมิอื่อน ๆ โดยมี
สมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราช ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทวาธิบดี

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมิแล้ว 400 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมิ

ดุสิตาภูมิ เป็นเทพนครที่ตั้งกลางนภากาศ มีปราสาทวิมานอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน

- รัตนวิมาน คือ วิมานแก้ว
- สุวรรณวิมาน คือ วิมานทอง
- รชตวิมาน คือ วิมานเงิน

ปราสาทวิมานเหล่านี้ ตั้งอยู่เรียงรายเป็นระเบียบสวยงาม แต่ละวิมานเป็นปราสาททิพย์
มีความวิจิตรตระการเหลือที่จะพรรณนา มีรัตนปราการกำแพงแก้วล้อมรอบทุก ๆ วิมาน
มีรัศมีรุ่งเรืองเลื่อมพรรณราย สวยงามยิ่งกว่าปราสาทวิมานแห่งเทวดาทั้งหลาย ในสรวงสวรรค์ชั้นยามาภูมิ

เทวสถานชั้นนี้ มีสระโบกขรณี และ สวนขวัญอุทยานทิพย์อีกมากมาย
สำหรับเป็นที่เที่ยวพักผ่อนให้ได้รับความชื่นบานเริงสราญแห่งเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลาย

ปวงเทพเจ้าทั้งหลาย ผู้เคยได้สร้างกามาวจรกุศลกรรมและผลวิบากแห่งกามาวจรกุศลกรรม ชักนำให้มาอุบัติเกิด ณ
โลกสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมินี้ แต่ละองค์มีความสง่างามกว่าเหล่าเทวดาชั้นต่ำ ๆ
มีจิตใจรู้บุญรู้ธรรมเป็นอย่างดี มีจิตยินดีต่อการที่จะได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาเป็นยิ่งนัก

ทุกวันธรรมสวนะ ปวงเทพเจ้าเหล่าดุสิตาภูมินี้ ย่อมจะมีเทวสันติบาตประชุมฟังธรรมกันอยู่เสมอมิได้ขาด
โดยมีสมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราช ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทพยสภาบดี
ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้เป็นพหูสูต
เป็นผู้รู้ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก จึงทรงมีพระอัธยาศัยน้อมไปในการแสดงธรรม
และสดับตรังฟังพระธรรมเทศนา

ปัจจุบันนี้ สมเด็จพระศรีอริยะเมตไตรย พระโพธิสัตว์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ
เป็นที่รู้จักกันในหมูพุทธบริษัทว่า จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอันตรกัปที่ 13 แห่งภัทรกัปนี้
พระองค์ก็สถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นนี้ และมักได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงธรรม
โปรดเหล่าเทพบริษัทในดุสิตสวรรค์นี้อยู่เสมอ



ทางไปสวรรค์ชั้นดุสิต

ต้องอุตส่าห์พยายามสร้างบุญกุศล ชอบสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา เพื่ออบรมปัญญาให้เจริญผ่องใส
ไม่หวั่นไหวโยกคลอน ในการประกอบกุศล ไม่เป็นผู้มัวเมาประมาทในวัยและชีวิตของตน เร่งสร้างกุศล เช่น
บำเพ็ญทาน และรักษาศีลเป็นนิตย์

ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
"ผู้ใดให้ทานโดยไม่คิดว่าทำตามบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี
แต่ให้ทานโดยคิดว่าเราหุงหากิน สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ได้หุงหากิน ถ้าเราไม่ให้ทาน
ก็เป็นสิ่งไม่ควรอย่างยิ่ง
เมื่อเขาตายลง ก็ย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิต"

สวรรค์ชั้นที่ 5

นิมมานรดีเทวภูมิ

เทวภูมินี้ เป็นที่สถิตของปวงเทพเจ้า ผู้มีความยินดีเพลิดเพลินในกามคุณารมณ์
ที่เนรมิตขึ้นตามความพอใจของตนเอง โดยมีเทพเจ้ามเหศักดิ์ ทรงนามว่า สมเด็จท่านท้าวสุนิมมิตเทวาธิราช
ทรงเป็นอธิบดีผู้ปกครอง จึงได้ชื่อว่า นิมมานรดีภูมิ คือ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพ
อันมีสมเด็จพระนิมมิตเทวาธิราช ทรงเป็นอธิบดี

ภายในเทพนคร มีปราสาทเงิน ปราสาททอง และปราสาทแก้ว ทั้งมีกำแพงแก้ว กำแพงทอง อันเป็นของทิพย์
เป็นวิมานที่อยู่ของเหล่าเทวดา

นอกจากนั้น พื้นภูมิภาคยังมีสภาวะเป็นทองราบเรียบเสมอกัน มีสระโบกขรณี และ สวนอุทยานอันเป็นทิพย์
สำหรับเป็นที่เที่ยวเล่นสำราญแห่งเหล่าชาวสวรรค์นิมมานรดีทั้งหลาย
เช่นเดียวกับสมบัติทิพย์ในสวรรค์ชั้นดุสิต ต่างกันแต่ว่าทุกอย่างที่นี่มีสภาวะสวยสดงดงามกว่า
และประณีตกว่าทิพยสมบัติในดุสิตภูมิ

เทพยดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นนี้ มีรูปทรงสวยงามน่าดูชม ยิ่งกว่าชาวสวรรค์ชั้นที่ต่ำกว่าทั้งหลาย
และมีกายทิพย์ ซึ่งมีรัศมีรุ่งเรืองเป็นยิ่งนัก หากเขาเกิดความปรารถนาจะเสวยสุขด้วยกามคุณารมณ์สิ่งใด
เขาย่อมเนรมิตเอาได้ตามความพอใจชอบใจแห่งตนทุกสิ่งทุกประการ ไม่มีความขัดข้อง
และเดือดเนื้อร้อนใจในกรณีใด ๆ เลย ปรองดอง รักใคร่ และได้รับความสุขสำราญชื่นบาน ทุกถ้วนหน้า



ทางไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

ผู้ที่จำอุบัติในสวรรค์ชั้นนี้ ต้องเพียรบริจาคทานเป็นอันมาก อย่างเสมอต้นเสมอปลาย จิตใจบริสุทธิ์
รักษาศีลไม่ขาดตกบกพร่อง ต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองบุญกุศลให้ยิ่งใหญ่ อบรมจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ไม่ให้สกปรกลามกมีมลทิน พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล ผลวิบากแห่งทาน
และศีลอันสูงส่งเท่านั้น จึงจะบันดาลให้ไปอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้

ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
"ผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเราหุงหากิน แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่ได้หุงหากิน
เราจะไม่ให้ทานก็ไม่บังควรอย่างยิ่ง แต่ได้คิดว่าเราจะให้ทานเหมือนอย่างฤาษีทั้งหลาย
ที่ได้กระทำมาในอดีต เมื่อตายลงย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดา ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี"

สวรรค์ชั้นที่ 6

ปรนิมมิตวสวัตตีเทวภูมิ

สวรรค์ชั้นสูงสุดของแดนสุขาวดี ตั้งอยู่ในอากาศ ห่างจากนิมมานรดี 42,000 โยชน์
เทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมินี้ ทั้งที่เป็นเทพบุตรและเทพธิดา เวลาใดที่ปรารถนาจะเสวยในกามคุณ
ก็มีเทวดาที่รู้ใจเนรมิตให้ เมื่อได้เสวยกามคุณสมความปรารถนาแล้ว สิ่งที่เนรมิตมาก็จะสิ้นไป
เทวดาชั้นปรนิตมิตวสวัตตีจึงไม่มีคู่ครองประจำเหมือนเทวดาในสวรรค์ชั้นอื่น ๆ

วิมาน ทิพยสมบัติ และร่างกาย ของเทวภูมิชั้นนี้มีความสวยงามประณีต มากกว่าเทวดาในชั้นนิมมานรดี
มีอายุยาวกว่าประมาณ 4 เท่า ถือว่าเป็นยอดภูมิ คือ ภูมิที่สูงสุดของเทวดาในเทวภูมิ 6

เทวภูมิชั้นนี้ เป็นที่สถิตอยู่ของเหล่าเทพยดาจำพวกมารทั้งหลาย โดยมีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราช และ
สมเด็จพระปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ทรงเป็นอธิบดี จึงได้ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ คือ
ภูมิที่อยู่แห่งทวยเทพ

อำนาจปกครองมิได้อยู่แต่เฉพาะเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิเท่านั้น
แต่ยังมีอำนาจปกครองทั่วไปถึงสวรรค์ชั้นต่ำลงอีก 5 ชั้นด้วย คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต
นิมมานรดี และมีการปกครองที่แตกต่างจากเทวภูมิอื่น คือแบ่งเป็น 2 แดน อยู่กันฝ่ายละแดน
มีเขตแดนกั้นในระหว่างกลาง ต่างฝ่ายต่างอยู่ หากมีกิจจำเป็นจึงจะไปมาหาสู่แก่กัน

แดนเทพยดา มีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราช ทรงเป็นพระเทวาธิราชปกครอง

แดนมาร มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ปกครอง

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิแล้ว 1,600 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวาวัตตี



ทางไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

ผู้ที่จะมาอุบัติในสวรรค์ชั้นนี้ ต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่
อบรมจิตใจให้สูงส่งด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศีล ก็ต้องบำเพ็ญอย่างจริงจัง
ด้วยศรัทธาอย่างยิ่งยวดและถูกต้อง และผลวิบากแห่งทานและศีลอันสูงยิ่งเท่านั้น
จึงจะบันดาลให้ไปอุบัติสวรรค์ชั้นนี้ได้

ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
"ผู้ใดทำทาน โดยไม่ได้คิดว่าทำทานตามฤาษีในอดีตที่เคยทำมา แต่คิดว่าทำทาน
เพื่อให้จิตเกิดความปลาบปลื้มปิติในบุญที่ทำ เมื่อตายลง ย่อมไปเกิดเป็นเทวดา
ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี"

นรกภูมิ

นรกภูมิ คือ ภูมิชั้นที่ต่ำสุดในอบายภูมิ

ตำแหน่งที่ตั้งของนรกภูมิ คือ ดิ่งลึกลงไปในใจกลางโลกอุบัติขึ้นเพื่อจองจำจิตที่กระทำผิด
ฐานละเมิดสังสารวัฏของผู้อื่น รวมทั้งทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้อื่น รวมทั้งสัตว์อื่น
ต้องได้รับทุกขเวทนาทางกาย ทุกขเวทนาทางใจ เป็นกงกรรมกงเกวียน ต้องไปรับทัณฑ์ทรมานนานาประการ
เป็นที่จำขัง กักกันทรมานผู้ที่กระทำบาปสถานหนัก
ชดใช้บาปจากเมื่อครั้งเป็นมนุษย์โดยอาศัยร่างที่เป็นกายหยาบรักโทษ เช่นถูกเลื่อยกาย
หั่นร่างเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถูกโยนลงในบ่อหอกดาบ ถูกไฟครอก นาบเสาทองแดง ถูกตำด้วยสาก ถูกอสรพิษเหล็ก
อีกาเหล็ก สุนัขเหล็ก ถูกโยนใส่กระทะน้ำเดือด ปีนต้นงิ้ว เป็นต้น

โทษทัณฑ์ที่บรรดาสัตว์ในนรกเหล่านั้นจะได้รับ
หนักเบาขึ้นอยู่กับบาปกรรมที่ตนได้ก่อไว้โดยต้องไปชดใช้กรรมในนรก ซึ่งแบ่งออกเป็นขุมใหญ่ 8 ขุม

นรกใหญ่ทั้ง 8 ขุม เป็น 4 มุม มี 4 ประตู อยู่ 4 ทิศ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีที่ว่างเลย
เต็มไปด้วยฝูงสัตว์นรกเบียดเสียดกันอยู่ มีไฟลุกอยู่ชั่วกัลป์ ไฟที่ลุกเกิดจากบาปกรรมของผู้นั้นเอง

นรกใหญ่แต่ละขุม มีนรกบ่าว 16 ขุม ด้านละ 4 ขุม
นรกบ่าว ยังมีนรกเล็ก หรือ ยมโลก อยู่โดยรอบ 40 เหล่า ซึ่งจะมียมบาลอยู่ในนรกบ่าว

ยมบาลนั้น เมื่อเป็นคน ได้ทำไว้ทั้งบาปและบุญ ตายไปเกิดในนรก 15 วัน เป็นยมบาล 16 วัน ดังเช่น เปรตบางตน
กลางวันเป็นเปรต กลางคืนเป็นเทวดา กลางวันเป็นเทวดา กลางคืนเป็นเปรต
บุญมากกว่าบาปก็ไปเสวยสุขในสวรรค์ก่อนแล้วมารับโทษในนรกภายหลัง
บาปมากกว่าก็มารับโทษก่อนแล้วเสวยสุขภายหลัง บุญและบาปเท่ากัน ก็ไปเป็นยมบาล
ผู้ที่มีแต่บาปจะไปเกิดในนรกขุมใหญ่ 8 ขุมนี้

ก่อนเข้าสู่นรกขุมที่ 1 จะมีด่านนรก ซึ่งมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใต้พื้นพสุธา ถัดจากเปรตภูมิ
เป็นที่ตั้งของจิตนายนิรบาล (พญายม, ยมบาล) ใช้พิจารณาคดี สะสางความดี ความชั่ว ก่อนที่จะนำไปอุบัติใหม่
ตามกรรมที่ได้กระทำขึ้นเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ จิตบางจิตอุบัติลงมาบนโลกมนุษย์ แต่ยังไม่ครบสังสารวัฏ
อายุไม่ถึงครึ่งสังสารวัฏ (ครึ่งศตวรรษ คือ 50 พรรษา) จะถูกนำมาพิจารณาคดีความเช่นเดียวกับโลกมนุษย์
ว่ามีสาเหตุมาจากสิ่งใด หากเป็นกงกรรมกงเกวียน เคยเป็นผู้ฆ่า ก็ต้องลงไปอุบัติใหม่
เพื่อชดใช้กรรมที่ได้กระทำไว้ คือ ต้องเป็นผู้ถูกฆ่า จะถูกส่งกลับไปเป็นสรรพเวสี คือ วิญญาณเร่ร่อน
ไม่สามารถกลับคืนสู่ที่ตั้งจิต คือ สวรรค์ชั้นอาภัสราพรหมได้ จนกว่าจะหมดสังสารวัฏ

จิตวิญญาณมนุษย์ ที่เคยก่อกรรมทำเข็ญกับมนุษย์ด้วยกัน คือ ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน
รวมทั้งการรบพุ่งกันในสมัยโบราณ เป็นการต่อสู้กันตัวต่อตัวตามสัญชาตญาณสัตว์

หากผู้ที่ถูกฆ่าเป็นผู้ถูกรุกราน ล้วนผูกใจเจ็บ จองเวร จองกรรม ต้องการอุบัติเป็นผู้ฆ่า

หากผู้ที่ถูกฆ่าเพราะกงกรรมกงเกวียน ที่ไปตัดตอนสังสารวัฏของผู้อื่น จะต้องจองจำอยู่ในวัฏสังสาร คือ
ต้องเป็นสรรพเวสี (วิญญาณเร่ร่อน) ล่องลอยไปในอากาศ ต้องวนเวียน
ลงมาเกิดเป็นเดรัจฉาน สิงสถิตอยู่กับสุนัขข้างถนน ไร้คนดูแล อดอยาก รวมทั้งสถิตอยู่กับสรรพสัตว์อื่น ๆ
เพื่อสามารถกัดกิน ได้แก่ แมว ตุ๊กแก กัดกินสัตว์ซึ่งนรกส่งมาเกิดเพื่อชดใช้กรรม คือ หนูสารพัดชนิด
เป็นอาหารเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสังสาร จนกว่าจะครบสังสารวัฏ

หลังจากนั้น จะถูกนำกลับมาพิจารณาคดีความต่อที่นรกขุมที่ 1

ผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมจิตสรรพสัตว์ รวมทั้งมนุษย์ที่ถูกฆ่ากลับมาพิจารณาคดีที่นรกขุมที่ 1 คือ
ท้าวเวชสุวรรณ

ผู้ที่ทำหน้าที่นำจิตของผู้ที่ครบสังสารวัฏมาพิจารณาคดีความ คือ พญามัจจุราช

จิตทั้งหลายหากประกอบคุณงามความดี พญายมก็จะส่งจิตวิญญาณเหล่านั้น
ไปให้พญามัจจุราชพิจารณาความดีความชอบที่บนสวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหม

นรกขุมที่ 1

สัญชีวนรก >> นรกที่ไม่มีวันตาย

เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติเกิดในนรกขุมนี้ ถึงแม้จะได้รับทุกข์จนตายแล้ว ก็กลับเป็นขึ้นมาอีก
คนใจบาปหยาบช้าลามกผู้ใด ตายไปตกนรกขุมนี้แล้ว ก็จะเป็นคล้าย ๆ กับว่ามีตัวเป็นกายสิทธิ์ คือ
ไม่มีวันตาย เสวยทุกข์อันแสนสาหัสจนขาดใจตาย แล้วก็กลับมีชีวิตขึ้นมาเสวยทุกข์โทษต่อไปอีก ตาย ๆ เป็น ๆ
อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

สัตว์นรกทุกตัวในขุมนี้ไม่ต้องทำอะไร นอกจากก้มหน้าก้มตาเสวยผลกรรมของตน

สัตว์นรกบางจำพวกถูกนายนิรยบาลจับมัดให้มั่น แล้วบังคับให้นอนลงเหนือแผ่นเหล็กที่ลุกแดงด้วยไฟนรก
ได้รับความปวดแสบปวดร้อนเหลือประมาณ

ต่อจากนั้น นายนิรยบาลจึงเอาดาบที่คมหนักฟาดฟันต่างให้ขาดเป็นท่อน ๆ
บางทีก็เอามีดมาขวานคอยถามคอยเฉือนตัวร่างกายของสัตว์นรก ที่กำลังนอนพื้นเหล็กทีละน้อย ๆ
จนกระทั่งเนื้อหนังมังสาหมดไป เหลือแต่เพียงโครงกระดูกขาวโพลนอยู่

สัตว์นรกทั้งหลายได้รับโทษทรมาณอย่างเจ็บปวด ส่งเสียงโอดโอยร้องครวญคราง จนกระทั่งสิ้นใจตายไป
แล้วก็มีลมชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "ลมกรรม"
พัดโชยมาโดนร่างของสัตว์นรกนั้นให้กลับเป็นมีชีวิตสรีระร่างกายเหมือนเดิม

ทันทีที่มีชีวิตขึ้นมาใหม่
นายนิรยบาลก็เริ่มลงมือประหัตประหารทรมานสัตว์นรกให้ได้รับทุกข์ทรมาณกับความเจ็บปวดเหมือนเดิม
แต่เฝ้าตายเป็นและเป็นตายอยู่อย่างนี้นานนักหนาจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

สัตว์นรกบางจำพวก อำนาจกรรมทำให้มีนิ้วมือแปลกพิลึก คือ มีนิ้วมือเป็นอาวุธ เป็นหอก เป็นดาบ เป็นแหลน
เป็นหลาว ล้วนแต่คมวาววับน่ากลัว

ครั้นมาพบเพื่อนสัตว์นรกด้วยกัน แทนที่จะสงสารสามัคคีก็มีอันเป็นสติวิปลาสเกิดเป็นบ้า
จำหน้าเพื่อนกันไม่ได้ เหมือนกับโกรธเคือกันมาเป็นแรมปี ตรงรี่เข้าใส่
ฟันแทงซึ่งกันและกันด้วยความฉุนโกรธเป็นวรรคเป็นเวร ปากก็ร้องคำรามอยู่แต่ว่า "กูจะฆ่ามึง"
ต่อสู้กันชุลมุนเป็นกลุ่ม ๆ จนต่างมีโลหิตไหลโซมร่างแดงฉาน ประหารกันให้ได้รับความเจ็บปวด

บ้างก็ล้มลงดิ้นพรวดพราด บ้างก็ล้มหายตายก่ายกองระเนระนาด บ้างก็ร้องครวญครางเพราะพิษบาดแผล
แลดูน่าสังเวชยิ่งนัก

พอมีลมกรรมพัดมา ก็กลับมีชีวิตชีวาเหมือนเดิม แล้วก็เริ่มต้นสู้กันใหม่
บางคราวนายนิรบาลก็เข้าผสมโรงด้วย ช่วยทุบตีฟันแทงให้ได้รับความเจ็บปวดหนักขึ้นไปอีก
เป็นอยู่อย่างนี้วันแล้ววันเล่า

ผู้ที่จะต้องมาใช้กรรมในนรกขุมนี้ คือ มนุษย์ที่มีจิตไม่บริสุทธิ์ หยาบช้าลามกใจสกปรก
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน พอสิ้นชีวิต
กรรมจึงนำพาให้มาเกิดในสัญชีวนรก

นรกขุมที่ 2

กาฬสุตตนรก >> นรกเส้นด้ายดำ

นรกขุมนี้ มีชื่อว่า กาฬสุตตนรก คือ นรกที่ลงโทษตามเส้นด้ายดำ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใต้พื้นพสุธา
ลึกลงไปถัดจากนรกขุมที่ 1

สัตว์ที่เกิดในขุมนรกนี้ จะถูกลงโทษด้วยนายนิรยบาล เอาด้ายดำมาตีเป็นเส้นตามร่างกาย
แล้วก็เอาเลื่อยมาเลื่อย บางทีก็เอาขวานมาผ่า หรือ เอามีดมาเฉือนกรีดตามเส้นดำที่ตีไว้ไม่ให้ผิดรอยได้

ความเป็นอยู่เหล่าสัตว์ในกาฬสุตตนรก
บางพวกถูกนายนิรยบาลจับมัดให้นอนลงเหนือแผ่นเหล็กแดงที่กำลังร้อนแรงด้วยไฟนรก
แล้วเอาด้ายดำซึ่งทำด้วยเหล็กโตใหญ่เท่าลำตาลมาตีบนร่างของสัตว์นรกนั้น ทำให้เป็นรอยเส้น
แล้วเลื่อยด้วยเลื่อยนรกซึ่งแดงไปด้วยเปลวไฟ ค่อยเลื่อยไปจนกายขาดเป็นท่อน ๆ
สัตว์นรกทนไม่ได้ก็ดิ้นกระวนกระวาย บางทีถึงกับทะลึ่งลุกขึ้นพรวดพราด
แสดงกิริยาฮึดฮัดทำท่าจะสลัดให้หลุด นายนิรยบาลก็บังคับจับมัดให้แน่เข้าไปอีก
แล้วทำการเลื่อยตัดร่างกายสัตว์นรกเหล่านั้นต่อไป

บางพวกพอเห็นนายนิรยบาลถือศาสตราวุธสำหรับเลื่อยตัดร่างกายเดินมาแต่ไกล ก็เกิดความขยาดกลัว
พากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เมื่อนายนิรยบาลเห็นดังนั้น ก็พลันตวาดดังลั่นเสียงสนั่นก้องทั่วทั้งนรก
ยิ่งทำให้สัตว์นรกตกใจกลัวสุดขีด วิ่งเผ่นหนีกันอุตลุด เหยียบย่ำกันเองจนดูน่าเวทนา

ด้วยอำนาจอกุศลกรรมบันดาล ในขณะที่วิ่งหนีกันอลหม่าน ก็จะมีแผ่นกระดาษเหล็กอันคมกริบ
ร้อนรุ่มด้วยเปลวไฟมีเสียงน่ากลัวเหมือนฟ้าผ่า แล่นมาตัดร่างกายสัตว์นรกทั้งหลาย
ให้ขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ กลิ้งเกลื่อนกลาดระเนระนาดอยู่ในที่นั้นเอง

สัตว์นรกเหล่านี้ เฝ้าเสวยทุกข์โทษอยู่เป็นเวลานานจนกว่าจะหมดอกุศลกรรมความชั่วร้ายที่ตนได้ทำไว้
แล้วจึงไปเกิดในภูมิอื่นตามยถากรรม


สัตว์นรกที่ต้องตกลงในขุมนี้ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์มีใจบาปหยาบช้า ได้ทำกรรมไว้ ดังนี้
- จับเอาสัตว์สี่เท้ามาทรมานให้ได้รับความลำบาก
- จุดไฟเผาป่า ด้วยเจตนาจะให้สัตว์ป่าล้มตาย
- เจตนาทำร้ายร่างกายผู้อื่นซึ่งไม่มีทางสู้
- เบียดเบียนผู้อื่นจนพิการ
- ทำร้ายร่างกายบุพการี โดยมิได้เจตนา เช่น เมาสุราจนขาดสติ เผลอตัวทำร้ายบิดามารดาตนเอง
- เจตนาทรมานสัตว์ต้องห้าม 3 ชนิด คือ เต่า หมี เสือ
- ฆ่าสัตว์ต้องห้าม 3 ชนิด คือ เต่า หมี เสือ โดยไม่เจตนา

ในอดีตกาล สัตว์ทั้ง 3 ชนิด เป็นสัตว์ที่เคยอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 อุบัติเป็นเต่า ครบ 10 สังสารวัฏ (10 ชาติ) จึงได้ชื่อว่าเป็น
"พระพุทธเจ้ากัสสโปโลกัสสปะ" เป็นการบำเพ็ญบารมี เพื่อให้ได้มาซึ่ง "สมถะ"

พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 อุบัติเป็นหมี ครบ 100 สังสารวัฏ (100 ชาติ) จึงได้ชื่อว่าเป็น
"พระพุทธเจ้ากัสสโปโลกัสสนะ" เป็นการบำเพ็ญบารมี เพื่อให้ได้มาซึ่งความละอายใจ
ที่เกิดจากการเบียดเบียนสัตว์อื่น คือ แย่งกินน้ำหวานจากผึ้ง

พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 อุบัติเป็นเสือ ครบ 1,000 สังสารวัฏ (1,000 ชาติ) จึงได้ชื่อว่าเป็น
"พระพุทธเจ้าสกุปโปกัสสปะ" เป็นการบำเพ็ญบารมี เพื่อให้ได้มาซึ่งความละอายใจ
ที่เกิดจากการทำร้ายผู้อื่นที่ไม่มีหนทางต่อสู้

ปัจจุบันเหลือเพียงสัตว์ 3 ชนิดนี้เท่านั้น ที่มีสังสารวัฏใกล้เคียงกับมนุษย์
จิตที่พ้นจากการจองจำในนรกภูมิ เปรตภูมิ ก่อนอุบัติเป็นมนุษย์ ล้วนต้องอุบัติเป็นสัตว์ทั้ง 3
ชนิดนี้ทั้งสิ้น

สุนัข แมว สัตว์ที่มีอายุขัยสั้น เป็นที่สิงสถิตของสรรพเวสี สัตว์จำพวกหนูสารพัดชนิด
ของจิตหลุดพ้นจากการจองจำในรกทั้ง 7 ขุม รวมทั้งเปรตภูมิ สรรพเวสี (วิญญาณเร่ร่อน) ทั้งหลาย
ที่ตายเพราะถูกฆ่าเนื่องจากกงกรรมกงเกวียน คือ กลับมาชดใช้กรรมถูกฆ่าเพราะเคยฆ่าตัดตอนสังสารวัฏผู้อื่น
หรือ ก่อกรรมทำเข็ญมามาก ทำให้อายุขัยสั้นถูกพญามัจจุราชคร่าชีวิตก่อนถึงวัยอันควร (ก่อนครบสังสารวัฏ)
เช่น ตายเพราะอุบัติเหตุ ตายฉับพลันก่อนสังสารวัฏ ทำให้ไม่สามารถกลับคืนสู้ที่ตั้งจิต คือ
สวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหม และไม่สามารถนำไปพิจารณาคดีที่นรกขุมที่ 1 ได้
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสาร สิงสถิตอยู่กับสัตว์สรรพวัฏ จำพวกสุนัขข้างถนน แมว ตุ๊กแก ค้างคาว
เป็นต้น ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสังสาร จนกว่าจะครบสังสารวัฏ คือ 100 พรรษา

จากนั้น ท้าวเวชสุวรรณจึงนำจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสังสาร จนครบสังสารวัฏ
เพื่อนำไปพิจารณาคดีที่นรกขุมที่ 1 ตามลำดับ

นรกขุมที่ 3

สังฆาฏนรก >> นรกบดขยี้สัตว์

ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใต้พื้นพสุธา ลึกลงไปถัดจากนรกขุมที่ 2

เหล่าสัตว์ที่เกิดในขุมนรกนี้ ถูกภูเขาเหล็กบดขยี้ร่างกายให้ได้รับทุกเวทนาอยู่ตลอดเวลา
มีรูปร่างแปลกประหลาด

บางตนมีหน้าตาเป็นควาย มีร่างเป็นมนุษย์
บางตนหน้าตาเป็นมนุษย์ แต่ร่างกายกลับเป็นช้าง
บางตนมีหน้าตาเป็นมนุษย์ แต่ร่างกายเป็นสัตว์เดรัจฉานหลายอย่างหลายชนิด
บางตนมีหน้าเป็นเสือ เป็นกวาง เป็นม้า เป็นวัว เป็นลา เป็นหมู เป็นหมา เป็นเป็ด เป็นไก่ เป็นกา ฯลฯ
แต่ร่างเป็นมนุษย์

นายนิรยบาลผูกมัดสัตว์นรกร่างประหลาดต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ที่คอรวมกันเป็นพวง ๆ ด้วยโซ่เหล็กร้อนระอุ
แล้วฉุดกระชากลากให้มานอนเหนือแผ่นเหล็กที่ร้อนกล้า แล้วก็เอาค้อนเหล็กตีกระหน่ำลงไปเต็มแรง
ร่างกายสัตว์นรกก็แตกป่นถึงกระดูก เมื่อโดนลมกรรมที่พัดมาก็กลับเป็นปกติธรรมดา
ให้นายนิรยบาลมีโอกาสทุบตีกระหน่ำซ้ำต่อไปอีกไม่หยุดยั้ง

สัตว์นรกบางจำพวกถูกนายนิรยบาลจับมัดมา แล้วให้นอนหงาย ลงบนถ่านอันร้อนระอุ ดิ้นรนไปมา
เสวยทุกขเวทนาสิ้นกาลนาน

สัตว์นรกบางจำพวกถูกนายนิรยบาลซึ่งถือศาสตราวุธเที่ยวเดินไป แล้วร้องขู่คำรามด้วยเสียงก้องนรก
สัตว์นรกได้ฟังก็หวาดกลัวจับขั้วหัวใจ วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
อำนาจกรรมบันดาลให้เกิดกองไฟขึ้นขวางหน้ากั้นไว้ สัตว์นรกก็ไปไม่ได้
พอหันกลับมาก็เกิดไฟดักหน้าเข้าอีกกองหนึ่ง ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็จะมีกองไฟรอบตัวไปหมด
เผาสัตว์นรกให้ได้ทุกขเวทนาแสนสาหัส เพราะไฟนรกนั้น มีความร้อนแรงกว่าไฟธรรมดาหลายเท่านัก
ถึงจะถูกไฟนรกเผาไหม้ สัตว์นรกทั้งหลายก็ไม่ตายง่าย ๆ ยังมีภูเขาเหล็ก 2 ลูก
กลิ้งมาบีบจนแหลกรานละเอียดไม่มีชิ้นดี

สัตว์นรกบางพวกถูกนายนิรยบาลจับมาฝังลงในพื้นแผ่นเหล็กแค่บั้นเอว ตรึงไว้อย่างแน่นหนา
แล้วก็มีภูเขาไฟกลิ้งมาบดขยี้สัตว์นรกเหล่านั้นให้ได้รับทุกขเวทนา แตกละเอียดไป
พอมีลมกรรมพัดมาก็กลับเป็นขึ้นมาอีก ภูเขาเหล็กนรกนั่นก็ค่อย ๆ
กลิ้งมาทับบดขยี้ให้ถึงความป่นปี้ทุกขเวทนาอีก เป็นอยู่อย่างนี้ซ้ำซาก ตลอดเวลาที่อยู่ในสังฆาฏนรกนี้


นรกขุมนี้ อุบัติขึ้นเพื่อลงโทษจิตที่กระทำความผิด ดังนี้

- ฆ่าคนโดยไม่เจตนา เช่น เมาแล้วขับรถชนคนตาย
- ทำร้ายร่างกาย ทุบตี ผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ พระอรหันต์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
(ปฏิบัติธรรมตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป) ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีเพื่อสังคมส่วนรวม เป็นที่ประจักษ์
จนได้รับความเคารพนับถือดังเช่นมีผู้มีพระคุณ
- เจตนาฆ่าสัตว์ต้องห้าม 3 ชนิด ได้แก่ เต่า หมี เสือ

นรกขุมที่ 4

โรรุวนรก >> นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้

ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใต้พื้นพสุธา ลึกลงไปถัดจากนรกขุมที่ 3

เหล่าสัตว์ที่เกิดในขุมนรกนี้ เป็นสัตว์ที่ได้รับทุกข์โทษแสนสาหัส
ต้องร้องคราวญครางอย่างน่าเวทนาอยู่ตลอดเวลา

ในนรกขุมนี้มีดอกบัวเหล็กเต็มไปหมด แต่ละดอกก็มีสัตว์นรกเสวยทุกขเวทนาอยู่ในนั้น
ด้วยการนอนคว่ำอยู่กลางดอกบัวเหล็ก โผล่ออกมาแต่ข้อมือกับข้อเท้า
แล้วเปลวไฟก็ปรากฏขึ้นเผาไหม้ดอกบัวเหล็ก ซึ่งมีสัตว์นรกอยู่ในนั้น เปลวไฟแลบเข้าหูขวาทะลุหูซ้าย
เข้าปาก ตา จมูก สัตว์นรกก็ได้แต่ต้องครวญครางสนั่นหวั่นไหว จะตายก็ไม่ตาย เสวยทุกขเวทนาตลอดเวลา
จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ได้ทำไว้


กรรมที่มนุษย์ใจบาปหยาบช้าต้องมาเสวยผลกรรมในนรกขุมนี้

- จับเอาสัตว์เป็น ๆ มาเผาไฟหรือปิ้งให้สุก แล้วกินเป็นอาหารอยู่เสมอ ๆ
- ผู้ที่เคยเป็นตุลาการ แล้วพิพากษาความไม่ยุติธรรม ด้วยเห็นแก่สินจ้าง สินบน ที่ชนะให้แพ้ ที่แพ้ให้ชนะ
ไม่ตัดสินไปตามความจริง
- ผู้ที่มีความโลภ เจตนาบุกรุกที่บ้านและเรือกสวนไร่นาของผู้อื่นเอามาเป็นของตน
- หญิงคบชู้ แล้วให้ชู้ฆ่าสามีให้ตาย
- ผู้ที่ฉ้อโกง หรือ เบียดบังทรัพย์สมบัติ ที่มีผู้อุทิศถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ เจดีย์วิหาร
เอามาเป็นของตน
- ฆ่าผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ พระอรหันต์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ (ปฏิบัติธรรมตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป)
ผู้ที่ประกอบความดีเพื่อสังคมส่วนรวมเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับความเคารพนับถือดังเช่นผู้มีพระคุณ
- ฆ่าคนโดยเจตนาในขณะที่รบพุ่งกัน ในฐานะผู้บุกรุกรุกรานผู้อื่น

นรกขุมที่ 5

มหาโรรุวนรก >> นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องคราญครางอย่างมากมาย

ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใต้พื้นพสุธา ลึกลงไปถัดจากนรกขุมที่ 4

เหล่าสัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้ เป็นสัตว์ที่ได้รับทุกข์ทนมานแสนสาหัส ร้องไห้ระงมไปทั่วทั้งนรก
เสวยทุกขเวทนาดูน่ากลัวนัก ต้องเข้าไปยืนในดอกบัวเหล็ก ซึ่งกลีบแต่ละกลีบคมเป็นกรด
ไฟนรกลุกโพลงในดอกบัวร้อนแรงแดงฉาน เผาไหม้สัตว์นรกซึ่งอยู่ในดอกบัวนั้น ตั้งแต่เท้าจนถึงศีรษะ
เปลวไฟแลบเข้าไปในทวารทั้ง 9 เผาไหม้ทั้งข้างในและข้างนอก

สัตว์นกทั้งหลายได้เสวยทุกข์โทษอย่างนี้ ก็ได้แต่คราวญครางด้วยความร้อนรุ่มทุรนทุราย จะตายก็ไม่ตาย
ถูกไฟแผดเผาในดอกบัวยังไม่พอ
นายนิรยบาลยังถือกระบองเหล็กที่มีไฟลุกโชนตีกระหน่ำบนศีรษะซ้ำเข้าไปอีกจนแตกยับ
ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ตายลงง่าย ๆ เพราะอำนาจกรรมทำให้มีชีวิตได้รับทุกข์ต่อไป


กรรมที่มนุษย์ใจบาปหยาบช้าต้องมาเสวยผลกรรมในนรกขุมนี้

- โหดร้าย ตัดศีรษะสัตว์และมนุษย์
- ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยอำนาจของความโกรธ
- โจรกรรม
- ทำชั่วด้วยความอาฆาต
- ปล้นขโมยสิ่งของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของพ่อแม่ ของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ และของท่านผู้ทรงศีล

นรกขุมที่ 6

ตาปนรก >> นรกที่ทำให้สัตว์เร่าร้อน

ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใต้พื้นพสุธา ลึกลงไปถัดจากนรกขุมที่ 5

เหล่าสัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้ ต้องได้รับทุกข์โทษเร่าร้อนมีหลาวเหล็กใหญ่โตเท่าต้นตาล
โชติช่วงแดงฉานด้วยเปลวไฟ จำนวนประมาณหลายหมื่นแสนแน่นเต็มนรกไปหมด หลาวเหล็กแต่ละอัน
มีสัตว์นรกเสียบอยู่บนปลายหลาว มีเปลวไฟพุ่งขึ้นภายใต้หลาวเหล็ก ไหม้เผาผลาญสังหารสัตว์นรกทั้งหลาย
ทั้งกลางวันและกลางคืน เนื้อหนังมังสาของสัตว์นรกทั้งหลายไหม้สุกพองอยู่เหนือปลายหลาวเหล็ก
ต้องเสวยทุกข์เวทนาดิ้นพล่านไปมา จนกระทั้งเนื้อสุกพองไปด้วยอำนาจไฟนรก

ครั้นเนื้อสุกเสร็จทั่วตัวแล้ว ก็มีหมานรกรูปร่างแปลกประหลาด ขนาดความใหญ่เท่ากับช้างสาร
ร้องเสียงกึกก้องดังฟ้าด้วยความหิวกระหาย
วิ่งกระโจนเข้ามาโหย่งเท้าหน้าเอาปากงับกระชากสัตว์นรกทั้งหลายจนเนื้อหนังหมดสิ้น เหลือแต่กระดูก

กรรมยังไม่สิ้นตราบใด พอลมกรรมพัดมา ก็กลับมีร่างกายเป็นปกติขึ้นมาตามเดิม
นายนิรยบาลก็ไล่บังคับให้ขึ้นบนปลายหลาวเหล็ก ย่างให้สุกพองเหมือนอย่างเก่า
แล้วถูกหมานรกฉีกกินเนื้ออย่างนี้ จนกว่าจะสิ้นกรรม

กรรมที่มนุษย์ใจบาปหยาบช้าต้องมาเสวยทผลกรรมในนรกขุมนี้

- พวกนายพราน คนล่าสัตว์ ผู้ที่ฆ่าสัตว์ทั้งหลายทิ่มแทงให้ตายด้วยหอกแหลนหลาว เอาเนื้อมารับประทาน
หรือขายเลี้ยงชีวิตตน เห็นแต่จะกิน เห็นแต่จะได้ โดยมิได้ละอายต่อบาป
- ฆ่าคนโดยเจตนา ในฐานะผู้สั่งฆ่า มีเจตนาฆ่าอย่างลึกซึ้ง จงใจตัดตอนสังสารวัฏของผู้อื่น
- การฆ่าพลีชีพ ถือเป็นการจงใจฆ่าตัดตอนสังสารวัฏผู้อื่นที่บริสุทธิ์
- ผู้ที่ลงมือฆ่าตัดตอนสังสารวัฏผู้อื่นอย่างลึกซึ้งด้วยตนเอง อย่างเช่น สามีฆ่าภรรยา พี่ฆ่าน้อง
โดยมีการวางแผนอย่างซับซ้อน แยบยล
โดยระยะเวลาที่ต้องถูกจองจำในนรกภูมิขึ้นอยู่กับว่าได้ลงมือฆ่าตัดตอนสังสารวัฏผู้อื่นจำนวนกี่คน หากฆ่า
100 คน ก็ต้องถูกจองจำในนรกภูมิ 100 สังสารวัฏ (10,000 ปี)

นรกขุมที่ 7

มหาตาปนรก >> นรกที่ทำให้สัตว์เร่าร้อนเหลือประมาณ

ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใต้พื้นพสุธา ลึกที่สุดอยู่ตรงใจกลางโลก ณ จุดที่ลาวากำลังคุกรุ่น
อยู่ถัดจากนรกขุมที่ 6

นรกขุมนี้แลดูน่ากลัวนักหนา ทั้งลึก ทั้งกว้าง มีกำแพงเหล็กลุกเป็นไฟ เหล่าสัตว์ที่อุบัติในนรกขุมนี้
ต้องได้รับทุกข์เร่าร้อนเป็นที่สุด ภายในกำแพงอันกว้างขวางใหญ่โตนั้น
มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟตั้งอยู่เป็นลูก ๆ ตามพื้นข้างภูเขามีขวากเหล็กแหลมคมลุกแดงด้วยไฟ
ปักเรียงรายอยู่เหนือพื้น

นายนิรยบาล ถืออาวุธหอกดาบแหลนหลาวลุกแดงด้วยไฟไล่ทิ่มแทงสัตว์นรกทั้งหลายให้ขึ้นไปบนภูเขาไฟแดงฉาน
สัตว์นรกทั้งหลายตกใจกลัวนายนิรยบาล ก็พากันวิ่งไปยอดเขานรก
ต่อจากนั้นก็มีลมกรดอันร้อนแรงคมกล้าพัดมาด้วยกำลังลมนรก ทำให้สัตว์พลักตกลงมาจากยอดเขา
ถูกขวากนรกร้อนแรงซึ่งอยู่เบื้องล่าง เสียบร่างกายทะลุเลือดแดงฉาน ทรมานทุรนทุราย
ด้วยความเจ็บปวดและความรุ่มร้อนแสนสาหัส

สัตว์นรกบางตนตกลงมาถูกขวากเสียบข้างซ้ายทะลุข้างขวา บ้างถูกเสียบข้างหน้าทะลุข้างหลัง
เสียบหัวทะลุกลางตัว ส่งเสียงร้องคราญครางด้วยความเจ็บปวดยิ่งนัก
ถูกเผาไหม้ทรมานอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาที่กรรมชั่วยังไม่สิ้น

กรรมที่มนุษย์มีใจบาปหยาบช้าต้องมาเสวยผลกรรมในนรกขุมนี้

- ฆ่าบุพการี
- ผู้สั่งฆ่าคนหมู่มากที่บริสุทธิ์โดยเจตนา
- ผู้ที่ปองร้าย ลอบทำร้าย มีเจตนาต่อต้านพระพุทธเจ้า

เกณฑ์อายุสัตว์ในมหาตาปนรกนี้ มีจำนวนครึ่งอันตรกัป

นรกขุมที่ 8

อเวจีนรก >> นรกที่ปราศจากความเบาบางแห่งทุกข์

มหานรกขุมสุดท้าย เต็มไปด้วยเปลวไฟและความทุกข์ปราศจากการหยุดพัก บันดาลให้สัตว์นรก
ได้รับทุกข์ทรมานไม่มีสร่าง ไม่มีหยุด

นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมขุมใหญ่กว่าบรรดานรกทั้งหลาย น่ากลัวน่าสยดสยองยิ่งนัก
มองดูเหมือนเมืองใหญ่ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็กที่มีเปลวไฟโชติช่วงชัชวาล ภายในเปลวไฟร้อนระอุไหม้สัตว์นรก
ทั้งกลางวันและกลางคืนไม่มีว่างเว้น

สัตว์ที่ไปเกิดอยู่ในมหานรกอเวจีนี้ มีมากกว่านรกขุมอื่นแออัดยัดเยียดเบียดเสียดกันอยู่

การเสวยทุกข์โทษในนรกขุมนี้ แตกต่างกันไปหลายอิริยาบถ หลายท่าหลายทาง เช่นถ้าเคยยืนทำบาปเอาไว้
ก็ต้องมายืนทนทุกข์อยู่ เคยนั่งเคยนอนทำบาปไว้ ก็ต้องมานั่งมานอนเสวยทุกข์อยู่ในมหานรกอเวจีนี้
เคยทำบาปทำกรรมอะไรไว้ด้วยอาการอย่างไร ก็ต้องมาเสวยทุกข์อยู่ในนี้ด้วยอาการเช่นนั้น

กรรมที่มนุษย์ใจบาปหยาบช้าต้องมาเสวยผลกรรมในนรกขุมนี้
กรรมอย่างหนักยิ่ง 5 ประการ
- ฆ่ามารดา ของตัวเองให้ตาย หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า
- ฆ่าบิดาตวเองให้ตาย หรือ ใช้ให้คนอื่นฆ่า
- ฆ่าพระอรหันต์ให้ตาย หรือ ใช้ให้คนอื่นฆ่า
- ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต
- ทำสังฆเภท คือ ยุยงให้สงฆ์แตกแยกกัน

เกณฑ์อายุสัตว์ที่เกิดในอเวจีนรกโลกนี้ มีประมาณ 1 อันตรกัป
จำนวนสังสารวัฏที่ต้องตกอยู่ในนรกแต่ละขุม ขึ้นอยู่กับว่าไปทำลายสังสารวัฏของผู้อื่น หมายถึง
ฆ่าตัดตอนสังสารวัฏผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องตาย
ก่อนกำหนดที่พญามัจจุราชจะมาคร่าชีวิตกลับไปยังที่ตั้งจิต เพื่อพิจารณาความดีความชอบ กงกรรมกงเกวียน
บาปกรรม เพื่อส่งไปอุบัติในสังสารวัฦฏถัดไป ตามคุณงามความดีที่ได้กระทำไว้ เมื่อครั้งอุบัติเป็นมนุษย์
รวมทั้งบุพกรรมเดิมที่เคยกระทำมาแต่ชาติปางก่อนด้วย

พวกที่พ้นโทษจากนรก แล้วยังมีเศษบาปติดอยู่ ก็ไปเกิดเป็นเดรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสูรกายบ้าง
เป็นมนุษย์ที่ทุพพลภาพพิกลพิการ ตามความหนักเบาของบาปที่ตนได้ทำไว้

หากมีคุณงามความดี จะถูกส่งไปอุบัตเทวภูมิ 2 ภูมิได้แก่ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หมายถึง
ผู้ประกอบคุณงามความดีเพื่อสาธารณะ จนเป็นที่ยอมรับนับถือ นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์ สัตว์แพทย์ พยาบาล
รวมทั้งผู้ฝึกจิต ตั้งแต่ โสดาบัน อนาคามี จนถึง สทาคามี

สำหรับผู้ฝึกจิตจนบรรลุอรหัตผล ได้แก่ บรรพชิต ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนบรรลุอรหัตผล พระอริยสงฆ์
และผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นฆราวาสที่ฝึกจิตจนบรรลุอรหัตผลอริยเจ้า ขึ้นสู่สวรรค์ชั้นพุทธภูมิ (สุขาวดี)
มิต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกต่อไป

นรกบริวาร

นอกจากนรกขุมใหญ่ 8 ขุมแล้ว ยังมีนรกขุมเล็กอีก 16 ขุม
เรียกว่า "อุสสุทนรก" เป็นขุมนรกบริวาร ล้อมรอบนรกขุมใหญ่

อุสสุทนรก มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 128 ขุม

ล้อมรอบสัญชีวมหานรก 16 ขุม
ล้อมรอบกาฬสุตตมหานรก 16 ขุม
ล้อมรอบสังฆาฏมหานรก 16 ขุม
ล้อมรอบโรรุวมหานรก 16 ขุม
ล้อมรอบมหาโรรุวมหานรก 16 ขุม
ล้อมรอบตาปมหานรก 16 ขุม
ล้อมรอบมหาตาปมหานรก 16 ขุม
ล้อมรอบอเวจีมหานรก 16 ขุม

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอุสสุทนรก เพียง 4 ขุม ซึ่งล้อมรอบเป็นบริวารของนรกขุมที่ 1 คือสัญชีวนรก
เพราะอุสสุทนรก ที่เหลือในทิศอื่น และ ล้อมรอบเป็นบริวารในมหานรกอื่น ก็ชื่อเหมือนกัน
จะต่างกันแต่เพียงโทษหนักเบา ตามชั้นของมหานรกทั้งหลายเท่านั้น


1. คูถนรก

ครั้นสัตว์นรกพ้นโทษทุกข์จากมหานรกขุมใหญ่แล้ว หากกรรมยังไม่สิ้น
ก็จะเคลื่อนออกไปอยู่ในนรกบริวารที่ใกล้ชิดมหานรกอันดับที่ 1 คือ คูถนรก

ในคูถนรกเต็มไปด้วยหมู่หนอนทั้งหลายเป็นอันมาก ซึ่งแต่ละตัวมีปากแหลมดังเข็ม
ตัวอ้วนพีใหญ่โตเท่าช้างสารแลดูน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก

เมื่อสัตว์นรกทั้งหลายมีโอกาสออกไปจากนรกขุมใหญ่ก็ดีใจยิ่งนัก
แต่ไม่ช้าก็ถูกนายนิรยบาลต้อนให้ลงไปในคูถนรก เมื่อตกลงไป หมู่หนอนนรกทั้งหลายก็แสดงอาการดีใจ
เข้าล้อมกายสัตว์นรกนั้น แล้วพากันกัดเนื้อกินอย่างเอร็ดอร่อยจนเหลือแต่กระดูก
แล้วก็ยังพากันแทะกินกระดูกต่อไป ให้ได้รับทุกข์ทรมานหนักยิ่งขึ้น หนอนนรกบางตัวที่ยังเล็ก
พอเข้าไปในกายสัตว์นรกอันใหญ่โตได้ ก็พากันไต่เข้าไปในปาก แล้วกัดกินไส้น้อยใหญ่ ตับ ปอด
แล้วลอดออกมาทางทวารเบื้องล่าง


2. กุกกุฬนรก

เมื่อสัตว์นรกทั้งหลายพ้นโทษจากคูถนรกแล้ว หากกรรมยังไม่สิ้น ก็จะต้องมาตกอยู่ในนรกขุมนี้

นรกขุมนี้มีเถ้าถ่านซึ่งรุ่มร้อน สำหรับเผาสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับทุกขเวทนา
ถูกเถ้าอันร้อนแรงเผาสรีระร่างกายให้ไหม้ยับย่อยละเอียดเป็นจุณไป จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ได้กระทำมา


3. อสิปัตตนรก

พอพ้นกำแพงของกุกกุฬนรก ก็มาถึงอุสสุทนรกขุมที่ 3 ซึ่งมีชื่อว่า อสิปัตตนรก
นรกขุมนี้ มีไม้มะม่วงใหญ่ใบดกครึ้มหลายต้น เมื่อสัตว์นรกทั้งหลายหลุดจากกุกกุฬนรกได้
พอมาถึงนรกขุมนี้ต่างก็ดีใจ ชักชวนกันเข้าไปอาศัยในสวนมะม่วง พากันเอนตัวลงนอนหวังสุขสบายใต้ต้นมะม่วง
ยังมิทันไรความสบายที่หวังกัน ก็มีอันให้เป็นไปด้วยแรงอกุศลดลบันดาลให้มีลมกรรมพัดมา
ใบมะม่วงดกครึ้มหนากลายเป็นหอกเป็นดาบอันคมกล้า หลุดร่วงลงมาถูกกายาแห่งสัตว์นรกเหล่านั้น
ทำให้เป็นแผลเหวอะหวะ บางทีก็ขาดเป็นท่อน ถูกแขน แขนก็ขาด ถูกขา ขาก็ขาด

สัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้น พากันวิ่งหนีอลหม่าน แย่งชิงกันเพื่อจะออกจากที่นั่นโดยเร็ว
ก็พลันปรากฏกำแพงเหล็กมีเปลวไฟลุกแดง ผุดจากปฐพีขึ้นมาขวางหน้าไว้
สัตว์นรกทั้งหลายผู้มีบาดแปลเต็มไปทั่วทั้งร่าง เลือดแดงฉาน วิ่งวนไปมาเพื่อหาทางรอดพ้นจากความเจ็บปวด
ฝูงสุนัขนรกที่มีร่างกายใหญ่โตเท่าช้างสาร วิ่งมาขบกัดกินเลือดเนื้อเหลือแต่กระดูก
แร้งนรกมีปากเป็นเหล็กตัวโตใหญ่เท่าเกวียนเท่ารถ พากันยื้อแย่งจิกเนื้อกินเป็นอาหาร ต้องเสวยทุกขเวทนา
จนกว่าจะสิ้นกรรม


4. เวตรณีนรก

อยู่ถัดจากอสิปัตตนรก เต็มไปด้วยน้ำเค็มตั้งอยู่ชั่วกัป มีเครือหวายหนามเหล็กล้อมอยู่โดยรอบ
มีดอกบัวสวยงามผุดขึ้นอยู่กลางน้ำ สัตว์นรกทั้งหลายมาเห็นเข้า ก็เข้าใจว่าเป็นแม่น้ำที่เย็นชุ่มฉ่ำ
พอพ้นจากอสิปัตตนรกมาถึงที่นี่ เห็นแม่น้ำเข้าก็ดีใจหวังจะอาบดื่มกินให้สบาย รีบวิ่งกระโจนลงไป
เครือหวายเหล็กซึ่งคมเหมือนหอกเหมือนดาบก็บาดร่างกายให้เป็นแผลในน้ำเค็มทั้งเจ็บทั้งแสบ ทนทุกขเวทนา

เท่านั้นยังไม่พอ เกิดมีเปลวไฟลุกไหม้ทั้ง ๆ
ที่อยู่ในแม่น้ำเผาผลาญร่างกายจนดำไหม้เกรียมเหมือนกับไหม้ต้นไม้ในป่าร่างห้อยอยู่บนเครือหนามหวาย
ร้องดิ้นทุรนทุราย แล้วก็ตกลงไปบนดอกบัวหลวงที่มีกลีบคมเป็นกรด
มีเปลวไฟติดอยู่ตลอดเวลาใบบัวเหล็กอันคมกริบมีไฟลุกแดงก็บาดร่างกายให้ขาดวิ่น
ทำให้เจ็บแสบทั้งเนื้อตัวแสนสาหัส

กรรมบันดาลให้สัตว์นรกนึกคิดว่า จะหนีความเจ็บปวดทรมานด้วยการดำลงไปในน้ำ
อาจจะพบน้ำเย็นใต้น้ำนั้นบ้างแล้วจึงกลั้นใจดำลงไป ก็ต้องถูกคมมีดคมดาบที่หงายอยู่ใต้พื้นน้ำ
บาดเอาร่างกายเหวอะหวะหนักเข้าไปอีก ต้องร้องสะดุ้งหวาดเสียว ด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

บางพวกพอวิ่งมาถึงแม่น้ำเค็มนั้น เห็นเพื่อนกำลังเสวยทุกข์อยู่ ใจก็สยดสยองไม่กล้าลงไป
ยืนออกันเป็นหมู่บนขอบนรก นานนิรยบาลทั้งหลายก็บังคับขับไสไล่กระหน่ำตีด้วยค้อนเหล็กให้ลงไป
สัตว์นรกก็ต้องวิ่งหนีจนล้มลุกคลุกคลาน เมื่อจะรีบลุกหนี
มือทั้งสองข้างก็กลับจมลงไปในแผ่นเหล็กลุกขึ้นไม่ได้

นายนิรยบาล ผู้มีอำนาจใหญ่ในขุมนรก ก็เอาค้อนตีลงบนศีรษะซ้ำแล้วซ้ำอีก
สัตว์นรกทั้งหลายทนไม่ได้ก็ต้องลุกขึ้น มือทั้งสองข้างก็ขาดติดอยู่กับแผ่นเหล็กนั่นเอง
ทะยานหนีลงไปในแม่น้ำก็ถูกใบบัวเหล็กคมเป็นกรดบาดร่างกายขาดเป็นแผลใหญ่แผลน้อย
ตะเกียกตะกายว่ายน้ำหนีไปทางไหนก็ไม่พ้น หนำซ้ำน้ำเค็มก็แทรกเข้าไปในแผล
เจ็บแสบเสวยทุกขเวทนาร้องไห้ครวญคราง

นายนิรยบาลใช้หอกแหลนหลาว จ้วงแทงซ้ำลงไปอีกเฉกเช่นกับที่มนุษย์เมื่อยังมีชีวิตในมนุษย์โลก
แทงปลาในน้ำด้วยฉมวก เมื่อนายนิรยบาลแทงสัตว์นรกตนไหนได้ ก็เอาเบ็ดเกี่ยวลากขึ้นมา
บังคับให้นอนหงายเหนือแผ่นเหล็กแดง เอาหลาวเหล็กงัดปากให้อ้าขึ้น
แล้วจึงเอาก้อนเหล็กซึ่งกำลังลุกแดงโพลงยัดใส่เข้าไปในปาก โดนปาก ๆ ก็ไหม้ ตกมาก็ถึงคอ ๆ ก็ไหม้
พอถึงท้องก็ไหม้ไส้ใหญ่ให้ทะลักทะลายออกมา
แบบเดียวกับที่มีชีวิตในโลกมนุษย์เผาสัตว์ทั้งเป็นถึงแก่สิ้นชีวิต
กรรมเลยส่งผลให้มาได้รับทุกข์โทษในนรกอย่างนี้ อย่างน่าเวทนา

อีกประการหนึ่งที่สัตว์นรกต้องได้รับทุกข์โทษเช่นนี้ เพราะในชาติก่อนเคยเป็นพระภิกษุสามเณรไม่สำรวมระวัง
ไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตามพระพุทธบัญญัติสิกขาบท รู้ตัวว่าล่วงละเมิดศีลแล้วก็ไม่ทำคืนอาบัติ
ไม่ทำตนให้บริสุทธิ์แล้วยังขืนบริโภคก้อนข้าวของชาวบ้านอยู่ ครั้นดับขันธ์ถึงแก่มรณภาพแล้ว
ก็ต้องมากินก้อนเหล็กแดงในนรกขุมนี้เหมือนกัน

เมื่อนายนิรยบาลเห็นสัตว์นรกกินก้อนเหล็กแดง ร้องไห้ครวญครางเสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น
ก็คล้ายมีใจสงสารร้องถามไปว่า "ท่านอยากจะกินอะไร" สัตว์นรกจึงตอบว่า
"ข้าพเจ้าอยากกินน้ำ" นายนิรยบาลก็เอาน้ำทองแดงมากรอกลงในปาก พอน้ำถึงปาก ๆ ก็พังแตกทลาย
พอตกถึงลำไส้ใหญ่น้อยก็ขาดกระจุยกระจายเรี่ยรายออกมา เหตุที่ได้รับกรรมเช่นนี้
เพราะเมื่อเป็นมนุษย์ดื่มสุราเมรัย มีจิตใจประมาทในการกุศล เมื่อตายแล้ว
จึงต้องมารับทุกข์โทษในนรกขุมนี้ ถูกนายนิรยบาลเอาน้ำทองแดงใส่ปาก ให้เสวยทุกข์ลำบากสิ้นกาลช้านาน

ยมโลกนรก

เมื่อสัตว์นรกทั้งหลาย เสวยกรรมในอุสสุทนรกแล้ว แต่ยังไม่สิ้นกรรม
ก็ต้องไปเสวยกรรมในนรกอีกประเภทหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่ต่อจากอุสสุทนรก

นรกประเภทนี้มีชื่อว่า ยมโลกนรก แม้เหล่ามนุษย์สัตว์โลกทั้งหลายที่ทำกรรมชั่วไว้พอประมาณ
ไม่ถึงขั้นที่จะต้องตกในมหานรกหรืออุสสุทนรก ก็ต้องมาตกอยู่ในยมโลกนี้
เสวยทุกข์เวทนาไปจนกว่าจะสิ้นกรรม

ยมโลกนรก ล้อมรอบเป็นนรกบริวารชั้นนอกของมหานรกทั้ง 8

มหานรกแต่ละขุมมียมโลกนรกล้อมเป็นบริวาร ทิศหน้า 10 ขุม ทิศหลัง 10 ขุม ทิศซ้าย 10 ขุม ทิศขวา 10 ขุม
รวมทั้ง 4 ทิศ ก็เป็น 40 ขุม จึงเป็นอันว่ายมโลกนรกนี้ มีอยู่ทั้งหมดด้วยกัน 320 ขุม

ล้อมรอบสัญชีวมหานรก 40 ขุม
ล้อมรอบกาฬสุตตมหานรก 40 ขุม
ล้อมรอบสังฆาฏมหานรก 40 ขุม
ล้อมรอบโรวรุวมหานรก 40 ขุม
ล้อมรอบมหาโรวรุวมหานรก 40 ขุม
ล้อมรอบตาปมหานรก 40 ขุม
ล้อมรอบมหาตาปมหานรก 40 ขุม
ล้อมรอบอเวจีมหานรก 40 ขุม

ในที่นี้ จะกล่าวถึงยมโลกนรกที่ตั้งอยู่ล้อมรอบสัญชีวมหานรก เพียงทิศเดียว ซึ่งมี 10 ขุมเท่านั้น
เพราะว่ายมโลกทิศอื่น ๆ และยมโลกนรกที่ล้อมเป็นบริวารในมหานรกอื่น ๆ
ก็มีชื่อและมีการเสวยทุกข์โทษเหมือนกัน
จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็เพียงแต่ว่ามีการเสวยทุกข์โทษหนักเบาตามชั้นของมหานรกนั้น ๆ เท่านั้น

ยมโลกนรกขุมที่ 1

โลหกุมภีนรก

นรกขุมนี้ มีหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยน้ำแสบน้ำร้อนเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา
ตั้งอยู่บนเตาไฟใหญ่

นายนิรยบาลจับสัตว์นรกทั้งหลายที่ข้อเท้า เอาหัวคว่ำลงแล้วหย่อนทิ้งลงไปในหม้อเหล็กนั้น
สัตว์นรกทั้งหลายโดนลงโทษเช่นนี้ ก็ได้รับทุกข์ทั้งแสบทั้งร้อน จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วที่กระทำมา

เหตุแห่งผลกรรมนี้ คือ เมื่อตอนที่เป็นมนุษย์เคยจับสัตว์เป็น ๆ มาใส่ในหม้อร้อนให้ตาย
แล้วเอามากินเป็นอาหาร หรือมิฉะนั้นก็ทำกรรมชั่วช้าอื่น ๆ ควรจะเสวยทุกข์ในมหานรก แต่ภายหลังกลับสำนึกตน
พยายามประกอบการกุศล
บาปกรรมที่ติดอยู่ในจิตใจค่อยคลายลงจึงต้องมาได้รับทุกข์โทษเพียงมาเกิดในโลหกุมภีนรกนี้

ผู้ที่มาเกิดในโลหกุมภีนรกนี้ บางทีนายนิรยบาลก็เอาเชือกเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟไล่กระหวัดรัดคอ
บิดจนกระทั่งคอขาดออกจากตัว แล้วเอาศีรษะที่ขาดนั้น ลงทอดในหม้อเหล็กแดงให้ได้ทุขเวทนาทั้งกายทั้งศีรษะ
แต่ก็ไม่ตาย เพียงชั่วครู่ก็เกิดหัวใหม่ขึ้นมาแทน นายนิรยบาลก็กระหวัดรัดคอซ้ำ
บิดจนขาดแล้วก็เอาลงทอดในหม้อนรกนั่นอีก ทำอยู่อย่างนี้เป็นหมื่น ๆ ปี ไม่หยุดยั้งตลอดวันตลอดคืน
จนกว่าจะสิ้นโทษพ้นเวรกรรมที่ทำมา

ยมโลกนรกขุมที่ 2

สิมพลีนรก

นรกขุมนี้ เป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้นงิ้ว แต่ละต้นมีหนามเหล็กคมเป็นกรดยาว 16 องคุลี
ลุกเป็นไฟอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันรู้ดับ ในนรกนี้เต็มไปด้วยสัตว์นรกหญิงและสัตว์นรกชาย
บางครั้งสัตว์นรกหญิงขึ้นไปคอยอยู่ข้างบนต้นงิ้วก่อน
สัตว์นรกชายอยู่ใต้ต้นแหงนขึ้นไปเห็นหนามงิ้วอันน่าสะพรึงกลัวก็ไม่กล้าขึ้น
นายนิรยบาลทั้งหลายก็เงื้อหอกดาบแหลนหลาว พลางขู่ตะคอกบังคับให้ขึ้น
ด้วยอำนาจความกลัวทำให้ต้องจำใจป่ายปีนต้นงิ้วฝ่าหนามงิ้ว เลือดสาดทั่วกายา พอขึ้นช้า
นายนิรยบาลก็เอาหอกแทงเข้าที่ขา เอาด้ามหอกตีที่ศีรษะ ปากก็เร่งร้องบังคับขับไสให้ขึ้นไปไว ๆ
หนามงิ้วอันแหลมคมยิ่งบาดตัวตนขาดทะลุ มิหนำซ้ำยังร้อนระอุสุดจะทนทาน เพราะว่าหนามนั้นเป็นเปลวไฟ
ครั้นสุดจะอดทนหนักเข้าก็บ่ายหัวทำท่าจะลงมา นายนิรยบาลเอาหอกแทงซ้ำกระหน่ำไม่เลือกที่
สัตว์นรกก็ต้องจำใจไต่ปีนขึ้นไปบนปลายงิ้ว ทั้ง ๆ ที่ได้รับความเจ็บปวดทรมานหนักหนา
พอขึ้นไปถึงที่ปลายงิ้ว ก็แลเห็นสัตว์นรกหญิงกลับลงมาสู่เบื้องล่างรวดเร็วหนักหนา
นายนิรยบาลทั้งหลายก็เงือดเงื้อศาสตราวุธ บังคับสัตว์นรกหญิงนั้น
ปีนขึ้นไปหาสัตว์นรกชายซึ่งเป็ยอดชู้อยู่เบื้องบน ถ้าทำเป็นรีรอไม่กล้าขึ้น
นายนิรยบาลก็ทุบตีกระหน่ำแทงด้วยแหลนหลาวขับไสให้ขึ้นไป ทั้ง ๆ
ที่เลือดสาดท่วมตัวได้รับความเจ็บปวดทุกขเวทนาหนักหนา ครั้นพอขึ้นไปถึง
ก็กลับเห็นสัตว์นรกชายลงมาอยู่เบื้องล่างอีก สัตว์นรกทั้งหญิงและชายที่ร่วมชู้กันเมื่อครั้งเป็นมนุษย์
ได้แต่เวียนขึ้นลงหากันด้วยความลำบาก เจ็บปวดทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้
แต่ไม่มีเวลาจะได้อยู่ด้วยกันแม้สักนิด นับเป็นเวลานานจนกว่าจะสิ้นกรรม

สัตว์นรกบางตน ขณะที่กำลังปีนป่ายขึ้นไปบนต้นงิ้วนอกจากจะถูกนายนิรยบาลคอยทิ่มแทงด้วยหอก
ด้วยแหลนหลาวแล้ว ก็ยังมีแร้งกานรกซึ่งมีปากเป็นเหล็ก คอยจิกทึ้งอวัยวะน้อยใหญ่กินเป็นภักษาหาร
ให้ได้รับทุกขเวทนายิ่งขึ้น ครั้นลงมาข้างล่าง
ก็ถูกสุนัขนรกตัวมหึมาฝูงใหญ่รุมกันแย่งกัดกินสัตว์นรกนั้น เป็นการช่วยนายนิรยบาลลงโทษอีกแรงหนึ่ง
ต้องได้รับทุกข์แสนสาหัสอยู่อย่างนี้

เหตุที่ต้องมารับผลกรรมเกิดในสิมพลีนรกนี้ ก็เพราะว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้ประพฤติล่วงกาเมสุมิจฉาจาร
คือคบชู้ผิดศีลธรรมประเวณี

เป็นชายประพฤติชู้กับภรรยาของผู้อื่น

เป็นหญิงประพฤติเป็นชู้กับสามีของหญิงอื่น

หญิงมีสามีอยู่ แต่ยังมักมากในกามคุณ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาณตน ไม่เกรงต่อบาปกรรม
ประพฤติอสัทธรรมด้วยการคบชู้

ชายมีภรรยาอยู่ แต่ลุ่มหลงตามใจตน ประพฤตินอกใจภรรยาไปสู่หาเป็นชู้กับหญิงอื่น

เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ต้องมาเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกขเวทนาอยู่ในสิมพลีนรกนั้น จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ยมโลกนรกขุมที่ 3

อสินขะนรก

สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้ มีรูปร่างแปลกพิลึก เล็บมือ เล็บเท้า แหลมยาวมีอาวุธ เป็นหอก เป็นดาบ เป็นจอบ
เป็นเสียม อันคมกล้า เสวยทุกขเวทนาเหมือนคนบ้าวิกลจริต นั่งบ้าง ยืนบ้าง
เอาเล็บมือถากตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นอาหาร เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

เหตุแห่งกรรมที่ต้องมาชดใช้ในนรกขุมนี้ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์กระทำอทินนาทาน ชอบลักเล็กขโมยน้อย
ลักขโมยของในที่สาธารณะ ของที่ถวายแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือลักขโมยของใช้ เช่นเสื้อผ้า
อาหารที่เจ้าของหวงแหนเป็นหนักหนา

เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ต้องมาเสวยทุกข์อยู่ในนรกขุมนี้จนกว่าจะสิ้นกรรม







ยมโลกนรกขุมที่ 4

ตามโพทะนรก

นรกขุมนี้ มีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงอยู่มากมาย น้ำทองแดงกำลังเดือด
พร้อมกับมีก้อนกรวดก้อนหินปะปนอยู่ด้วยทุกหม้อ

นายนิรยบาลจับให้สัตว์นรกนอนหงาย เหนือแผ่นเหล็กอันร้อนระอุด้วยเปลวไฟ
แล้วเอาน้ำทองแดงพร้อมทั้งก้อนกรวดก้อนหินกรอกเข้าไปในปาก น้ำตกไปถึงปาก ถึงคอ ถึงท้อง ถึงอวัยวะส่วนไหน
ส่วนนั้นก็แตกเปื่อยพังทลาย แล้วกลับเกิดกลับเป็นขึ้นมาอีก นายนิรยบาลก็เอาน้ำนรกนั่นกรอกเข้าไปอีก
เสวยทุกข์เวทนาอยู่อย่างนี้วันแล้ววันเล่า

เหตุแห่งกรรมที่ทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ คือ เป็นคนใจอ่อนมัวเมาประมาท ดื่มกินสุราเมรัย
แสดงอาการคล้ายคนบ้าเป็นนิจศีล จึงต้องมาดื่มกินน้ำทองแดงนรก พร้อมกับก้อนกรวดก้อนหินในนรกนี้
จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ยมโลกนรกขุมที่ 5

อโยคุฬะนรก

นรกขุมนี้ เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงเกลื่อนกลาดไปหมด ไม่ว่ามองไปทางไหน
มีแต่ก้อนเหล็กแดงลุกเป็นไฟทั้งสิ้น

สัตว์นรกทั้งหลายในขุมนี้ ล้วนแต่มีความหิวโหย ครั้นเห็นก้อนเหล็กแดงก็ดีใจ
อกุศลบันดาลให้สัตว์นรกนั้นตาฝ้าฟางเห็นก้อนเหล็กเป็นโภชนาหาร รีบวิ่งเข้าไปยื้อแย่งกันกิน
พอเคี้ยวกลืนเข้าไปแล้ว
ก็กลับกลายเป็นก้อนเหล็กแดงอันเรืองฤทธิ์ไหม้ไส้พุงให้ขาดกระจัดกระจายเรี่ยรายออกมา ต้องได้รับทุกขเวทนา
เอามือกุมท้องร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

เหตุแห่งกรรมที่ทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ คือ แสดงตนว่าเป็นคนใจบุญใจกุศล
เที่ยวเรี่ยไรเอาทรัพย์ผู้อื่นมาว่าจะทำการกุศลสาธารณะ
ครั้นได้ทรัพย์มาแล้วก็ยักยอกใช้สอยตามสะดวกสบายของตน การกุศลก็ทำบ้างไม่ทำบ้างตามที่อ้างไว้
บางทีก็ไม่ทำเลย จึงต้องมาชดใช้หนี้กรรมในนรกขุมนี้ กินก้อนหินเหล็กแดง
ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นโภชนาหารวันแล้ววันเล่า ด้วยความหิวโหยสุดประมาณจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ยมโลกนรกขุมที่ 6

ปิสสกปัพพตะนรก >> นรกภูเขาใหญ่

นรกขุมนี้มีภูเขาใหญ่ตั้งอยู่ทั้ง 4 ทิศ เป็นภูเขาเคลื่อนที่ไม่หยุดหย่อน
กลิ้งบดสัตว์ทั้งหลายที่มาเกิดในนรกขุมนี้ ให้บี้แบนกระดูกแตกละเอียด ถึงแก่ความตาย
แล้วก็กลับเป็นขึ้นมาใหม่ ให้ต้องทนทุกขเวทนาอยู่อย่างนี้ ตลอดวันตลอดคืน ไม่ว่างเว้น

เหตุแห่งกรรมที่ต้องมาทนทุกขเวทนาในนรกขุมนี้ เพราะในชาติก่อนเป็นใหญ่ มีอำนาจ
แต่ประพฤติตนเป็นคนอันธพาล กดขี่ข่มเหงผู้อื่น รีดไถเอาทรัพย์ ไม่มีความกรุณาแก่คนทั้งปวง

เมื่อสิ้นชีวิต ต้องมาเกิดในนรกขุมนี้ ถูกภูเขาเหล็กนรกบดขยี้ร่างกายให้แตกทำลาย ตายแล้วเป็น
เป็นแล้วตายซ้ำซากอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ยมโลกนรกขุมที่ 7

ธุสะนรก >> นรกอดน้ำ

สัตว์นรกขุมนี้ ล้วนแต่มีความหิวกระหายน้ำทั้งสิ้นกระเสือกกระสนวิ่งวนเวียนหาน้ำไปทั่วนรก
จนได้พบสระเต็มไปด้วยน้ำที่ดูใสเย็นสะอาด

สัตว์นรกทั้งหลายเห็นเข้าต่างก็ดีใจ วิ่งไปถึงก็รีบกระโจนลงสระ เพื่อจะกินจะอาบ ด้วยอำนาจกรรมบันดาล
พอน้ำตกถึงท้องก็กลายเป็นแกลบ เป็นข้าวลีบ แล้วลุกเป็นเปลวไฟทั้ง ๆ ที่อยู่ในท้อง
ไฟนรกนั้นเผาผลาญไส้ใหญ่น้อย ตับ ปอด เครื่องใน ก็ไหลออกมาทางทวารเบื้องล่าง
ให้ได้รับความเจ็บปวดเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส

เหตุแห่งกรรมที่เป็นเช่นนี้ เพราะเมื่อเป็นมนุษย์เป็นคนคดโกง ไม่ซื่อสัตย์
พวกพ่อค้าแม่ค้าที่เอาของไม่ดีซุกซ่อนปะปนกับของดี เอาของดีปนของปลอม มาหลอกขายผู้อื่นด้วยเจตนา

เมื่อตายไป เพราะความโลภจึงต้องมาตกนรกขุมนี้ เสวยทุกขเวทนาไปจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ยมโลกนรกขุมที่ 8

สีตโลสิตะนรก >> นรกน้ำเยือกเย็น

นรกขุมนี้ มีน้ำเย็นยะเยือกยิ่งกว่าความเย็นทั้งหลาย เมื่อสัตว์นรกตกลงไปจะต้องตายเพราะความเย็น
ด้วยอำนาจอกุศลกรรมก็กลับเป็นขึ้นมาอีก
แล้วจึงพากันคลานขึ้นมาข้างบนเพื่อจะให้พ้นจากความเย็นอันจับขั้วหัวใจ

นายนิรยบาลทั้งหลายก็จะจับสัตว์นรกเหล่านั้น โยนลงไปในน้ำเย็นอีก พอตกลงไปในน้ำเย็นก็พากันตาย
ร่างกายแตกพังทลายไป แล้วก็กลับเป็นขึ้นมาอีกอยู่อย่างนี้ เสวยกรรมอีกต่อไป

เหตุแห่งกรรมที่ต้องมาชดใช้ในนรกขุมนี้ เพราะเมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปหยาบช้า
จับสัตว์ทั้งหลายโยนลงไปในบ่อ ในเหวในสระน้ำ หรือมัดสัตว์ทิ้งน้ำให้จมน้ำตาย
ทำเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้ได้รับความทุกข์เพราะน้ำ

เมื่อสิ้นชีวิต ต้องมาเสวยผลกรรมถูกทรมานในนรกขุมนี้ จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ยมโลกนรกขุมที่ 9

สุนขะนรก

นรกขุมนี้ เต็มไปด้วยสุนัขนรก มีอยู่ 5 จำพวก คือ หมาดำ 2 หมาขาว 3 หมาเหลือง 4 หมาแดง 5 และหมาลาย

หมาทั้ง 5 จำพวกนี้ มีรูปร่างใหญ่โตน่ากลัว ส่งเสียงเห่าหอนราวกับฟ้าลั่นฟ้าร้อง
สัตว์นรกทั้งหลายในนรกขุมนี้ต้องถูกสุนัขนรกไล่ขบกัด
ตลอดเวลา ด้วยความดุร้ายเหมือนหมาไล่เนื้อ

นอกจากหมานรกแล้ว ยังมีฝูงแร้ง ฝูงกา อีกเป็นจำนวนมาก แร้งกาเหล่านี้มีลักษณะแปลกประหลาด คือ
ที่ปากและตีนเป็นเหล็กลุกแดงเป็นเปลวไฟ ดูน่ากลัว คอยเฝ้าบินวนเวียนมาจิกตรงลูกตา
และแหวกอกของสัตว์นรกทั้งหลายให้แตกกระจุยกระจายแล้วเคี้ยวกิน

เหตุของกรรมที่ต้องลงมาเกิดในนรกขุมนี้ เพราะเมื่อเป็นมนุษย์ปากกล้า ไม่ประมาณวาจา ด่าว่าบิดา มารดา ปู่
ย่า ตา ยาย พี่สาว พี่ชาย ด้วยคำเจ็บแสบ หรือพอโกรธขึ้นมาก็ด่าว่าไม่เลือกหน้า
ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ แม้ผู้มีศีล พระภิกษุ สามเณรก็ไม่เว้น ด่าว่าตามใจชอบด้วยถ้อยคำอันหยาบช้า

เมื่อสิ้นชีวิต ต้องมาเกิดในนรกขุมนี้ ทนทุกขเวทนาจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ยมโลกนรกขุมที่ 10

ยันตปาสาณะนรก >> นรกเขากระทบกัน

นรกขุมนี้ มีภูเขาประหลาด 2 ลูก คือ หมุนหันกระทบกันอยู่เสมอ เหมือนเครื่องยนต์เป็นจังหวะไม่ขาดระยะ

นายนิรยบาลคอยเฝ้าจับศีรษะสัตว์นรกทั้งหลาย ใส่เข้าไปในระหว่างภูเขาทั้งสอง เมื่อภูเขากระทบกัน
ก็บีบศีรษะสัตว์นรกเหล่านั้นให้แตกละเอียด เลือดไหลโทรม ได้รับทุกขเวทนาเจ็บปวดจนตาย
แล้วก็กลับเป็นขึ้นมา เสวยทุกขเวทนาวนเวียนอยู่อย่างนี้

เหตุแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ คือ หญิงหรือชายใจบาปหยาบช้า
ตีด่าคู่ครองของตนด้วยความโกรธประทุษร้าย แล้วประพฤตินอกใจไปคบหาสามีหรือภรรยาคนอื่น
จึงต้องมาทนทุกข์ชดใช้กรรมในนรกขุมนี้จนกว่าจะสิ้นกรรม


โลกันตนรก

นรกพิเศษอีกขุมหนึ่ง เป็นนรกขุมใหญ่ อยู่นอกจักรวาล สถานที่ตั้งของนรกขุมนี้ อยู่ระหว่างโลกจักรวาล 3
โลก คือ โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกนรก

โลกันตนรก มีสภาพมืดมนยิ่งนัก แสงตะวัน หรือแม้แต่แสงดาว แสงเดือน ก็ส่องไปไม่ถึง เป็นโลกมืดมน
เหมือนคนเดินหลับตาในคืนเดือนมืด

สัตว์ที่ไปเกิดในโลกันตนรกนี้ มีร่างกายใหญ่โต เล็บมือเล็บท้าวยาวยิ่งนัก
ต้องใช้เล็บเท้าเกาะอยู่ตามชายเชิงจักรวาลห้อยโหนโยนตัวอยู่ชั่วนิรันดร์
เหมือนค้างคาวห้อยหัวอยู่บนกิ่งไม้ได้รับทุกข์อันแสนสาหัส

สัตว์นรกในนี้ เข้าใจว่าตนอยู่เพียงลำพัง เพราะมันมืดมนจนมองไม่เห็นเพื่อนสัตว์นรกด้วยกัน
ตลอดเวลาไม่ได้ทำอะไรนอกจากจะห้อยโหนโยนตัวเปะปะไปด้วยความหิวโหย
เมื่อใดที่ปีนป่ายตะกายไปโดนสัตว์นรกด้วยกันเอง ก็เข้าใจว่าพบอาหารรีบขวนขวายไขว่คว้าฉวยจับกุมกัน
ต่างคนต่างก็จะตะครุบกันกินปล้ำฟัดกันจนกระทั่งเผลอปล่อยมือที่เกาะอยุ่ เลยพลัดตกลงไปข้างล่าง

บริเวณเบื้องล่างในโลกันตนรกนั้น ไม่ใช่พื้นธรรมดา
แต่เต็มไปด้วยน้ำกรดอันเย็นยะเยือกอย่างร้ายกาจยิ่งนัก ทันทีที่สัตว์นรกตกลงมา
ร่างกายก็จะเปื่อยแหลกลงเพราะฤทธิ์น้ำกรดเย็นนั้นกัดเอา
ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจนสิ้นใจตายแล้วก็กลับเป็นตัวตนขึ้นมาเหมือนเก่า
รู้สึกหนาวเย็นจับกระดูกจับขั้วหัวใจ
รีบตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาเกาะเชิงเขาจักรวาลด้วยความลำบากยากเข็ญ
แล้วก็ห้อยโหนโยนตัวหาอาหารด้วยความหิวโหยต่อไปอีกตามเดิม

เมื่อไขว่คว้าไปเจอสัตว์นรกด้วยกัน ก็จะตะครุบกินกันเองต่อสู้จนตกลงบ่อน้ำกรดเบื้องล่าง ถึงแก่ความตาย
แล้วก็กลับเป็นขึ้นมาตามเดิม วนเวียนไปมาเช่นนี้ จนกว่าจะสิ้นกรรม

เหตุแห่งกรรมที่ทำให้ต้องมาชดใช้ในโลกันตนรก คือ ประทุษร้ายทรมานบิดามารดา วางเพลิงเผาวัดวาอาราม
ทำให้สมณะผู้ทรงศีลถึงแก่มรณกรรม ประทุษร้ายผู้ทรงศีล ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำ

เมื่อสิ้นชีวิต จะต้องมาเกิดใช้กรรมในโลกันตนรก จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

ถ้าจะนับบรรดานรกทั้งหลายรวมกันทั้งหมด เท่ากับ 457 ขุม ได้แก่
- มหานรก 8 ขุม
- อุสสุทนรก 128 ขุม
- ยมโลกนรก 320 ขุม
- โลกันตนรก 1 ขุม

สัตว์นรกทั้งหลายที่ทำกรรมชั่วไว้มาก พอเสวยกรรมในมหานรกแล้ว หากกรรมยังไม่สิ้น
ก็ต้องมาเสวยกรรมในอุสสุทนรก หากกรรมยังไม่สิ้น ก็ต้องมาเสวยผลกรรมในยมโลกทั้ง 10
ที่แวดล้อมมหานรกนี้อยู่ ตามอำนาจของบาปกรรมที่ตนทำไว้

บางคนตกนรกขุมที่เป็นบริวารก่อน แล้วจึงมาตกมหานรกก็มี สุดแต่ว่ากรรมใดจะให้ผลก่อน
บางคนทำบาปกรรมไว้มากต้องรกมหานรกทั้ง 8 ขุมก็มี

เมื่อสิ้นกรรมในนรกเหล่านี้ เศษบาปยังให้ผลต้องไปเกิในอบายภูมิอื่น คือ ต้องไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย
เป็นสัตว์เดรัจฉาน เสวยทุขเวทนาในสถานที่นั้น ๆ แล้วจึงจะได้มีโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ตามเดิม

ถ้าทำบาปทำกรรมไว้น้อย มาตกนรกได้ไม่นาน กุศลกรรมที่ทำไว้ก็จะบันดาลให้ระลึกถึงบุญกุศลนั้นขึ้นมา
ก็จะเปลี่ยนสภาพจากสัตว์นรก ไปอุบัติเป็นภูมิอื่นต่อไป

เปรตภูมิ

เปรตภูมิ เป็นดินแดนทุคติของสัตว์ผู้ประกอบอกุศลกรรมความโลภเป็นเหตุชักนำสัตว์ให้ไปเกิดในเปรตภูมิ
มีมหิทธิกเปรตเป็นเจ้าปกครองดูแล อายุไม่แน่นอนแล้วแต่กรรม

ลักษณะของเปรตจะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ กายผอมสูงหนังหุ้มกระดูก ลำคอเล็กเท่ารูเข็ม กินอะไรไม่ได้
บางจำพวกกินน้ำเหลือง น้ำหนอง เสมหะ อุจจาระ ปัสสาวะ ที่มนุษย์ถ่ายไว้เป็นอาหาร เพราะความอดอยากหิวโหย
ไม่ได้กินข้าวกินน้ำมานาน จึงเดินโซเซเปะปะเร่ร่อน ทรมานอยู่ในเปรตภูมิสามารถรับรู้รสอาหาร
แต่ไม่สามารถดื่มกินได้

เปรตไม่มีที่อยู่โดยเฉพาะ จะอยู่ทั่ว ๆ ไปตามป่า ภูเขา เหว เกาะแก่ง ทะเล มหาสมุทร ป่าช้า เป็นต้น
เป็นประเภทโอปปาติกกำเนิด กายละเอียดผุดขึ้นโตทันที
จึงมองไม่เห็นนอกจากพวกเขาจะใช้พลังจิตกำหนดกายให้หยาบ จึงจะมองเห็นได้

เปรตมี 4 ประเภท

1. ปรทัตตุปชีวิกเปรต
เปรตที่มีชีวิตอยู่ ด้วยการอาศัยส่วนบุญที่ญาติมิตรอุทิศให้ ถ้าไม่มีผู้อุทิศให้ ก็ต้องอดอยากหิวโหย
ได้รับทุกขเวทนาอยู่เช่นนั้น นับว่าเป็นเปรตที่โชคดีจำพวกเดียวเท่านั้น เพราะมีอกุศลบางเบา
จึงมีจิตยินดีที่จะอนุโมทนาส่วนกุศล

ด้วยความอดอยากข้าวและน้ำ จึงท่องเที่ยวซัดเซไปมานึกถึงหมู่ญาติของตนว่า ใครอยู่ที่ไหนบ้าง
เมื่อนึกได้ก็จะคอยอยู่ใกล้ ๆ คอยท่าอยู่ว่าเมื่อใดจะมีญาติทำบุญทำกุศล แล้วอุทิศมาให้บ้าง

ครั้นญาติทำบุญทำกุศล แล้วลืมอุทิศให้ หรืออุทิศให้แต่คนอื่น ไม่ได้อุทิศให้ตน ก็จะเดินวนเวียนไปมา
ด้วยใบหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อยผิดหวัง บางครั้งน้อยใจ ถึงกับเป็นลมฟุบลงไปด้วยความหิวโหย ด้วยความทรมาน
และก็ได้แต่หวังว่าครั้งต่อไปคงจะมีญาติอุทิศส่วนกุศลมาให้บ้าง

เปรตพวกนี้ได้แต่หวังอย่างนี้มาแสนนาน บางทีก็ได้สมประสงค์ บางทีก็ไม่ได้
เพราะพวกญาติมิตรที่ตนฝากความหวังไว้นั้น ไม่ประกอบการกุศล เพราะเป็นคนมิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อบุญเชื่อบาป
หรือว่าญาติมิตรเป็นคนมีศรัทธาทำบุญ แต่หลงลืมไม่อุทิศให้ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ย่อมไม่ได้รับผลบุญ
ต้องทนทุกข์อดอยากหิวโหย อยู่นานแสนนาน

2. ขุปปีปาสิกเปรต
เปรตที่อดอยาก หิวข้าวหิวน้ำอยู่เป็นนิตย์ ไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะลุกขึ้น
ต้องนอนซมเหมือนคนป่วยที่ใกล้จะตาย

3. นิชฌามตัณหิกเปรต
เปรตที่มีไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ

4. กาลกัญจิกเปรต
เปรตจำพวกอสุรกาย หรือ อสุรา มีร่างกายสูง 3 คาวุต มีเลือดและเนื้อน้อยไม่มีแรง มีสีสันคล้ายใบไม้แห้ง
ตาถลนออกมาเหมือนตาปู และมีปากเท่ารูเข็มตั้งอยู่กลางศีรษะ

เปรต 12 ชนิด

1. วันตาสเปรต กินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร
2. กุณปาสเปรต กินซากศพคนหรือสัตว์ เป็นอาหาร
3. คูถขาทกเปรต กินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร
4. อัคคิชาลมุขเปรต มีเปลวไฟลุกอยู่ในปากอยู่เสมอ
5. สูจิมุขาเปรต มีปากเท่ารูเข็ม
6. ตัณหัฏฏิเปรต ถูกตัณหาเบียดเบียนให้หิวข้าว หิวน้ำอยู่เสมอ
7. สุนิชฌามกเปรต มีลำตัวดำเหมือนตอไม้เผา
8. สัตถังคเปรต มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมเหมือนมีด
9. ปัพพตังคเปรต มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา
10.อชครังคเปรต มีร่างกายเหมือนงูเหลือม
11.เวมานิกเปรต ต้องเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน แต่กลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน
12.มหิทธิกเปรต มีฤทธิ์มาก ที่อยู่เชิงเขาหิมาลัยในป่าวิชฌาฏวี

1. วันตาสเปรต / วันตาสาเปรต เปรตประเภทนี้มีรูปร่างชั่วร้ายน่าเกลียด มีสถานที่อยู่ไม่แน่นอน
ได้เสวยทุกขเวทนา อดอยาก หิวโหย บางครั้งพาสังขารเซซังมาสู่แดนมนุษย์
เห็นมนุษย์ทั้งหลายขากถ่มเสลดน้ำลายออกมา เปรตเหล่านี้ต่างก็พากันดีใจ
รีบเข้าไปแย่งกันก้มหน้าลงดูดเสลดน้ำลายของมนุษย์กินเป็นอาหาร แล้วก็หิวโหยต่อไปตามเดิมอีกนานแสนนาน
จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้


2. กุณปาสเปรต / กุณปขาทาเปรต เปรตประเภทนี้มีรูปร่างน่าเกลียด มีสถานที่อยู่ไม่แน่นอน
บางวันก็เที่ยวเพ่นพ่านเข้ามาถึงแดนมนุษย์ ซอกซอนหาซากศพกินเป็นอาหาร
เมื่อเห็นซากศพของคนหรือสัตว์เน่าเปื่อย ต่างก็พากันดีใจ รีบเข้าไปแย่งกันกินซากศพนั้นเป็นอาหาร
ด้วยความหิวโหย ได้รับทุกขเวทนาอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

3. คูถขาทกเปรต / คูถขาทาเปรต เปรตประเภทนี้รูปร่างน่าเกลียดน่าชัง มีกลิ่นเหม็นสาบสาง
น่าสะอิดสะเอียนเป็นที่สุด เมื่อเที่ยวเดินสะเปสะปะมาถึงแดนมนุษย์ พอเห็นอุจจาระ ปัสสาวะ
ที่มนุษย์ถ่ายทิ้งไว้ ก็พากันดีใจ ยิ่งมีกลิ่นเหม็นคลุ้งเพราะหมักหมมไว้ก็ยิ่งชอบใจ
รี่เข้าไปกินเป็นอาหารด้วยความหิวโหย ต้องเสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนี้เป็นเวลานาน
จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

4. อัคคิชาลมุขเปรต / อัคคีชาลมุขาเปรต เปรตประเภทนี้มีรูปร่างผอมโซ สกปรก
มีเปลวไฟแลบออกมาจากปากตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
ได้รับความทุกข์ทรมานปวดแสบปวดร้อนปากและลิ้นอย่างแสนสาหัส ครั้นทนไม่ได้ก็วิ่งร้องลั่นไปในเปรตวิสัย
ไกลถึงร้อยโยชน์พันโยชน์ ไฟเปรตเวรกรรมนั้นก็ไม่ดับ
มิหนำซ้ำกลับทวีความร้อนแรงเผาปากและลิ้นให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์หนักขึ้นไปอีก ต้องเสวยทุกขเวทนา
จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ได้ทำไว้

5. สูจิมุขาเปรต เปรตประเภทนี้มีเท้าทั้งสองข้างใหญ่โต ท้องเท่าภูเขา คอยาวมาก
แต่ปากเล็กเท่ารูเข็มเท่านั้น เมื่อได้อาหารมาตามวิสัยเปรตแล้ว กว่าจะบริโภคได้นั้นยากนักหนา
ไม่พออิ่มไม่พออยาก เพราะอาหารไม่อาจจะผ่านช่องปากเข้าไปได้โดยง่าย ต้องเสวยทุกขเวทนา
รูปกายผอมโซและดำเกรียม ต้องเป็นเปรตหิวโหยเพราะอดอยากอาหาร จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

6. ตัณหัฏฏิเปรต / ตัญหาชิตาเปรต เปรตประเภทนี้มีรูปร่างผอมโซเช่นเดียวกับเปรตประเภทอื่น
เพราะความอดอยาก บางครั้งเดินเสาะแสวงหาอาหารเรื่อยไป จนมาถึงแดนมนุษย์โลก เมื่อแลเห็นสระ บ่อ บึง ห้วย
หนองน้ำ ก็ดีใจ รีบวิ่งเข้าไปหมายจะดื่มกินให้สมอยาก แต่พอวิ่งไปถึงน้ำในบ่อบึงที่เห็น
กลับกลายเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่น้ำไปเสีย เพราะอำนาจอกุศลกรรมวิบากบันดาลให้เป็นไปต้องพลาดหวังให้เสียใจ
ต้องทนทุกขเวทนาเสวยผลกรรมได้รับความอดอยากอยู่อย่างนี้ ตลอดเวลานานเป็นหมื่นเป็นแสนปี
จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

7. สุนิชฌามกเปรต / นิชฌามกเปรต เปรตประเภทนี้มีรูปร่างสัณฐาน แปลกกว่าเปรตประเภทอื่น มีฟันขาว
มีเขี้ยวยื่นงอกออกมาจากปาก ผมเผ้ายาวรุงรัง ริมฝีปากบนห้อยย้อยลงมาทับริมฝีปากล่าง ได้ชื่อว่า
นิชฌามกเปรต เพราะมีว่ามีสัณฐานและลักษณะเหมือนต้นตาล หรือต้นไม้ใหญ่
ที่ถูกไฟไหม้สูงชะลูดดำทะมึนแลดูน่ากลัว เนื้อตัวมีกลิ่นเน่าเหม็น ตีนและมือเป็นง่อย
เคลื่อนไหวไปมาไม่ได้ ร้องครวญครางเพราะความอดอยากหิวโหย
ต้องยืนทื่อทรมานอยู่กับที่โดยไม่มีอาหารจะบริโภคอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานนับจำนวนวันเดือนปีไม่ถ้วน
ไปจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

8. สัตถังคเปรต / สัพพังคเปรต เปรตประเภทนี้มีร่างใหญ่โต
เล็บมือเล็บเท้ายาวคมเหมือนมีดดาบที่ลับไว้อย่างดี และมีสัณฐานงอเหมือนขอเหมือนเบ็ด
ตลอดเวลาก้มหน้าก้มตาใช้เล็บมือเล็บเท้าข่วนร่างของตนเองให้เนื้อฉีกขาดเป็นแผลยับ
มีเลือดไหลออกมาเนืองนองแล้วก็ดื่มกินเลือดเนื้อของตนเองเป็นอาหารพร้อมกับร้องลั่นไปด้วยความเจ็บปวด
ต้องเสวยทุกขเวทนาเป็นเวลานานแสนนานจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

9. ปัพพตังคเปรต มีร่างกายใหญ่โตราวกับภูเขา ได้รับทุกขเวทนาอย่างน่าแปลกประหลาด
ในเวลากลางคืนทั่วร่างกายจะถูกไฟเผาไหม้ จนมีแสงสว่างไสวรุ่งเรือง
มองดูจากที่ไกลเหมือนภูเขาใหญ่ถูกไฟไหม้ลุกแดง ในเวลากลางวัน มีควันร้อนระอุล้อมอยู่รอบกาย
ต้องถูกไฟเปรตเผาครอกนอนกลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนขอนไม้ใหญ่อยู่กลางป่า
เสวยทุกขเวทนาร้องโหยหวนดังว่าจะขาดใจตาย จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

10. อชครังคเปรต / อชคราทิเปรต เปรตประเภทนี้เป็นเปรตเบ็ดเตล็ด
เพราะมีร่างกายแตกต่างกันหลายอย่างหลายชนิด โดยมีรูปร่างคล้ายกับสัตว์เดรัจฉานต่าง ๆ เช่นงูเหลือม ควาย
ตัวเงินตัวทอง หมา ม้า ไก่ ปลา จระเข้ บางรูปร่างเหมือนกันมนุษย์ขี้เรื้อน
เดินเพ่นพ่านขวักไขว่ปะปนกับเปรตวิสัย ถูกไฟเปรตเผาไหม้ร่างกายตลอดเวลาทั้งกลางวัน กลางคืน
ต้องเสวยผลวิบากกรรมแห่งอกุศลกรรมได้รับทุกขเวทนาอยู่อย่างนี้เป็นเวลานานแสนนาน
จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

11. เวมานิกเปรต
เปรตประเภทนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเปรตทุกประเภทเพราะมีสมบัติคือวิมานเป็นทองของทิพย์
บางครั้งได้เสวยความสุดดุจเทพเจ้า ปรารถนาจะเอาอะไรก็ได้ดังใจ และมีเปรตบริวารมารับใช้มากมาย
ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาที่จะต้องเสวยทุกข์ตามประสาเปรต
อกุศลกรรมก็เข้าทำหน้าที่บันดาลให้กลายเพศเป็นเปรตที่มีรูปร่างแสนจะน่าเกลียดน่าชัง
บางครั้งต้องเสวยทุกขเวทนายิ่งกว่าเปรตธรรมดา มีสภาพกึ่งเปรตกึ่งเทวดาผลัดเปลี่ยนไปอยู่อย่างนี้
จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้

12. มหิทธิกเปรต / มหิทธิกาเปรต เปรตประเภทนี้ มีฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศได้
ทรงไว้ซึ่งรูปร่างอันงดงามดุจเทพยดาทั้งหลาย แต่ว่าเป็นผู้ห่างไกลจากความสุขสบาย เพราะอดอยากหิวโหยอาหาร
ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ บางครั้งก็มาถึงเมืองมนุษย์
เมื่อได้พบเห็นสิ่งโสโครกหมักหมมไว้เป็นเวลานานแรมปี ก็ตรงรี่วิ่งเข้าไปดูดกินเป็นอาหาร
ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความอดอยากนี้เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้

ฝูงเปรตทั้งหลายในเปรตภูมินี้ เป็นผีเปรตที่ปฏิสนธิขึ้นด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมของตนเอง
ต้องเสวยวิบากแห่งอกุศลกรรมของตน ไปจนกว่าจะสิ้นกรรม

แม้ว่าบรรดาญาติทั้งหลายจะทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ เปรตพวกนี้ก็ไม่สามารถรับได้
จนกว่าจะสิ้นกรรมเวรแล้วมาเกินเป็นเปรตประเภทคอยรับส่วนบุญส่วนกุศล ที่ชื่อว่า ปรทัตตุปชีวิกเปรต
หรือเปรตที่มีอกุศลบางเบา

การที่เหล่าปรทัตตุปชีวิกเปรต จะได้รับส่วนกุศลผลทานที่เหล่าญาติมิตรอุทิศให้นั้น
ต้องประกอบต้องประกอบพร้อมไปด้วยเหตุสำคัญ 3 ประการ
1. ทานที่เหล่าญาติมิตรกระทำนั้น ต้องเป็นการทำสังฆทาน
2. เมื่อเหล่าญาติมิตรถวายสังฆทานแล้ว ต้องมีใจผ่องแผ้ว
ตั้งจิตกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญทานนั้นมุ่งไปให้แก่ปรทัตตุปชีวิกเปรต
3. เหล่าปรทัตตุปชีวิกเปรต นั้นต้องคอยรับและคอยอนุโมทนาด้วยความตั้งใจเป็นหนักหนา
หากว่าทำเป็นมิรู้มิชี้ไม่มีใจเลื่อมใสใคร่จะอนุโมทนา ก็จะไม่ได้รับส่วนกุศลผลทานนั้น

เปรตภูมิ อีกประการหนึ่ง คือเปรตในโลกมนุษย์ คือ บุคคลที่เกิดมาในโลกนี้ มีร่างกายทุพพลภาพ
ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ต้องอาศัยการขอทาน มีความอดอยากลำบากกาย ได้อาหารกินไม่อิ่มท้อง

มนุษย์ที่เกิดมามีอาการที่น่าสังเวชเช่นนี้ ก็เนื่องด้วยอกุศลกรรมวิบากแต่อดีตชาติ จัดสรรบันดาลมา คือ
มนุษย์ที่รับเปรตคติอยู่ในเมืองมนุษย์ปัจจุบันนั่นเอง

บุคคลบาปในโลกนี้ ประกอบด้วยอกุศลกรรมด้วยความโลภเป็นเหตุ ตระหนี่ถี่เหนียว เห็นแก่ได้ในทุกอย่าง
หิวกระหายออกนอกหน้า รีดไถ่ เก็บส่วย ใจคอคับแคบ ไม่รู้จักการทำบุญทำกุศล กลับปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน
ลบหลู่พระธรรมเพราะเชื่อว่าผลแห่งทานในโลกหน้าไม่มี ขัดขวางกีดกันการให้ทาน ให้ร้ายผู้ปฏิบัติธรรม
ประพฤติทุจริตด้วยการส่อเสียดโกหกหลอกลวง ชอบพูดจาหยาบคาย ปากคอเราะร้าย ด่าพ่อล่อแม่ เป็นต้น

ปรต 21 จำพวก

1. มังสเปสิกเปรต เปรตที่มีร่างเป็นชิ้นเนื้อ ไม่มีกระดูก
2. กุทภัณฑ์เปรต เปรตมีอัณฑะโตมาก
3. นิจฉวิริสเปรต เปรตชายไร้ผิวหนัง
4. นิจฉวิตก เปรตเพศหญิงไม่มีผิวหนัง
5. ทุคคันธเปรต เปรตที่มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง
6. อสีสเปรต เปรตไม่มีหัว
7. ภิกขุเปรต เปรตที่รูปร่างคล้ายพระสงฆ์
8. ภิกขุณีเปรต เปรตที่มีรูปร่างคล้ายภิกขุณี
9. สามเณรเปรต เปรตที่มีรูปร่างคล้ายสามเณร
10. สิกขมานเปรต เปรตที่มีร่างกายคล้ายนางสิขมานา
11. สามเณรีเปรต เปรตที่มีรูปร่างคล้ายสามเณรี
12. อัฏฐิสังขสิกเปรต เปรตกระดูก
13. มังสปิณฑเปรต เปรตที่มีร่างกายดั่งก้อนเนื้อ
14. โอคิลินีเปรต เปรตที่มีร่างกายเป็นถ่านไฟ
15. ทุติยสูจิโลมเปรต เปรตที่มีร่างกายเป็นเข็ม 2ชนิด
16. สูจิโลมเปรต เปรตที่มีขนเป็นเข็มใหญ่
17. อุสุโลมเปรต เปรตที่มีขนเป็นธนูใหญ่
18. สันติโลมเปรต เปรตที่มีขนเป็นหอกใหญ่
19. อสิโลมเปรต เปรตที่มีขนเป็นพระขรรค์
20. คูถกูปนิมุคคเปรต เปรตที่จมอยู่ในอุจจาระ
21. คูภขาทกเปรต เปรตที่กินอุจจาระ

อสุรกายภูมิ

ใต้แผ่นดินลึกลงไปถึง 84,000 โยชน์ มีเมืองอสูรใหญ่ 4 เมือง 4 ทิศ
ทางทิศเหนือ มีพระยาอสูร ชื่อ ราหู มีอำนาจและกำลังกว่าพระยาอสูรทั้งหลาย มีร่างกายใหญ่โต 48,000 โยชน์
หัวโดยรอบ 900 โยชน์ สามารถอมพระอาทิตย์และพระจันทร์เข้าไว้ในปาก ที่คนทั้งหลายเรียกว่า สุริยคราส หรือ
จันทรคาส

อสุรกายภูมิ เป็นภูมิของโอปปาติกกำเนิด อีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้ที่ทำบาปไว้
และต้องไปเสวยผลของบาป มีชีวิตเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นฝืดเคือง ขาดเครื่องอุปโภคบริโภค ทุกข์ยากลำบากกาย
จิตใจหดหู่เหี่ยวแห้ง ไม่สนุกสนานร่าเริงเข้าในลักษณะที่ว่าหน้าเศร้าอกตรม

อสุรกาย แบ่งออกเป็น 3 พวกใหญ่ๆ ได้แก่
- เทวอสุรา คือ อสุรกายที่เป็นเทวดา
- เปติอสุรา คือ อสุรกายที่เป็นพวกเปรต
- นิรยอสุรา คือ อสุรกายที่เป็นสัตว์นรก

เทวอสุรา

อสุรกายจำพวกเทวดา บางพวกก็พอจะมีความสุขอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีความสุข

เทวอสุรกาย มีอยู่ 6 จำพวก
1. เวปจิตติอสุรกาย
2. ราหุอสุรกาย
3. สุพลิอสุรกาย
4. ปหารอสุรกาย
5. สัมพรตีอสุรกาย
6. วินิปาติกอสุรกาย

อสุรกาย 5 จำพวกแรก อยู่ใต้ภูเขาสิเนรุ เป็นศัตรูกับเทวดาชั้นดาวดึงส์
ซึ่งเดิมอสุรกายพวกนี้เคยอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาก่อน สมัยเมื่อมาฆะมานพ กับ บริวาร 32 คน
ขึ้นไปเกิดเป็นพระอินทร์ ได้มีการฉลองกันเป็นการใหญ่ เมื่ออสุรกาย 5 พวกนี้เมาสุราได้ที่
จึงถูกพวกพระอินทร์และบริวาร โยนลงจากยอดเขาสิเนรุ มาอยู่ใต้เขาสิเนรุจนกระทั่งทุกวันนี้ ทำให้อสุรกาย 5
พวกนี้แค้นเทวดาชั้นดาวดึงส์มาก และได้เคยยกพวกขึ้นเขาสิเนรุ ไปตีกับเทวดาชั้นดาวดึงส์หลายครั้ง
บางครั้งก็ชนะ บางครั้งก็แพ้

วินิปาติกอสุรกาย เป็นพวกที่มีรูปร่างเล็ก มีอำนาจน้อยกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ อาศัยอยู่ในมนุษยโลกนี้
จะอยู่ตามป่า ตามเขา ตามต้นไม้ และตามศาลที่เขาปลูกไว้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของภุมมัฏฐเทวดาทั้งหลาย
แต่เป็นเพียงบริวารของภุมมัฏฐเทวดาเท่านั้น

เปติอสุรา

อสุรกายชนิดที่เป็นเปรต มีความเป็นอยู่ยากลำบากกว่าพวกอสุรกายที่เป็นเทวดา รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว
แบ่งได้เป็น 3 ชนิด

1. กาลกัญจิกเปรตอสุรกาย
ร่างกายใหญ่โต แต่ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง มีเลือดฝาดน้อย มีสีสันคล้ายใบไม้แห้ง ตาโปนออกมาเหมือนตาปู
มีปากเล็กเท่ารูเข็มอยู่บนกลางศีรษะ หิวน้ำอยู่ตลอดเวลา เดินหาน้ำอยู่ตามลำธารไหลกลางป่า ทั้ง ๆ
ที่เดินท่องอยู่บนลำธารน้ำไหล แต่กลับมองไม่เห็นน้ำ เพราะกรรมบันดาลให้มองไม่เห็นน้ำ
กินน้ำก็ไม่รู้จักอิ่ม เพราะปากเล็กเท่ารูเข็ม พระธุดงค์พบเข้าแม้จะช่วยกันกรอกน้ำใส่ปาก น้ำก็ไหลออกหมด
จึงต้องหิวโหยอยู่ตลอดเวลา

2. เวมานิกเปรตอสุรกาย
เปรตชนิดที่เสวยทุกข์ในเวลากลางวัน แต่เสวยสุขในเวลากลางคืนเหมือนกับความสุขของเทวดาในชั้นดาวดึงส์
เพราะทำบุญกับบาปพร้อมกันไป เหมือนกับการฆ่าไก่เพื่อถวายอาหารแก่พระธุดงค์ หรือ
การได้ทรัพย์มาโดยทางทุจริตแต่ก็นำเอาทรัพย์นั้น มาทำบุญใส่บาตรอีกต่อหนึ่ง

3. อาวุธกเปรตอสุรกาย
เปรตชนิดที่ต้องประหัตประหารกันด้วยอาวุธ มีแต่ความไม่พอใจซึ่งกันและกันตลอดเวลา
ซึ่งตรงข้ามกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ ที่มีความรักใคร่กลมเกลียวกัน
พวกนักเลงหัวไม้ หรือ อันธพาลที่ชอบว่าต้างให้ทำร้ายร่างกาย หรือ ประหัตประหารผู้อื่น
เมื่อสิ้นชีวิตลงจะต้องไปเสวยทุกข์ในนรก เมื่อพ้นจากนรกแล้ว
ก็ต้องมาเสวยทุกข์ทรมานด้วยการเป็นเปรตประเภทนี้อีก

นิรยอสุรกาย

เป็นเปรตจำพวกหนึ่งที่เสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกโลกันต์ จะเกาะอยู่ตามขอบจักรวาลที่มืดมิด
ลักษณะเหมือนค้างคาว มีความหิวกระหายเป็นกำลัง เกาะไปพลางไต่ไปพลาง พอไปพบพวกเดียวกัน
จะโผเข้าหากันเพื่อกินเป็นอาหาร แล้วพลัดตกไปในน้ำกรดข้างล่าง ละลายหายไปทันที แล้วเกิดขึ้นใหม่
ตกลงไปตายอีก วนเวียนเช่นนี้จนกว่าจะหมดกรรม

เดรัจฉานภูมิ

เดรัจฉานภูมิ เป็นภูมิที่ขวางต่อมรรคผล คือ หมดโอกาสที่จะทำบุญ ทำทาน รักษาศีล
หรือเจริญภาวนาให้ถึงพระนิพพานได้ มีแต่จะสร้างบาปอกุศลกรรมอยู่ร่ำไป
มีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยชีวิตผู้อื่น ตลอดชีวิตชาติหนึ่งภพหนึ่งได้กินหรือทำลายชีวิตสัตว์อื่น
ไม่สามารถที่จะนับจำนวนได้

ตำแหน่งที่ตั้งของเดรัจฉานภูมิ คือ โลกมนุษย์ เพียงแต่มิได้อุบัติเป็นมนุษย์
แต่เป็นเหล่าบรรดาสรรพสัตว์อื่น ๆ

สัตว์เดรัจฉาน มีสัญชาติญาณหรือสัญญา 3 อย่าง

1. กามสัญญา คือ รู้จักเสวยกามคุณ
2. โคจรสัญญา คือ รู้จักกินนอน
3. มรณสัญญา คือ รู้จักกลัวตาย

ส่วนธรรมสัญญา คือ รู้ดีรู้ชอบ รู้ผิดรู้ถูก รู้บุญรู้บาปอย่างมนุษย์นั้นไม่มี
ยกเว้นสัตว์เดรัจฉานที่เป็นพระโพธิสัตว์ เช่น ช้าง พญาฉัตรทัณฑ์ มีธรรมสัญญาเช่นเดียวกับมนุษย์

สัตว์เดรัจฉานจำแนกได้ 4 อย่าง

1. อปทติรัจฉาน เดรัจฉานที่ไม่มีขาเลย เช่น งู ปลา ไส้เดือน เป็นต้น
2. ทวิปทติรัจฉาน เดรัจฉานที่มี 2 ขา เช่น นก เป็ด ไก่ เป็นต้น
3. จตุปทติรัจฉาน เดรัจฉานที่มี 4 ขา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
4. พหุปทติรัจฉาน เดรัจฉานที่มีขามากกว่า 4 ขาขึ้นไป เช่น ตะขาบ กิ้งกือ เป็นต้น

เดรัจฉานภูมิ เป็นภูมิที่บรรดาสัตว์ รวมทั้งมนุษย์เวียนมาเกิด เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์
ไม่ได้สร้างคุณความดีเพื่อเป็นปัจจัยในโลกหน้า
หลังจากสิ้นชาติกำเนิดมนุษย์แล้วจึงต้องมารับกรรมในร่างของสัตว์เดรัจฉาน
เพื่อชดใช้บาปกรรมที่ได้สร้างไว้ในอดีต

เหตุที่ต้องมาเกิดในเดรัจฉานภูมิ

- ประพฤติผิด ไร้ศีลธรรม
- ไม่รู้จักจรรยามารยาท
- ไม่รู้จักวัฒนธรรม
- ไม่รู้จักเลี้ยงชีพโดยชอบ
- ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ
- ไม่รู้จักสร้างคุณความดี
- ไม่รู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน
- ไร้ยางอาย ไม่กลัวบาป
- หาความสุขให้ตนเองกับการกินอยู่หลับนอน และเสพกามอย่างเพลิดเพลิน
- ไม่สนใจที่จะสร้างความดี
- เบียดเบียนผู้อื่น ไปเกิดเป็นสัตว์ที่ถูกใช้แรงงาน ถูกฆ่า ถูกทรมาน เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
- ใช้อำนาจบาตใหญ่ข่มเหง ไปเกิดเป็นสัตว์ดุร้ายใช้กำลัง เช่น เสือ สิงโต
- หมกมุ่นกับการเสพกาม ไปเกิดเป็นสัตว์ที่ออกไข่ได้ทุกฤดู
- หลอกลวง โป้ปดมดเท็จ ไปเกิดเป็นสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา
- ติดสุรายาเมา ไปเกิดเป็นสัตว์ที่กินอุจจาระและขยะเป็นอาหาร

คนที่ตายแล้วต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะเมื่อเป็นมนุษย์ไม่สามารถควบคุมความประพฤติของตนเอง
ให้อยู่ในครรลองของมนุษย์ได้ เหล่านี้ล้วนเป็นเดียรัจฉานประพฤติทั้งสิ้น

อายุ ไม่แน่นอน แล้วแต่กรรมที่นำไปเกิดในสัตว์ประเภทต่าง ๆ ตามอายุของสัตว์ประเภทนั้น ๆ

คตินิมิต นิมิตที่ชี้บอกถึงโลกเดรัจฉานที่ตนจะไป เช่นเห็นทุ่งหญ้า ป่าไม้ ดงหญ้า เชิงเขา ชายน้ำ แม่น้ำ
กอไผ่ และภูเขา เป็นต้น บางทีเห็นรูปสัตว์ทั้งหลาย
หากภาพเหล่านี้มาปรากฏทางใจ
แล้วจิตยึดหน่วงเป็นอารมณ์เมื่อดับจิตตายขณะนั้นต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างแน่นอน

มนุษย์ภูมิ

ภพที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทุคติภูมิ กับ กามสุคติภูมิ มนุษย์จึงมีทั้งสุขและทุกข์

มนุษยภูมิ หมายถึง ที่อยู่อาศัยของมนุษย์หรือของคน

มนุษย์ภูมิ เป็นโลกที่สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาโลกทั้งหก
คือเป็นโลกที่ได้รับอภิสิทธิ์อันสูงสุดที่พึงจะได้รับ อันได้แต่ อายุ วรรณะ ความคิดวิจารณญาณ ภาษา
วัฒนธรรม ฯลฯ

เหนือสิ่งอื่นใดที่เป็นข้อแตกต่างจากโลกอื่นอย่างสิ้นเชิง คือ มนุษย์สามารถประพฤติธรรม และ
สร้างคุณงามความดีได้อย่างไร้ขีดจำกัด อันเป็นสิ่งที่ปรารถนาในสัตว์ทุกหมู่เหล่า
แต่โอกาสเช่นนี้มีเฉพาะมนุษย์ภูมิเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การได้เกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นเรื่องยาก และเป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายต่างรอคอย
และเป็นความหวังอันสูงสุดเพราะเป็นโอกาสที่สัตว์เหล่านั้น สามารถสร้างความดี
เพื่อเป็นเครื่องไถ่บาปให้กับตนเอง

ภูมิของมนุษย์ เป็นภูมิระดับสูงกว่าอบายภูมิ เป็นชั้นแรกของสุคติภูมิ แต่ยังรวมอยู่ในภูมิใหญ่ คือ
กามภูมิ

สัตว์อันเกิดในมนุษย์ภูมินี้ แรกก่อกำเนิดในครรภ์ เรียก กลละ (รูปเมื่อเริ่มในครรภ์) มีรูป 8 ได้แก่

- ปฐวีรูป - ดิน
- อาโปรูป - น้ำ
- เตโชรูป - ความร้อน
- วาโยรูป - ลม
- กายรูป - ตัวตน
- ภาวรูป - เพศ
- หทัยรูป - ใจ
- ชีวิตรูป - ชีวิต

ก่อกำเนิด 3 สิ่งก่อน คือ กายรูป ภาวรูป หทัยรูป ผสมรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วรวมกับ ปฐวี อาโป เตโช วาโย
วณโน คนโธ รโส โอชา ประกอบกันเป็นองค์ 9 แล้วจักษุ-ตา โสต-หู ฆาน-จมูก ชิวหา-ลิ้น จึงตามมา

เมื่อเริ่มเป็นกลละ ได้ 7 วัน ดั่งน้ำล้างเนื้อ ต่อไปอีก 7 วัน ข้นเป็นดั่งตะกั่วหลอม อีก 7 วัน
แข็งตัวเป็นก้อนดั่งไข่ไก่ อีก 7 วัน เป็นตุ่มออก 5 แห่ง ตุ่มนั้นเป็นมือ 2 เท้า 2 และหัว 1
แล้วต่อไปทุก 7 วัน เป็นฝ่ามือ นิ้วมือ ผม ขน เล็บ และอวัยวะอื่น ๆ อันประกอบเป็นมนุษย์

กุมารนั้นนั่งกลางท้องแม่ และเอาหลังชนหนังท้องแม่

กุมาร อันเกิดมาดีกว่า เก่งกว่าพ่อแม่ เรียก อภิชาตบุตร
ดีเสมอพ่อแม่ เรียก อนุชาตบุตร
ด้อยกว่าพ่อแม่ หรือ บุตรที่ทราม เรียก อวชาตบุตร

ความแตกต่างของมนุษย์
เรื่องจริงที่ปรากฏในพระสูตรจูฬกัมมวิภังคสูตรที่ 5 ซึ่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตอบข้อสงสัยของศุภมานพ ถึงเรื่องความแตกต่างของผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ไว้ ดังนี้

ฆ่าสัตว์ ไม่มีความกรุณา เป็นเหตุให้ อายุสั้น
ไม่ฆ่าสัตว์ มีความกรุณา เป็นเหตุให้ อายุยืน
เบียดเบียนสัตว์ เป็นเหตุให้ มีโรคมาก
ไม่เบียดเบียนสัตว์ เป็นเหตุให้ มีโรคน้อย
มักโกรธ มีความคับแค้นใจมาก เป็นเหตุให้ ผิวพรรณทราม
ไม่โกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ เป็นเหตุให้ ผิวพรรณผุดผ่อง
มีใจประกอบด้วยความริษยาผู้อื่น เป็นเหตุให้ มีอานุภาพน้อย
มีใจไม่ริษยาผู้อื่น เป็นเหตุให้ มีอานุภาพมาก
ไม่บริจาคทาน เป็นเหตุให้ ยากจน อนาถา
บริจาคทาน เป็นเหตุให้ มีโภคสมบัติมาก
กระด้าง ถือตัว เป็นเหตุให้ เกิดในสกุลต่ำ
ไม่ถือตัว เป็นเหตุให้ เกิดในสกุลสูง
ไม่อยากรู้ ไม่ไต่ถามผู้มีปัญญา เป็นเหตุให้ มีปัญญาน้อย
อยากรู้ หมั่นไต่ถามผู้มีปัญญา เป็นเหตุให้ มีปัญญามาก

มนุษย์ แบ่งเป็น 4 จำพวก

1. ผู้ที่มืดมาแล้วมืดไป บุคคลที่เกิดในตระกูลอันต่ำ ยากจน ขัดสน ลำบาก
ฝืดเคืองอย่างมากในการหาเลี้ยงชีพ มีปัจจัย 4 อย่างหยาบ เช่นมีอาหารและน้ำน้อย มีเครื่องนุ่งห่มเก่า
ร่างกายมอซอ หม่นหมอง หรือมีร่างกายไม่สมประกอบ บ้าใบ้ บอด หนวก หาที่นอน ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค
ไม่ใคร่ได้ และเขากลับประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปก็ย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

2. ผู้ที่มืดมาแล้วสว่างไป บุคคลที่เกิดในตระกูลต่ำ ผิวพรรณหยาบ ฯลฯ แต่เขาเป็นคนมีศรัทธา
ไม่มีความตระหนี่ เป็นคนมีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์
หรือวณิพกอื่น ๆ ย่อมสำเนียกในกริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กำลังจะให้ทาน
เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

3. ผู้สว่างมาแล้วมืดไป เป็นบุคคลผู้อุบัติเกิดในตระกูลสูง เป็นคนมั่งคั่งมั่งมี มีโภคสมบัติมาก
เป็นผู้มีปัจจัย 4 อันประณีต ทั้งเป็นคนมีรูปร่างสมส่วน สะสวย งดงาม ผิดพรรณน่าดูชม
แต่กลับเป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ กรุณาอาทร มีใจหยาบช้า มักขึ้งโกรธ ย่อมด่า
ย่อมบริภาษบุคคลต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งบิดามารดา สมณชีพราหมณ์
ย่อมห้ามคนที่กำลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงโลกทุคติอบาย

4. ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป เป็นบุคคลที่อุบัติเกิดในตระกูลสูง มีผิวพรรณงามและเขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย
วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์




Heute waren schon 2 Besucher (49 Hits) hier!
=> Willst du auch eine kostenlose Homepage? Dann klicke hier! <=